
วันต่อมา...
ย่าน "ฟานฟาง" (Fan Fang - ย่านคนต่างชาติ)
หากกลางวันเฉวียนโจวคือเมืองท่าที่วุ่นวายด้วยการขนถ่ายสินค้า กลางคืนที่นี่ก็คือ์บนดินที่ไร้พรมแดน
โคมไฟกระดาษหลากสีนับหมื่นดวงถูกจุดขึ้นตลอดแนวถนน "จื่อถง" ส่องสว่างแข่งกับแสงจันทร์ ร้านรวงข้างทางส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ทั้งเนื้อแกะย่างเสียบไม้โรยยี่หร่าสูตรซินเจียง แป้งนานอบโอ่งร้อนๆ จากอินเดีย และเหล้าองุ่นรสเลิศจากเปอร์เซีย
เสียงดนตรีแปลกหูจากเครื่องสาย "อู๊ด" (Oud) และเสียงกลองระบำหน้าท้อง ดังประสานกับเสียงซออู้ของงิ้วหุ่นกระบอก สร้างท่วงทำนองแห่งพหุวัฒนธรรมที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
ท่ามกลางกระแสธารของผู้คน องค์หญิงไป๋หลิง ในคราบคุณหนูตระกูลคหบดี เดินทอดน่องสำรวจตลาดด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์
นางสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีต ผมเกล้าสูงปักปิ่นเงินเพียงอันเดียว เพื่อไม่ให้ดูสะดุดตาเกินไป (แม้ความงามของนางจะปิดไม่มิดก็ตาม) ข้างกายมีเพียง "อาหลิว" สาวใช้คนสนิทที่มีวรยุทธ์สูงส่งเดินประกบ
"คุณหนูเ้าคะ..." อาหลิวสะกิดเบาๆ "สายข่าวรายงานว่า ราคาเกลือและข้าวสารในตลาดเฉวียนโจว 'ต่ำ' กว่าเมืองหลวงถึงสองส่วน ทั้งที่เป็เมืองท่าที่มีชาวต่างชาติเยอะ น่าจะถูกเกินจริง"
ไป๋หลิงหยุดยืนที่หน้าร้านขายเกลือ มองดูกระสอบเกลือขาวสะอาดที่ชาวบ้านแย่งกันซื้อด้วยความฉงน
"แปลก..." นางพึมพำ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน "ปกติพ่อค้าผูกขาดมักจะโก่งราคาขูดเืขูดเนื้อชาวบ้าน... แต่ทำไม 'พญาวานิชเฉิน' ผู้นี้ ถึงขายตัดราคาคู่แข่งจนแทบไม่เหลือกำไร?"
"เขา้าซื้อใจคน หรือมีแผนชั่วร้ายกว่านั้นซ่อนอยู่?"
นางเดินต่อไปยังลานกว้างกลางตลาด ซึ่งกำลังมีการแสดง "หุ่นกระบอกเงา" (หนังตะลุงจีน) ฝูงชนมุงดูกันแน่นขนัด
บนจอผ้าขาว เงาของตัวหุ่นกำลังแสดงเื่ราวของ "เปาบุ้นจิ้นปะาราชบุตรเขย" ชาวบ้านต่างปรบมือเชียร์เมื่อเห็นตัวโกงถูกจับตัดหัว
"การแสดงนี้สะใจดีนะขอรับ คุณหนู..."
เสียงทุ้มลึกดังขึ้นจากด้านข้าง ไป๋หลิงหันขวับไปมอง มือของอาหลิวขยับไปที่ด้ามกระบี่ทันที
ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตา ยืนถือกรงนกและพัดจีบด้วยท่าทางสำราญใจ ใบหน้าขาวซีดของเขาต้องแสงโคมไฟดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตรในภาพวาด
เฉินมู่ นั่นเอง... เขาแสร้งทำเป็บังเอิญมายืนดูการแสดงข้างนาง
"ท่าน..." ไป๋หลิงจำเขาได้แม่นยำจากเหตุการณ์ในบ่อนเมื่อวาน แววตาของนางเปลี่ยนเป็ระแวดระวังทันที "บังเอิญเสียจริงนะ นายน้อยเฉิน"
"โลกมันกลมขอรับ คุณหนูไป๋" เฉินมู่ยิ้มตาหยี โบกพัดเบาๆ "ข้าออกมาเดินย่อยอาหาร เห็นคุณหนูยืนจ้องจอหนังตะลุงตาไม่กะพริบ นึกว่าท่านสนใจเื่ความยุติธรรม"
"ความยุติธรรมเป็สิ่งที่ทุกคนควรสนใจ มิใช่หรือ?" ไป๋หลิงย้อนถาม สายตาคมกริบ "โดยเฉพาะพ่อค้าที่หากินกับความโลภอย่างท่าน"
"ความโลภเป็ธรรมชาติของมนุษย์..." เฉินมู่ตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน สายตามองไปที่จอหนังตะลุง "ดูสิ... ชาวบ้านเชียร์ให้ปะาขุนนางกังฉิน เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองถูกกดขี่"
"แต่ในความจริง..." เฉินมู่ชี้พัดไปที่ร้านขายเกลือฝั่งตรงข้าม "ขุนนางกังฉินเ่าั้แหละ ที่ทำให้ราคาเกลือในเมืองหลวงแพงหูฉี่ จนชาวบ้านต้องมากินเกลือเถื่อนของข้า"
ไป๋หลิงชะงัก คำพูดของเขาแทงใจดำนางอย่างจัง ในฐานะเชื้อพระวงศ์ นางรู้ดีว่าราชสำนักเน่าเฟะเพียงใด
"ท่านกำลังจะบอกว่า... การที่ท่านค้าของเถื่อน คือการช่วยเหลือประชาชน?" นางแค่นเสียง "ช่างเป็ข้ออ้างของโจรที่ฟังดูดีเสียจริง"
"โจร หรือ วีรบุรุษ... วัดกันที่ผลลัพธ์ หรือวัดกันที่กฎหมายที่คนเขียนขึ้น?"
