ทันทีที่ประตูเปิดกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้านในก็รวยรินออกมา
ตรงหน้า มีหญิงสาวท่าทีสง่ากำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะสีดำตัวยาวใบหน้างดงามนั้น ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกดั่งต้องมนตร์
“ผู้ดูแลร้านคุณชายลู่มาแล้วขอรับ” พนักงานผู้นั้น กล่าวกับสตรีชุดม่วงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ
“หืม?” ดวงตาสวยของจีหย่าปรายมามองลู่เฉินครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืน
“เชิญคุณชายลู่เ้าค่ะ!” นางผายมือเรียว เชิญเขาเข้ามาด้านใน
ลู่เฉินพอจะได้ยินชื่อเสียงของจีหย่าผู้ดูแลหอว่านเป่ามาบ้าง แต่ไม่เคยพบ เมื่อได้เจอตัวจริง เขากล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าสตรีผู้นี้งดงามเหนือหญิงใดในเมืองชิงเฟิง ต่อให้เป็ลู่เหยียนหราน แม้หน้าตานางจะไม่เป็รองแต่หากมาอยู่ใกล้ คงไม่อาจสู้เสน่ห์อันลึกล้ำของจีหย่าได้ แต่อาจจะเป็เพราะลู่เหยียนหรานยังเยาว์อยู่ก็เป็ได้
“ข้าได้ยินว่า ครั้งก่อนท่านนำโอสถหลอมกระดูกชั้นดีมาขายให้หอว่านเป่าของเรา ไม่ทราบว่าครั้งนี้ ท่านมาที่นี่เพื่อขายยาชั้นดีอีกหรือไม่เ้าคะ?” พอเชิญลู่เฉินเข้ามาแล้ว จีหย่าก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเปิดประเด็นขึ้นทันที
นางเคยได้ยินชื่อเขามาครั้งสองครั้งแต่มิได้ใส่ใจนัก จนกระทั่งมาพบหน้ากันในวันนี้ จีหย่ารู้สึกพึงใจในตัวอีกฝ่ายไม่น้อยกล่าวได้ว่า ความประทับใจแรกนั้น ดีมากเลยทีเดียว
“ใช่! ข้าตั้งใจจะนำยาชั้นดีมาขาย” ลู่เฉินผงกศีรษะ
อีกด้านหนึ่งพนักงานของหอว่านเป่ากำลังปลีกตัวออกไปเงียบๆ เพราะรู้ว่าเด็กหนุ่มเป็เพียงผู้ไร้พลังธาตุจึงวางใจได้ว่าเขาจะไม่เป็อันตรายต่อจีหย่า และอีกเหตุผลหนึ่งคือจีหย่าเองก็เป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน
“สะดวกตอบหรือไม่หากข้าจะถามว่าท่านไปได้ยาเหล่านี้มาจากที่ใด?” จีหย่าถามยิ้มๆ
เหตุผลเดียวที่นาง้าพบลู่เฉินมิใช่เพราะเขานำยาชั้นดีมาขาย แต่อยากรู้ว่าหมอยาระดับสูงคนใดเป็ผู้หลอมยาให้เขามิเช่นนั้น เขาจะมียาชั้นดีจำนวนมากขนาดนี้ได้หรือ?
หากเขามีหมอยาระดับสูงอยู่เื้ัจีหย่าย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ รีบทำความรู้จักกับคนผู้นั้นเสีย เพราะหากมีความสัมพันธ์อันดีกับหมอยาระดับสูงได้ย่อมเป็ผลดีต่อหอว่านเป่าในอนาคต แม้ปัจจุบันนี้นางจะรู้จักกับหมอยาระดับสูงไม่น้อยแต่การรู้จักมากขึ้นย่อมดีกว่า มิใช่หรือ?
“อันที่จริงข้าเป็คนหลอมยาพวกนี้ขึ้นมาเองขอรับ” ลู่เฉินตอบอย่างไม่ปิดบัง
“หืม?” จีหย่าเบิกตากว้าง
คิดอยู่แล้ว ว่าลู่เฉินคงจะไม่ยอมบอกนางแน่แต่ไม่นึกว่าคำตอบที่ได้จะออกมาในแนวนี้
หลังอึ้งไปพักใหญ่นางก็หลุดเสียงหัวเราะออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเขาแม้แต่น้อยมิใช่แค่หญิงสาวเท่านั้น แต่ลู่เฉินคิดว่ากระทั่งลู่เทียนซิงเอง ก็คงไม่เชื่อเช่นกัน
ดังนั้น เมื่อเห็นนางหัวเราะเขาจึงมิได้ใส่ใจ เพราะตนมาเพื่อขายยา แม้จีหย่าจะไม่เชื่อเขา กระนั้นก็ต้องซื้อโอสถอยู่ดี
“หากคุณชายลู่ไม่อยากบอกข้าก็ไม่บังคับ เชิญท่านนำยาออกมาเถอะเ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทว่าลู่เฉินกลับรู้สึกได้ถึงความเ็าที่ซุกซ่อนอยู่
แต่เขามิได้ใส่ใจ รีบหยิบยาอายุวัฒนะทั้งหมดออกมาทันที
“ยาเหล่านี้ คือโอสถชั้นดีทั้งหมดเลยหรือเ้าคะ?” จีหย่าเลิกคิ้ว
“มิใช่ สี่ขวดนี้เป็ยาขั้นสามัญส่วนที่เหลือคือยาชั้นดี” ลู่เฉินส่ายหน้า
“อา... ยาที่ท่านขายในครั้งนี้ มีคุณภาพไม่สู้ครั้งก่อนสินะเ้าคะ?” จีหย่าเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนหยิบยาขวดหนึ่งมาเปิดฝาตรวจสอบทันใดนั้น สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไป
ด้วยความสามารถของจีหย่านางจึงรู้ทันที ว่านี่มิใช่โอสถหลอมกระดูก แต่เป็ยาอายุวัฒนะกายเบา!
