หลินรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่
ไม่ใช่เพราะอะไรพิเศษ แค่รู้รู้แบบที่บางทีความฝันมันบอกตัวเองว่านี่คือฝัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตื่นขึ้นมาแค่ยังอยู่ในนั้นต่อไป สังเกตทุกอย่างด้วยความรู้สึกแปลกๆที่อยู่ระหว่างกลางระหว่างหลับและตื่น
เธออยู่ในป่า
ป่าไม่เหมือนป่าที่เธอเคยเห็นในชีวิตจริงเธอเคยไปเที่ยวดอยอินทนนท์ตอนอายุสิบสี่เคยเดินเส้นทางธรรมชาติที่เขาใหญ่กับเพื่อนตอนมหาวิทยาลัย ป่าจริงๆ มีเสียง มีแมลงมีนก มีใบไม้กระทบกัน มีลมที่ทำให้กิ่งไม้ส่ายแม้แต่น้อย
ป่าในฝันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลย
หลินยืนอยู่กลางป่าและฟัง
ไม่มีลม
ไม่มีนก
ไม่มีใบไม้ขยับ
ไม่มีแม้กระทั่งเสียงหายใจของตัวเอง
เธอยกมือขึ้นมามองด้วยความแน่ใจว่ามือตัวเองมีอยู่มีอยู่จริง นิ้วทั้งห้าครบเล็บมีรอยสีเล็บที่ลอกออกนิดหนึ่งตรงนิ้วชี้ซ้ายเหมือนตอนตื่น
แต่เมื่อเธอขยับนิ้วไม่มีเสียงเสียดสีของิั
เมื่อเธอเหยียบพื้นไม่มีเสียงใบไม้แห้งหรือเสียงดินทราย
โลกในฝันนี้เป็ใบ้
---
ต้นไม้รอบตัวเธอสูงมาก สูงจนมองไม่เห็นยอดเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มชื้นแฉะราวกับเพิ่งฝนตก แต่พื้นดินแห้ง ไม่มีน้ำแสงกรองผ่านใบไม้ลงมาเป็แนวตรง ไม่แพร่กระจาย ไม่อบอุ่น แค่มีแสงเหมือนใครเปิดไฟทิ้งไว้
หลินเดินไปข้างหน้า
ฟัง
ยังเงียบ
เธอหันรอบตัว ป่าทุกทิศดูเหมือนกัน ไม่มีทางออกไม่มีแนวทางที่บอกว่าทางไหนถูก แต่เธอก็ไม่ได้กลัวที่จะหลงทางป่าในฝันมันไม่ทำให้หลงในแบบที่ป่าจริงทำ
สิ่งที่ทำให้หลินกังวลมากกว่าคือความเงียบ
เธอไม่คุ้นกับความเงียบ
ั้แ่จำความได้ ชีวิตของเธอมีเสียงเสมอเสียงของตัวเอง เสียงของคนอื่น เสียงของเมือง เสียงจากหูฟัง เสียงจากโทรศัพท์เสียงของอัน เสียงของเพื่อนบ้าน เสียงของทุกอย่างที่ทำให้โลกรู้สึกมีชีวิตอยู่
ความเงียบแบบนี้รู้สึกเหมือนโลกหายใจไม่ออก
---
หลินพยายามพูด
แค่คำง่ายๆ แค่ "หวัดดี" หรือ"ใครอยู่ไหม" หรืออะไรก็ได้
ปากเธอขยับ
ไม่มีเสียงออกมา
เธอหยุด ลองอีกครั้ง ครั้งนี้ดังขึ้นหรืออย่างน้อยก็ตั้งใจดัง รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อในลำคอทำงานรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ดันออกมา แต่ไม่มีเสียงผ่านออกมา
เหมือนมีอะไรบางอย่างดูดเสียงออกไปก่อนที่มันจะออกจากตัวเธอ
หลินใ
ไม่ใช่กลัวป่า ไม่ใช่กลัวอันตรายแต่กลัวสิ่งที่เธอไม่เคยคิดว่าจะกลัวได้ ความเป็ไปได้ที่เสียงจะหายไปความเป็ไปได้ที่สิ่งเดียวที่เธอมีและเชื่อมั่นในตัวเองจะไม่มีอีกต่อไป
เธอะโ
ด้วยทุกแรงที่มี ด้วยทุกอย่างในปอดด้วยทุกอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาพร้อมกัน ความกลัว ความตื่นตระหนก ความโกรธ ความไม่ยอม
ป่าเงียบ