เฉินมู่หันมาสบตานาง ระยะห่างลดลงจนได้กลิ่นหอมเย็นๆ จากกายนาง
"ข้าขายเกลือถูก... ชาวบ้านมีกิน มีเงินเหลือไปซื้อเนื้อซื้อผ้า เศรษฐกิจหมุนเวียน"
"ส่วนทางการ... เก็บภาษีแพง เอาเงินไปสร้างวัง สร้างสุสาน... คุณหนูท่านลองตรองดูเถิด ว่าใครกันแน่ที่เป็ 'โจร' ปล้นแผ่นดิน?"
ไป๋หลิงนิ่งอึ้ง นางเถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่เขาพูดคือความจริงที่นางพยายามแก้ไขอยู่
ทันใดนั้น เสียงพลุแตกดังสนั่น ปัง! ปัง!
ดอกไม้ไฟหลากสีสันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือท่าเรือ สว่างไสวไปทั่วราตรี ผู้คนต่างแหงนหน้ามองและส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น
จังหวะที่ทุกคนเผลอไผล เฉินมู่ฉวยโอกาสขยับเข้าไปใกล้นางอีกนิด กระซิบที่ข้างหูเพื่อให้ได้ยินท่ามกลางเสียงพลุ
"ข้ารู้ว่าท่านเป็ใคร... และท่านมาทำอะไร"
ไป๋หลิงสะดุ้งสุดตัว มือเกร็งเตรียมจะซัดฝ่ามือใส่เขา
แต่เฉินมู่ถอยฉากออกมาหนึ่งก้าว รักษาระยะห่างอย่างสุภาพ พร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
"ข้าแค่อยากจะบอกว่า... ในเฉวียนโจวแห่งนี้ มีเื่เน่าเหม็นให้ท่านขุดคุ้ยมากมาย แต่ถ้าท่านขุดผิดที่... ท่านอาจจะเจอ 'ตอ' ที่แข็งจนพู่กันของท่านหักสะบั้น"
"ด้วยความหวังดี... ลองไปเดินดูแถวโกดังเสบียงของ 'ใต้เท้าหวัง' ดูสิขอรับ... ท่านอาจจะเจอสิ่งที่ท่านตามหา"
พูดจบ เฉินมู่ก็ประสานมือคำนับอย่างงดงาม แล้วหมุนตัวเดินกลืนหายไปกับฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลอง ทิ้งให้องค์หญิงไป๋หลิงยืนตะลึงงันอยู่
ท่ามกลางแสงพลุที่ร่วงโรย
"คุณหนู..." อาหลิวถามเสียงเครียด "เขาข่มขู่ท่านหรือ?"
"ไม่..." ไป๋หลิงมองตามหลังเขาไป แววตาของนางสับสนระหว่างความโกรธและความทึ่ง
"เขากำลัง... 'ชี้โพรงให้กระรอก' ต่างหาก"
นางกำมือแน่น
"เฉินมู่... เ้าคนเ้าเล่ห์ เ้ากล้าใช้ข้าเป็มีดสังหารศัตรูของเ้างั้นรึ?"
นางยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่งดงามแต่เยือกเย็น
"ได้... ถ้าเ้าอยากให้ข้าไป ข้าก็จะไป... แต่หลังจากข้าจัดการใต้เท้าหวังเสร็จแล้ว รายต่อไปก็คือเ้า!"
...
อีกด้านหนึ่งของตลาด
เฉินมู่เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี กลับมาสมทบกับ ยาสะ ที่ยืนกินขาแกะย่างรออยู่ (นางกินไปแล้วสามขา)
"เป็ไง... จีบองค์หญิงติดไหม?" ยาสะถามทั้งที่แก้มตุ่ย
"เรียกว่า... หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยดีกว่า" เฉินมู่หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดซอสที่มุมปากให้ยาสะ
"ข้ายืมมือนางกำจัดใต้เท้าหวัง... พอกรมคลังเสบียงว่างลง ข้าจะดันคนของเจ๊ใหญ่เจียวเข้าไปเสียบแทน"
"ท่านนี่มันปีศาจชัดๆ" ยาสะส่ายหน้า "แล้วคืนนี้เราจะไปไหนต่อ? กลับหอ?"
เฉินมู่มองไปที่หอโคมเขียวที่อยู่ไกลลิบๆ
"ไม่... คืนนี้ข้าจะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตาที่ 'ตรอกบุปผาทะเลทราย'"
"ได้ข่าวว่ามีคณะระบำหน้าท้องจากบ้านเกิดเ้ามาเปิดแสดง... ข้าอยากรู้ว่า ลีลาของพวกนาง จะสู้ 'แม่เสือสาว' ของข้าได้ไหม"
เฉินมู่โอบเอวยาสะ พาเดินมุ่งหน้าสู่ราตรีที่ยังอีกยาวไกล