ตอนที่16 แกนเทพระดับปลาย
หลิวเย่พึมพำกับตัวเองพร้อมๆกับสำรวจสมบัติที่ตนเองมีอยู่ในปัจจุบัน
“อัสนีแปดพิเคราะห์อันนี้ให้ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ ฉันต้องใช้เดินทางไปอาจารย์”
“ยานรบลำเล็กอันนี้ยิ่งไม่ได้ไปใหญ่”
“ง้าวจักรพรรดิฉันเพิ่งจะมีอาวุธคู่กายที่ต้องต่อสู้กับเ้าสายฟ้าบ้านั่นมา ให้ไม่ได้”
“แส้นิรันดร์รึ พวกปะการังกับดอกไม้ทะเลจะเอาไหม?”
หลิวเย่หยิบแส้นิรันดร์ออกมาหวังจะใช้มันทดแทนดาบคู่เกล็ดหิมะ
ปรากฏว่าปะการังและดอกไม้ทะเลนิ่งเฉยไม่สนใจแม้แต่น้อย
“ไม่สนใจเลยหรือ?” เขาตวัดแส้นิรันดร์ไปมาหวังที่จะดึงดูดความสนใจของปะการังและดอกไม้ทะเล
แต่ทว่าพวกมันยังคงนิ่งเงียบไม่มีการสั่นไหวใดๆ
หลิวเย่จึงต้องสำรวจสมบัติตนเองต่อไป
“ฮัทพิเศษอันนี้ยิ่งไม่ได้ใหญ่”
“เครื่องแปรรูปแร่ ASM โอ้!อันนี้ซื้อมาราคาแพงมากจากเ้าแกรี่7ให้ไม่ได้เด็ดขาด”
“ปืนเลเซอร์ กับปืนปากกาอะตอมรึสนไหม?”
หลิวเย่หยิบปืนเลเซอร์กับปืนปากกาอะตอมออกมาอย่างละหนึ่งกระบอก
ปะการังและดอกไม้ทะเลยังคงนิ่งเฉยไม่สนใจเขาเหมือนเดิม
หลิวเย่ส่ายหัวด้วยความรำคาญใจกับท่าทีของปะการังและดอกไม้ทะเล
เขาจึงสำรวจสมบัติต่อ“ตุ๊กตาอนูบิส อันนี้น่าจะมีความสำคัญ เอาไว้ก่อน”
“ไข่มุกัเหยียนเจียงถ้าไม่มีมันฉันตามหาอาจารย์ไม่ได้แน่ๆ ให้ไม่ได้”
“หยก เพชรพลอยหรือ?” หลิวเย่ลองหยิบออกมาจากมิติพื้นที่
แต่ทว่าปะการังและดอกไม้ทะเลนิ่งเงียบเช่นเคย
“จี้หยกซื้อเจี๋ยกับแหวนหยินหยางอันนี้ไม่ได้แน่ๆ มันสำคัญที่สุดถึงที่สุด”
“เหลืออะไรล่ะ? อ้อ!นี่ไงหินพลังงาน สนใจไหม?”
ทันใดนั้นเมื่อหลิวเย่หยิบหินพลังงานก้อนขนาดเท่ากำปั้นตนเองออกมา
ปะการังและดอกไม้ทะเลต่างพลิ้วตัวสั่นไหวพร้อมกับมีเสียงหวีดเบาๆ
ส่งผลให้รอบตัวหลิวเย่มีกลิ่นหอมจางอบอวลไปทั่วบริเวณ“อ๊ะ! สนใจแค่หินพลังงานก็ไม่บอกฉันมีเยอะแยะเลย”
หลิวเย่แปลกใจที่เห็นว่าปะการังและดอกไม้ทะเลมีปฏิกิริยาตอบสนองกับหินพลังงานที่ตนนำออกมาจากมิติพื้นที่
เขาใจกว้างจึงหยิบออกมาเพิ่มรวมเป็สิบก้อนแล้วนำไปวางบนแท่นหินหยก
จากนั้นเอื้อมมือหยิบดาบคู่เกล็ดหิมะขึ้นมา
“วืด” ปรากฏว่าเขาสามารถหยิบดาบคู่เกล็ดหิมะขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
“ฮ่าๆเยี่ยมจริงๆ นึกว่าจะ้าสมบัติอะไรที่วิเศษมากกว่านี้อีก”
หลิวเย่หัวเราะพอใจแล้วเก็บดาบคู่เกล็ดหิมะพร้อมกับเหินตัวบินตรงไปยังขอบโดมโปร่งแสงเพื่อกลับคืนสู่ผิวน้ำ
“หวังว่าจะไม่มีปัญหาในการออกไปหรือจะต้องให้ฉันใช้ยานรบลำเล็กอีก”
หลิวเย่คิดในใจพลางลุ้นว่าตนสามารถออกจากโดมโปร่งแสงและฝ่าหมอกลึกลับได้โดยตรงหรือไม่
เมื่อเขาเปิดใช้งานโล่ต้านพลังะพร้อมกับก้าวเท้าเดินออกจากโดมโปร่งแสง
พลันมีพลังลึกลับอันแข็งแกร่งหนึ่งผลักเขาเข้าไปในหมอกที่อยู่ตรงหน้าทันที
“เฮ้ย! อย่าทำกับฉันแบบนี้สิ” หลิวเย่ร้องเสียงหลงอย่างตื่นใที่ตนเองจะต้องพบเจอกับอันตรายเบื้องหน้า
“เปรี้ยง เปรี้ยงเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”
“โอ๊ย!”