ลู่เฉินมิได้เอ่ยปาก เพียงรอให้นางตรวจสอบยาขวดอื่นเงียบๆ
ไม่นานยาทั้งสิบเอ็ดขวดก็ถูกตรวจสอบจนครบ
“คุณชายลู่หากท่านแนะนำให้เรารู้จักกับหมอยาระดับสูงที่หลอมยาเหล่านี้ ทางหอว่านเป่ายินดีที่จะจ่ายให้ท่านอย่างงาม” จีหย่าสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวกับลู่เฉินอีกครั้ง
นางตรวจสอบแล้ว พบว่าโอสถทั้งหมดมาจากผู้หลอมคนเดียวกันทั้งยังถูกหลอมออกมาในเวลาไม่ห่างกันนัก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หมอยาระดับสูงผู้นี้สามารถหลอมยาอายุวัฒนะกายเบาได้สิบเอ็ดขวดติดต่อกัน ทั้งยังเป็ยาชั้นดีถึงเจ็ดขวดช่างเป็เื่ที่น่าอัศจรรย์นัก
ด้วยหมอยาระดับสูงในเมืองชิงเฟิงที่จีหย่ารู้จักไม่มีผู้ใดที่ทำเช่นนี้ได้
“ท่านจีหย่า ข้าก็บอกไปแล้วว่าข้าเป็คนหลอมยาทั้งหมดนี้ขึ้นมาเอง” ลู่เฉินยืนยันอีกครั้ง
“อา... เช่นนั้น เรามาพูดถึงราคาของยาเหล่านี้กันดีกว่า” จีหย่าเปลี่ยนเื่ในเมื่อลู่เฉินไม่อยากตอบ นางย่อมไม่บังคับ
“สำหรับยาอายุวัฒนะกายเบาขั้นสามัญหอว่านเป่าจะรับซื้อในราคาหนึ่งร้อยแปดสิบเหรียญทองต่อขวด ส่วนยาชั้นดี เรารับซื้อในราคาห้าร้อยเหรียญทองต่อขวดคิดเป็เงินเจ็ดร้อยยี่สิบ บวกกับอีกสามพันห้าร้อย รวมเป็สี่พันสองร้อยยี่สิบเหรียญทองหากคุณชายลู่ตกลงขาย หอว่านเป่าจะมอบเงินให้ท่านสี่พันสามร้อยเหรียญทองเ้าค่ะ” จีหย่าพูดรัวเร็ว
ลมหายใจของลู่เฉินสะดุดเล็กน้อยแม้เขาจะประเมินราคาโอสถไว้คร่าวๆ แล้ว แต่ก็ยังอดตื่นเต้นมิได้ เมื่อได้ยินตัวเลขที่จีหย่าบอก
มากกว่าสี่พันเหรียญทอง?
ความเร็วในการหาเงินเช่นนี้...จะน่ากลัวเกินไปแล้ว!