ไม่มีเสียงะโออกมา ไม่มีเสียงสะท้อนไม่มีนกที่ใบินหนี ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่รับรู้ว่าเธอะโ
หลินยืนอยู่กลางป่าด้วยปากที่ยังค้างอยู่ในท่าะโและรู้สึกว่าตัวเองกำลังหายไป
ไม่ใช่หายไปแบบตาย แต่หายไปแบบที่ค่อยๆ จางลงเหมือนรูปถ่ายที่ถูกแดดเผาจนซีด สีที่เคยชัดก็จาง ขอบที่เคยคมก็เบลอ ยังมีอยู่แต่ยิ่งนานก็ยิ่งน้อยลง
เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่กลัวที่สุดในชีวิตคือเื่นี้จนกระทั่งถึงตอนนี้
---
แล้วป่าก็เงียบยิ่งขึ้น
ถ้าความเงียบมีระดับ ถ้าความเงียบวัดได้ระดับนั้นเพิ่งลดลงอีกชั้น จนถึงจุดที่หลินรู้สึกได้ถึงมันกดทับอยู่บนไหล่และศีรษะหนักแบบที่ไม่ใช่น้ำหนักจริงๆ แต่หนักแบบที่หายใจลึกแล้วหายใจออกแล้วก็ยังไม่โล่ง
แล้วเธอก็รู้สึกว่าป่ากำลังฟัง
ไม่ใช่แค่เงียบ แต่ฟังมีความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้ที่หลินรู้สึกได้ แม้จะอธิบายไม่ถูกว่าต่างยังไงแต่มันคือความรู้สึกว่ามีบางอย่างรอบๆ ที่ไม่ใช่แค่ต้นไม้ บางอย่างที่มีสติบางอย่างที่รับรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ และกำลังรอ
รอให้เธอพูด
หลินลองอีกครั้ง คราวนี้ไม่ะโ ไม่บังคับแค่พูดเบาๆ อย่างที่พูดกับตัวเองตอนอยู่คนเดียว เบาๆแบบที่ไม่มีใครต้องได้ยินนอกจากตัวเอง
ยังไม่มีเสียง
แต่ป่ารู้ว่าเธอพยายาม
---
เสียงมาจากที่ไกลมาก
ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน อาจจะหลายกิโลเมตรอาจจะหลายโลก มันมาจากทิศที่ไม่มีทิศทาง มาจากที่ที่ไม่มีที่ั้แ่หลินได้ยินชัดเจนราวกับดังอยู่ข้างหู
เสียงสังข์
ก้องลึก เต็ม มีน้ำหนักเป็เสียงที่เธอไม่เคยได้ยินในชีวิตจริง แต่รู้จักทันทีที่ได้ยินรู้จักแบบที่รู้จักเพลงที่ไม่เคยฟังแต่พอได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกว่าเคยรู้จักมาก่อนแล้วที่ไหนสักแห่ง
เสียงนั้นดังแค่ครั้งเดียว
แค่ครั้งเดียว แล้วก็หยุด
แต่มันเพียงพอ
ป่าในฝันสั่น ไม่ใช่สั่นแบบแผ่นดินไหวแต่สั่นแบบที่รูปภาพสั่นเมื่อมีคนเคาะกรอบ ขอบของทุกสิ่งสั่นนิดหนึ่งแล้วก็จางต้นไม้จาง แสงจาง ความเงียบจาง
และหลินก็สะดุ้งตื่น
---
ตี 3บนหน้าจอโทรศัพท์ที่เธอหยิบขึ้นมาตรวจสอบด้วยสัญชาตญาณก่อนที่ดวงตาจะปรับกับความมืดในห้องทันด้วยซ้ำ
เธอนั่งอยู่บนเตียง หัวใจเต้นเร็ว หายใจแรงรู้สึกได้ว่าเสื้อยืดที่ใส่นอนแปะติดหลังนิดหนึ่งเหงื่อออกระหว่างหลับโดยไม่รู้ตัว
เธอนั่งนิ่งอยู่สักครู่
ฟัง
ห้องมีเสียง เสียงแอร์ที่เสียแต่ยังเปิดอยู่เสียงรถที่วิ่งผ่านข้างล่างแม้จะตีสามเสียงอะไรบางอย่างในผนังที่อาจจะเป็ระบบน้ำของตึกเสียงปกติทุกอย่างที่มีอยู่ก่อนนอนและยังมีอยู่ตอนตื่น
ดีมาก
เธอถอนหายใจยาว ปล่อยให้ไหล่ตก
"ฝันร้าย" เธอพูดออกมาดังได้ยินเสียงตัวเองก้องในห้องมืด "แค่ฝันร้าย โอเค"