พลันมีสายฟ้าทรงพลังฟาดเข้าใส่หลิวเย่ไม่ยั้งจนทำให้เขาปวดแสบปวดร้อนทั่วทั้งกายไม่เว้นแม้กระทั่งหลิวเย่น้อย
“โครม!”ครู่หนึ่งร่างของเขาหล่นลงไปนอนแผ่หลาอยู่บนผืนทรายบนโลกซือเจี๋ยโดยที่เขาไม่รู้ตัว
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่เริ่มรู้สึกตัวและค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมองรอบด้าน
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์สายฟ้าฟาดใส่ตนราวห่าฝนหลิวเย่รีบสำรวจเย่น้อยทันทีว่ายังอยู่ดีมีสุขไหม?
“เฮ้อโชคดีจริงๆที่เย่น้อยยังปลอดภัยดี ขนาดเท่าเดิมไม่เล็กลง”
หลิวเย่ยันกายลุกขึ้นนั่งและรีบฟื้นฟูความแข็งแกร่งของตนเองในทันที
ครู่หนึ่งเขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความแข็งแกร่งและสดชื่น
“ค่อยยังชั่วโชคดีที่สายฟ้านั่นไม่ทำให้ฉันาเ็หนักแบบคราวก่อนนั้น”
ความรู้สึกหวาดกลัวสายฟ้าถูกฝังลึกลงไปในกระดูกของหลิวเย่
ทำให้เขาหวาดผวาทุกครั้งที่เห็นสายฟ้าแม้แต่ในจังหวะที่ต้องใช้สายฟ้าฟาดฟันใส่ศัตรูตนเอง
“แสดงว่าโดมโปร่งแสงที่ใต้ทะเลถูจ่ายกับโดมโปร่งแสงใต้ทะเลที่นี่จะต้องถูกสร้างขึ้นมาโดยคนเดียวกันแน่ๆ”
หลิวเย่ลูบคางพลางครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงเหตุผลและความเป็ไปได้
ไม่เช่นนั้นเมื่อเข้าไปในหมอกควันนั่นแล้วเขาจะมาโผล่ที่โลกซือเจี๋ยแห่งนี้ได้อย่างไร?
“ก็ดีที่มาโผล่ที่นี่อย่างน้อยฉันไม่ได้าเ็อะไรหนักหนา มีแค่แสบร้อนนิดหน่อย เริ่มสำรวจเลยดีกว่า”
หลิวเย่ปล่อยวางเื่ความสัมพันธ์ของโดมโปร่งแสงทั้งสองสถานที่
แต่ให้ความสำคัญและจริงจังในการสำรวจอาณาเขตทะเลทรายของโลกซือเจี๋ยดีกว่า
เนื่องจากเขามีเวลาเหลืออีกไม่กี่วันก่อนถึงวันเดินทางไปมรดกสำนักเหมันต์
เมื่อวางแผนแล้วเขาเหินตัวบินสำรวจอาณาเขตทะเลทรายอย่างละเอียดด้วยัั์ทันที
หลังจากบินมาได้ครึ่งชั่วยาม
ัั์ของหลิวเย่พลันเห็นเมืองเก่ารกร้างหนึ่งที่ถูกทรายปกคลุมจนมิด
แต่เขาสามารถมองเห็นสภาพเบื้องล่างได้จากัั์ที่บ่งบอกว่าพื้นที่กว้างใหญ่ขนาดหนึ่งลี้นั้นเคยเป็เมืองมาก่อน
หลิวเย่เหินตัวลงจอดจุดที่เป็ทางเข้าเมืองใต้ทะเลทรายนั้น
ซึ่งจุดที่มองเห็นจาก้าเป็แค่เนินทรายเล็กๆแต่มีรูปทรงโค้งมนสวยงาม
หลิวเย่ใช้พลังปราณอันแข็งแกร่งของตนเองโบกพัดเอาทรายที่ปกคลุมทางเข้านั้นออกโดยตรง
ครู่หนึ่งหลิวเย่เปิดทางเข้าที่เคยมีทรายปกคลุมหนาถึงหนึ่งจั้ง(3.3 เมตร)
พลันปรากฏทางเข้าที่มีหินทรายรูปโค้งมนโดยมีป้ายไม้เก่าแขวนไว้เหนือหัวซึ่งเขียนว่า“สุสานค้างคาว์”
“หือ สุสานหรอกหรือนี่?”
