ใบหน้าของโม่จ้านสงบเงียบเรียบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับเอาแต่ลั่นกลอง ลอบมองดูปฏิกิริยาของทุกคนผ่านทางหางตา
สัญลักษณ์และลายเส้นของวงเวทย์ค่อยๆ หนาขึ้นภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังเวทมนตร์ ถึงขั้นเริ่มหนาและนูนขึ้นจนคล้ายกับผ้าสำหรับภาพเขียนสีน้ำมันที่ทับซ้อนกัน กลายเป็นลายนูนต่ำเต็มไปด้วยลวดลายลึกลับ สีเขียวอ่อนอันสวยงามค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีเขียวมรกต สีเขียวเข้ม และท้ายที่สุดพลันเข้มข้นจนเป็นสีเขียวเข้มเกือบดำ ทั้งๆ ที่เป็นค่ำคืนอันมืดมิด หากแต่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสามารถมองเห็นพลังธาตุลมนับหมื่นที่ห่อหุ้มล้อมรอบวงเวทย์ พลุ่งพล่านมิต่างกับน้ำเดือดก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ยามโม่จ้านโยนเขาเข้าไปในวงเวทย์ สีหน้าของทุกคนยังคงฉายแววงงงวยและขุ่นเคือง ด้วยเพราะเขาของปีศาจทั่วไปมิอาจกักเก็บพลังเวทได้มากนัก ถึงขั้นมิอาจเทียบกับอัญมณีแหล่งพลังเวทก้อนใหญ่ เพียงแต่หลังจากวงเวทย์ค่อยๆ เผยแสงสว่างสาดส่องออกมา พลังธาตุถูกดูดเข้ามาจนยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ และพลังอันยิ่งใหญ่หลั่งไหลเข้าไปภายในวงเวทย์ สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนจากสงสัยเป็นตกตะลึง ถึงขั้นฉายแววยินดีอยู่หลายส่วน
มิต่างอันใดกับเหล่าอัศวินรักษาการณ์ที่เบิกตาโพลง พวกเขาไม่กี่คนที่อยู่ใจกลางจัตุรัสมิเอ่ยสิ่งใด สายตาล้วนจับจ้องไปยังวงเวทย์และ ‘น้ำพุพลังเวท’ ที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า เก๋อเหลยเกอหลี่ออกแรงส่ายหน้า เบนสายตากลับมาด้วยสีหน้าซับซ้อน ลอบเดินไปข้างกายโม่จ้านอย่างเงียบเชียบพลางเอ่ยถามเด็กหนุ่มเสียงเบา
“ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ โปรดอภัยที่ข้าลบหลู่ แท้จริงแล้วท่านมีความสัมพันธ์เช่นไรกับพี่ใหญ่ของข้า?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า? ด้วยสมองของเจ้าแล้ว คงจะคาดเดาได้แปดถึงเก้าส่วนแล้วกระมัง”
โม่จ้านเลิกคิ้ว ภายในสายตาฉายแววยากคาดเดาอยู่บ้าง
...แน่นอน นี่คือในมุมมองของเก๋อเหลยเกอหลี่ หากแต่สำหรับตัวโม่จ้านเองนั่น ยังคงหวังว่าอีกฝ่ายจะรู้ถึงประวัติความเป็นมาของร่างกายนี้โดยบังเอิญ
“ซีนั่วเคยบอกข้าว่าพละกำลังของท่านแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด เขายังนึกว่าท่านเป็นองครักษ์ใกล้ชิดที่พี่ชายของข้าแอบเลี้ยงดูเอาไว้อย่างลับๆ เพียงแต่เมื่อครู่นี้ ยามข้าเห็นขอบข่ายพลังเวทภายในเขาของท่าน ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นยังคิดว่าพี่ยังไม่ตาย”
สีหน้าของเก๋อเหลยเกอหลี่ฉายแววสับสนงุนงงอย่างยิ่ง น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นยุ่งเหยิงเช่นกัน
“ทว่านอกจากเรื่องนี้ ไม่ว่านิสัย ความเคยชินหรือรูปแบบการวางตัว ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์กับพี่ใหญ่ของข้าไม่มีจุดใดคล้ายกันแม้แต่น้อย หากจะให้ฝืนเอ่ยออกมา หน้าตายังพอจะเหมือนกันอยู่บ้าง...”