เสียงออกมา เสียงออกมาได้ปกติ เธอยังมีเสียงทุกอย่างโอเค
---
หลินเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟข้างเตียงแสงสีส้มอ่อนๆ ทำให้ห้องไม่มืดสนิทอีกต่อไป เธอกะพริบตาปรับแสงแล้วก็สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานที่อยู่ตรงข้ามเตียง
ขลุ่ยไม้วางอยู่บนโต๊ะ
ตรงจุดที่เธอวางไว้ก่อนนอน ไม่มีอะไรเปลี่ยน
แต่มันเรืองแสง
ไม่มาก ไม่สว่าง เป็แสงจางๆ สีเขียวอมทองแบบที่ถ้าไม่มองตรงๆ อาจจะคิดว่าเป็แค่แสงไฟจากข้างนอกที่สะท้อนเข้ามาแต่หลินมองตรงๆ และหลินรู้ว่าไฟจากข้างนอกไม่มีสีแบบนี้
เธอนั่งมองอยู่สักสิบวินาที นับในหัว
แสงจางลง
จางลงเรื่อยๆ ช้าๆ จนดับ
ห้องกลับสู่แสงโคมไฟสีส้มอ่อนๆขลุ่ยไม้เป็แค่ขลุ่ยไม้เก่าวางอยู่บนโต๊ะ ไม่มีแสง ไม่มีอะไรพิเศษ
หลินเอื้อมมือไปหยิบมา
เนื้อไม้เย็นกว่าที่ควรจะเป็สำหรับของที่วางอยู่ในห้องปิดตลอดคืนเธอพลิกดูทุกด้าน ลวดลายที่แกะสลัก รูเป่า 7รู ปลายขลุ่ยที่เรียบ ทุกอย่างดูปกติในแสงโคมไฟไม่มีสิ่งที่ทำให้ของชิ้นนี้แตกต่างจากของโบราณทั่วไปที่วางขายในตลาดนัด
เธอวางลง
มองมือตัวเอง
มือสั่นนิดหนึ่ง
หลินกำมือ คลายออก กำอีกครั้ง มือหยุดสั่นเธอพยักหน้ากับตัวเอง
"ตาฝาด" เธอพูด "แค่ตาฝาดตื่นกลางดึกแล้วตาฝาดก็ได้ ปกติมาก"
แต่แทนที่จะวางขลุ่ยไว้บนโต๊ะตามเดิมเธอเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะ วางมันลงข้างใน ปิดลิ้นชักทำเหมือนว่าถ้าไม่เห็นก็ไม่ต้องคิด
---
เธอไม่ได้นอนต่อทันที
นอนก็ไม่หลับ นั่งก็ไม่สบายเธอเลยเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้า YouTubeค้นหาคลิปตลกที่เคยดูหลายรอบแล้วแต่ก็ยังขำคลิปที่รู้ว่ามุกอยู่ตรงไหน รู้ว่าจะขำตรง่ไหน รู้ทุกอย่างล่วงหน้าแล้วและนั่นแหละคือสิ่งที่้าตอนนี้ ไม่้าสิ่งที่คาดเดาไม่ได้้าความคุ้นเคย ้าสิ่งที่รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เธอดูจนจบ ขำเล็กน้อย กดต่อคลิปถัดไป
ในหัวยังมีเสียงสังข์ค้างอยู่
ไม่ดัง ไม่ชัด แค่อยู่ที่นั่นเหมือนเพลงที่ติดหูแต่จำทำนองไม่ได้ครบ จำได้แค่ท่อนสั้นๆแต่ท่อนนั้นก็วนซ้ำในหัวไม่หยุด
หลินพยายามฮัมทับมัน ฮัมเพลงอื่นให้ดังกว่าให้ทับเสียงสังข์นั้นออกไป
ได้ผลบ้าง ประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์
เธอถือว่าพอ
ตีสี่กว่าๆ ตาเริ่มหนัก หลินวางโทรศัพท์ลงเปิดไฟทิ้งไว้ นอนลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงคาง มองเพดานผ่านแสงสีส้มอ่อนๆของโคมไฟ
ห้องมีเสียง เสียงแอร์ เสียงรถ เสียงปกติ
หลินหลับตา
ก่อนที่จะหลับมีความคิดลอดขึ้นมาแวบหนึ่งว่าเสียงสังข์ที่ได้ยินในฝันนั้น มันไม่ได้ฟังดูน่ากลัวมันฟังดูราวกับมีใครบางคนกำลังตามหาอะไรบางอย่าง
และเธอไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองอยากให้สิ่งนั้นหาเจอหรือเปล่า
---