หลิวเย่อุทานอย่างตื่นใที่พบว่าัั์ที่มองเห็นเป็เมืองนั้น
แท้ที่จริงคือสุสานค้างคาว์นั่นเอง
เขาใช้ัั์สำรวจภายในสุสานลึกเข้าไปและมองเห็นอาณาเขตทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
“เอ๊ะ! นั่นคืออะไร?”หลิวเย่มองเห็นโลงศพหนึ่งอยู่กึ่งกลางสุสานโดยมีกลไกลับซ่อนอยู่มากมาย
แต่สิ่งที่ทำให้หลิวเย่สนใจเป็พิเศษนั่นคือ โลงศพที่เขาไม่สามารถใช้ัั์ส่องผ่านเข้าไปตรวจสอบได้
“น่าสนใจ”หลิวเย่มักจะสนใจในสิ่งที่ัั์ไม่มีคำตอบให้กับเขา
อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ผ่านมาของหลิวเย่เกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นของเขา
มีทั้งเื่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป
แต่ทว่าส่วนใหญ่เป็เื่ดีและเป็โชคชะตาที่ทำให้ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
หลิวเย่เหินตัวบินตรงเข้าไปหาโลงศพลึกลับนั่นพร้อมกับหลบหลีกกับดักระหว่างทางเป็ระยะ
ครู่หนึ่งเขาเหินตัวลงจอดใกล้กับโลงศพลึกลับ
“โลงศพทำมาจากหินทรายที่ไม่น่าจะแข็งแกร่งอะไรแต่ทำไมใช้ัั์ไม่ได้?”
หลิวเย่ยังคงแปลกใจที่เห็นโลงศพทำมาจากวัสดุธรรมชาติที่ไม่น่าจะมีความแข็งแกร่งอะไรมากมาย
เขาใช้ัั์ตรวจสอบรอบๆโลงศพอีกครั้งอย่างละเอียด
เพื่อค้นหาว่ามีกลไกลับใดซ่อนอยู่อีกหรือไม่?
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆแล้ว
เขาตัดสินใจใช้พลังปราณทดลองเปิดฝาโลงศพลึกลับนั่นทันที
“ขออย่าให้มีอันตรายอะไรด้วยเถิด”หลิวเย่ใจเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ
“โครม!” ฝาโลงพลันเปิดออกและหล่นลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง
ในจังหวะเดียวกันนั้นมีค้างคาวตัวเล็กๆสีทองจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากโลงศพลึกลับตรงเข้าใส่หลิวเย่
เขายืนตัวแข็งทื่อเพราะไม่สามารถขยับขาก้าวหรือบินหนีได้เลยคล้ายกับมีพลังอันแข็งแกร่งจับข้อเท้าเขาไว้แน่น
แต่ที่น่าตื่นตระหนกมากกว่านั้นคือเขาไม่สามารถใช้พลังปราณได้อีกต่อไป
“ไม่! อย่า!โอ๊ย!”
ร่างของหลิวเย่ถูกค้างคาวสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนตรงเข้ากัดเขาทุกที่ในร่างกายจนทำให้เขาเ็ปแสนสาหัส
ในที่สุดเขาไม่สามารถทานทนต่อความเ็ปได้อีกต่อไปและล้มลงหงายหลังนอนแผ่ลงบนพื้นอย่างแรง
“โครม!”