“ข้าตกลงขาย” ลู่เฉินแสร้งทำเป็ไม่แยแส แล้วตอบเสียงเรียบ
ไม่ช้า จีหย่าก็นำเงินสี่พันสามร้อยเหรียญทองใส่หีบสวยงามแล้วมอบให้เขา
“ท่านจีหย่า หมดธุระแล้วข้าขอตัว!” ลู่เฉินยกมือคารวะ ก่อนเดินจากไป
“คุณชายลู่หากท่านมียาที่้าขายอีก ก็ให้นำมาขายกับข้าได้โดยตรงเลย ข้าจะแจ้งคนของหอว่านเป่าไว้ว่าท่านคือแขกคนพิเศษ สามารถขึ้นมาบนชั้นสามได้ทุกเมื่อเ้าค่ะ” จีหย่าหยิบป้ายหยกที่ขาวนวลออกมา แล้วส่งให้ลู่เฉิน
เด็กหนุ่มรับมันมา พร้อมกล่าว “ขอบคุณมากขอรับ ท่านจีหย่า”
ชั้นสามของหอว่านเป่ามิใช่สถานที่ซึ่งคนธรรมดาทั่วไปจะย่างกรายขึ้นมาได้ เพราะมีการคุ้มกันอย่างแ่าแต่ด้วยป้ายหยกในมือนี้ ลู่เฉินจะสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ
แน่นอนว่า จีหย่ามิได้คิดจะมอบมันให้เขาแต่มอบให้กับผู้ที่อยู่เื้ั คอยหลอมยาให้เขาต่างหาก
หลังบอกลานางแล้วลู่เฉินก็กลับไปที่ชั้นหนึ่ง ตอนนี้เขามีเงินอยู่สี่พันแปดร้อยเหรียญทอง
คราวนี้ ลู่เฉินมิได้ทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อซื้อวัตถุดิบมาหลอมโอสถกายเบาแต่ซื้อไปเพียงยี่สิบชุดเท่านั้น ราคาทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยเหรียญ เท่ากับว่า ตอนนี้เขาเหลือเงินติดตัวอยู่สามพันเหรียญทองซึ่งลู่เฉินตั้งใจว่าจะเก็บออมเอาไว้ เพราะในอนาคตยังต้องใช้เงินอีกมากเพื่อฝึกพลัง
เมื่อกลับมาถึงบ้านลู่เฉินก็ทำการหลอมยาต่อทันที
เขาใช้วัตถุดิบทั้งยี่สิบชุดอย่างคุ้มค่าด้วยเวลาเพียงสองสามวัน เขาก็หลอมออกมาเป็ยาอายุวัฒนะได้ทั้งหมด
จากโอสถรวมยี่สิบเอ็ดขวดมีสามขวดเป็ชั้นเลิศ ส่วนที่เหลือคือชั้นดี
หลอมยาเสร็จลู่เฉินจึงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเริ่มฝึกพลัง เพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นกายเบาทันที
เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิบนเตียงหลับตาลง ปรับลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะ เขามิได้กินยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศทันทีแต่ยังคงใช้เคล็ดวิชาดวงจิตเอกภพ ขับเคลื่อนพลังิญญาในร่างให้ไหลเวียนอย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กินเวลาไปเกือบห้าชั่วยาม
“ได้เวลาแล้ว!”
ลู่เฉินมุ่นคิ้วเล็กน้อยรีบเปิดขวดโอสถกายเบาชั้นเลิศ แล้วกินยาอย่างรวดเร็ว
ยาอายุวัฒนะไหลลงคอเข้าสู่ช่องท้องกลายเป็พลังิญญาบริสุทธิ์สายหนึ่ง ลู่เฉินตัวร้อนผ่าว เขาควบคุมพลังปัญจธาตุในร่างให้หลอมรวมกับพลังสายนั้นอย่างระมัดระวังก่อนขับเคลื่อนพลังิญญาทั้งหมดไปตามเส้นลมปราณที่กระจายอยู่ทั่วตัว
ก่อนหน้านี้ ลู่เฉินทะลวงเส้นลมปราณหลักไปแล้วแต่ยังมีเส้นลมปราณย่อยบางส่วนที่ไม่อาจทะลวงได้ หากจะเข้าสู่ขั้นกายเบา เขาต้องเปิดเส้นลมปราณให้ได้หนึ่งร้อยแปดเส้น
ขณะควบคุมพลังิญญาเพื่อเปิดเส้นลมปราณเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนลู่เฉินแทบไม่รู้ตัว ตอนนี้ ในสมองคิดถึงแต่เื่การทะลวงขั้นพลังซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่าการหลอมยาเสียอีก ตอนหลอมยา หากล้มเหลวก็แค่เสียเวลาและวัตถุดิบแต่สำหรับเื่นี้ แค่ผิดพลาดเพียงนิด ร่างกายเขาย่อมได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงไม่อาจประมาทได้
...
วันต่อมา
“ยังมีเส้นลมปราณอีกแปดเส้นที่ยังเปิดไม่ได้”
“ส่วนร้อยเส้นที่เหลือ กลับไม่พบอุปสรรคใดๆ”
“ยาที่ดื่มเข้าไปกำลังจะหมดฤทธิ์ข้าต้องรีบดื่มเพิ่มเสียแล้ว”
“ฮึ่ม... เอาละ!”
การทะลวงเส้นลมปราณนั้นยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จก็ยิ่งลำบาก ตอนนั้นเองทะเลแห่งจิตสำนึกของลู่เฉินพลันเปิดออก พลังทะยานโลดแล่น แค่ความสามารถในการควบคุมพลังิญญาของเขาก็ถือว่าเหนือกว่าบรรดาผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าขั้นก่อ์ด้วยกันแล้ว
เส้นที่หนึ่งร้อยหนึ่ง!
เส้นที่หนึ่งร้อยสอง!
…
เส้นที่หนึ่งร้อยห้า!
เส้นลมปราณถูกทะลวงอย่างต่อเนื่องด้วยเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ
และแล้ว ก็มาถึงลมปราณเส้นสุดท้าย…
ตูม!
“เปิดแล้ว… สำเร็จเสียที! ในที่สุด ข้าทะลวงเส้นลมปราณทั้งหมดได้แล้ว!”
กึกๆๆๆ!
กระดูกในร่างของลู่เฉินส่งเสียงกึกกักแ่เบาร้อยแปดครั้ง