ร่างของหลิวเย่ถูกค้างคาวสีทองปกคลุมดูดกินเืทั่วร่างกายจนมองไม่เห็นร่างเดิม
ทำให้ขนาดร่างกายของหลิวเย่มีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆเพราะมีตัวใหม่เข้ามาเสริมเพื่อดูดกินเื
ส่วนตัวเก่าที่ดูดเืกินอิ่มพอแล้วก็ฝังร่างตัวเองอยู่กับหลิวเย่จนกลายเป็ส่วนหนึ่งของเขา
ผ่านไปครึ่งชั่วยามร่างของหลิวเย่ที่เคยนอนอยู่กลายเป็กองสีทองขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็เนินสีทอง
หลิวเย่ไม่รู้สึกตัวนับั้แ่ถูกค้างคาว์ตัวแรกดูดเื
เขารับรู้แค่ความรู้สึกเ็ปอย่างแสนสาหัสยิ่งกว่าถูกสายฟ้าฟาด
หลังจากนั้นเขาสิ้นสติลงทันทีพร้อมกับร่างที่เอนหงายหลังลงกับพื้น
เวลาผ่านไปสามวันสามคืน
หลิวเย่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ดึงดูดให้ค้างคาวมาดูดเืของตนเองนั้น
เกิดจากแหวนหยินหยางที่ถูกร่ายเวทมนตร์ไว้โดยภรรยาของอาจารย์ตนเองลู่ผิงผิง
เนื่องจากนางคาดหวังว่าหลิวเย่อาจจะมีโชคชะตาได้เดินทางมาที่นี่
ซึ่งมีสมบัติอย่างหนึ่งของจักรพรรดิะหลิวเย่ทิ้งไว้ในโลกใบเล็กเพื่อช่วยเลื่อนระดับความแข็งแกร่งได้หนึ่งระดับ
ดังนั้นลู่ผิงผิงจึงได้ร่ายเวทมนตร์นี้ใส่ไว้ในแหวนหยินหยาง
โดยที่หลิวเย่ไม่มีโอกาสรู้ความจริงในข้อนี้แต่อย่างใด
ในคืนวันที่สาม
หลิวเย่เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางร่างกายของเขาที่ถูกฝังอยู่ภายใต้ซากศพของค้างคาว์จำนวนมหาศาล
จนทำให้เขาหายใจไม่ออก
“วื้ด วื้ด วื้ด”
หลิวเย่ใช้พลังปราณโบกพัดซากค้างคาว์ออกจากร่างกายของตนเองทันที“เฮ้อ! หายใจได้เสียที”
“เอ๊ะ! นี่ฉันแข็งแกร่งมากขึ้นหรือ?”ทันใดนั้นหลิวเย่ััได้ถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย
เขาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิและสำรวจตันเถียนของตนเองทันที
“ฮ่าๆ หลิวเย่เอ๋ยเ้าช่างโชคดีอะไรเยี่ยงนี้”
หลิวเย่หัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุขที่ตนเองพานพบโชคชะตาอีกครั้ง
นั่นเป็เพราะว่าเวลานี้เืในกายของหลิวเย่แปรเปลี่ยนเป็สีแดงโดยมีสีทองแทรกอยู่เป็เส้นใยบางๆ
ตันเถียนใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิม
รวมถึงโล่ต้านพลังะที่แข็งแกร่งทรงพลังมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าเขาได้เลื่อนระดับความแข็งแกร่งมากขึ้นอีกหนึ่งระดับแล้ว
ดังนั้นในเวลานี้ความแข็งแกร่งของหลิวเย่คือขอบเขตแกนเทพระดับปลาย
“ไชโย! ต่อให้ฉันเข้าไปในมรดกสำนักเหมันต์แล้วพบศัตรูที่แข็งแกร่งฉันก็ไม่กลัวแล้ว”
หลิวเย่ส่งเสียงตื่นเต้นยินดีขึ้นทันที
จากนั้นเขาเริ่มสำรวจโลงศพลึกลับนั่นเพื่อคลายความสงสัยของตนเอง
เมื่อเขายืนอยู่ข้างโลงศพที่มองเห็นชัดเจนว่าภายในเป็อุโมงค์ลึกขนาดปากทางเข้าพอดีกับขนาดโลงศพ
ัั์หลิวเย่สามารถตรวจสอบลึกลงไปได้แค่สิบจั้งเท่านั้น
“มีอะไรอยู่ในนั้นกันแน่?” หลิวเย่เชื่อว่าจะต้องมีถ้ำขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ด้านล่างของปากทางเข้าอุโมงค์แน่นอน
เนื่องจากจำนวนซากศพของค้างคาว์มีเป็จำนวนมาก
ดังนั้นแหล่งที่อยู่ของมันจะต้องยิ่งใหญ่มโหฬารอย่างแน่นอน
โดยไม่รอช้าหลิวเย่ตัดสินใจะโลงไปในอุโมงค์ทันที “ผลุ้บ!”
ครู่หนึ่งหลิวเย่หยุดยืนนิ่งที่ห้องโถงในถ้ำที่กว้างขนาดใหญ่สูงสิบจั้ง
มีช่องเล็กๆเป็เหมือนรูพรุนจำนวนมากมายมหาศาลล้อมรอบผนังถ้ำและพื้นที่ด้านข้างทั้งหมด
“ยิ่งใหญ่จริงๆคงเป็ที่อยู่ของพวกมัน ว่าแต่พวกมันให้โชคชะตากับฉันได้อย่างไร?”
หลิวเย่ยังสงสัยกับโชคชะตาที่ตนเองได้รับจากค้างคาว์ซึ่งทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอีกหนึ่งระดับ
เขาใช้ัั์ตรวจสอบบริเวณโดยรอบ
พลันพบผนังด้านหนึ่งของห้องโถงใหญ่ที่มีช่องขนาดเท่ากับประตูพอดี
“นั่นคืออะไร?”หลิวเย่จ้องมองด้วยความสงสัยก่อนเดินตรงเข้าไปดูในช่องเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้น
ภายในช่องเล็กนั้นเป็เหมือนห้องนอนที่มีการแกะสลักหินด้านหนึ่งเป็เตียงนอนขนาดหนึ่งคน
โดยมีแสงสว่างลอดผ่านช่องขนาดเท่ากำปั้นตรงเข้ามาจากเหนือหัวจำนวน8 ช่องซึ่งเรียงตัวเป็วงกลมพอดี
ทำให้ห้องเล็กนี้สว่างขึ้นกว่าด้านนอกหลายเท่า
“ห้องนี้เคยเป็ที่พักของใครมาก่อนกันแน่?”หลิวเย่งุนงงกับสภาพที่เขามองเห็นอยู่ภายในห้อง
เขากวาดสายตามองทั่วบริเวณห้องและไม่พบความผิดปกติหรือสิ่งของใดที่น่าสนใจเป็พิเศษ
ขณะที่หลิวเย่กำลังเดินถอยหลังพร้อมกับสำรวจห้องเล็กไปด้วยนั้น
จังหวะหนึ่งตัวของเขาพลันเดินผ่านช่องแสงสว่างไปพร้อมกันทีเดียวสามช่องซึ่งอยู่ในรัศมีใกล้เคียงกัน
“หือ นี่คืออะไร?”หลิวเย่ตื่นเต้นทันทีที่พบสิ่งที่น่าสนใจ
นั่นคือจังหวะที่เขาเดินผ่านแสงนั้นเขามองเห็นข้อความและตัวเลขอย่างเลือนรางในแสงที่ส่องลงมา
ทำให้หลิวเย่ปรับมุมการเดินของตนเองก้าวเดินถอยหลังเป็วงกลมโดยที่ให้แสงส่องผ่านตัวเขาและถอยไปเรื่อยๆ
เขาตาโตเมื่อมองเห็นข้อความโผล่ขึ้นมาตรงหน้าหลังจากที่เคลื่อนผ่านแว่บเดียว
แต่เมื่อเคลื่อนผ่านไปไกลข้อความนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เอาละนี่อาจเป็การสื่อสารแบบพิเศษที่ฉันต้องหยุดมองให้ดีเมื่อผ่านแสงสว่างนั่น”
หลิวเย่พบกุญแจที่จะอ่านข้อความนั่นแล้ว
เขาจึงเคลื่อนตัวช้าๆเพื่อให้อ่านข้อความได้ทันก่อนที่มันจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งที่เขามีความแข็งแกร่งในขอบเขตแกนเทพระดับปลายแล้ว
แต่ทว่าความรวดเร็วของเขายังไม่สู้ความเร็วในการจางหายไปของข้อความที่ปรากฏจากแสงนั่น
“ฮ่าๆ นี่! นี่คือข้อความที่มีค่าที่สุดสำหรับฉัน”
หลิวเย่หัวเราะอย่างมีความสุขเมื่ออ่านข้อความได้ครบขณะที่เดินถอยหลังผ่านแสงสว่างครบทั้ง8 ช่อง
นั่นคือ “จักรวาลที่52 ดาวเคราะห์ที่ 8 ดาวเคราะห์เอสล่า”
“นี่ต้องเป็พิกัดดาวเคราะห์ที่ฉันต้องเดินทางไปหาอาจารย์แน่ๆ”
หลิวเย่คิดอย่างมีความสุขที่สามารถค้นหาข้อความสำคัญเพื่อเดินทางไปช่วยเหลืออาจารย์ตนเองต่อไป