เหลวไหล เผ่าปีศาจส่วนใหญ่ล้วนแต่มีผิวคล้ำตาแดงกับเขาสองเขา ด้านอื่นล้วนมิต่างอันใดจากมนุษย์ จะไม่เหมือนได้อย่างไร ด้วยสายตาของมนุษย์เช่นตน ถึงขั้นแยกหน้าตาของอัศวินรักษาการณ์เผ่าปีศาจที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดมิได้เสียด้วยซ้ำ เรียกได้ว่ามิต่างกับให้คนต่างเผ่ามาเล่นเกม ‘จับผิดใบหน้า’ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็หน้าเดียวกันทั้งสิ้น
มุมปากของโม่จ้านกระตุกครู่หนึ่ง ขณะกำลังคิดว่าควรหลบหนีอย่างไรจึงจะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น กลับถูกหนึ่งประโยคถัดมาของเก๋อเหลยเกอหลี่ช็อตจนแทบล้มคะมำเสียแล้ว
“...ท่านคือบุตรนอกสมรสระหว่างพี่ใหญ่ของข้ากับท่านผู้สูงศักดิ์สักตนในเผ่าปีศาจหรือไม่?”
“.......”
ขณะมองประกายระยิบระยับในแววตาและได้ยินน้ำเสียงอ้ำอึ้งของเก๋อเหลยเกอหลี่ โม่จ้านต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งกว่าจะรักษาความพาลและความหยิ่งยโสบนใบหน้าเอาไว้ได้ เมื่อเด็กหนุ่มผมเทาอมน้ำเงินเห็นท่าทาง ‘ไม่ไหวติง’ ของอีกฝ่ายจึงยิ้มเจื่อนพลางโค้งคำนับ
“...ต้องขออภัยหากข้าล่วงเกินท่านเสียแล้ว ผู้น้อยรู้สึกผิดด้วยประการฉะนี้ เพราะพี่ใหญ่ของข้าเคยกล่าวเอาไว้ว่าเขาไม่มีพี่น้อง คุณหนูเกอลี้ย่าก็ยังมิได้แต่งงานกับพี่ใหญ่แต่อย่างใด ผู้น้อยจึงลองคาดเดาในทิศทางอื่น...”
“ข้าเคยบอกแล้วว่าข้ากับราชาปีศาจมีศักดิ์เท่าเทียมกัน เมื่อก่อนนับได้ว่าเขาเคยช่วยข้าครั้งหนึ่ง ดังนั้นหลังข้าฟื้นฟูดีแล้วจึงอยากออกมาช่วยเขาบ้าง ถึงแม้จะไม่ทันการก็เถิด”
โม่จ้านกระแอมไอ เงยหน้าขึ้นมองไปทางอื่นเพื่ออำพรางการกลอกตาขาวที่ตนอดมิได้
“เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาอันใดแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าคงต้องไปดูแลเด็กๆ เหล่านั้นแล้ว”
“ต้องฝากเด็กๆ เหล่านั้นไว้กับท่านแล้ว พวกเราจะสู้รบจนถึงวินาทีสุดท้าย”
เก๋อเหลยเกอหลี่หรี่ดวงตา เผยหนึ่งรอยยิ้มการค้าที่มิได้พบเห็นมานาน ทั้งๆ ที่เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่สามารถทำให้เหล่าพ่อค้าผ่อนคลาย หากแต่เมื่อโม่จ้านได้เห็นกลับรู้สึกเศร้าและอ้างว้างหลายส่วน
“...เพื่อหมีเอ่อร์ และเพื่ออนาคตของเผ่าปีศาจ...ท่านจะต้อง...”
โม่จ้านพยักหน้าอย่างหนักแน่น ตามด้วยวิ่งไปยังบ้านหลังนั้นอย่างรวดเร็ว
ครั้นมาถึงขอบจัตุรัส โม่จ้านหันศีรษะเล็กน้อย ใช้หางตามองไปทางด้านหลัง--- ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดกัน มองผู้คนบนจัตุรัสต่างพากันคุกเข่าลงบนพื้นข้างหนึ่งและหันหน้ามาทางตน อาจเป็นเพราะแสดงความขอบคุณ หรืออาจเป็นเพราะกำลังภาวนาเพราะฝากความหวังไหว้วาน หรืออาจจะเป็นการบอกลาตนเป็นครั้งสุดท้าย
ในบรรดาคนเหล่านั้นมีเพียงพ่อค้าเพียงผู้เดียวที่ยืนค้อมเอว คงจะเป็นเก๋อเหลยเกอหลี่น้องชายคนรองของราชาปีศาจกระมัง...
โม่จ้านรู้สึกหางตาเปียกชื้นเล็กน้อย เขายกมือขึ้นเช็ดและไม่หันกลับไปอีก
ด้วยมันสมองของเก๋อเหลยเกอหลี่ หากปิดบังชื่อแซ่หลบหนีไปไกลก็จะสามารถใช้ชีวิตที่ดี เพียงแต่เก๋อเหลยเกอหลี่ที่แลดูอ่อนแอมิอาจต้านทานคลื่นลม ภายในใจกลับเย่อหยิ่งทะนงตน เพื่อแก้แค้นให้พี่ใหญ่และน้องสาม เขาพยายามสุดความสามารถเพื่อกลับมายังตรอกขี้เถ้าอันเป็นดินแดนปะปนระหว่างคนดีกับคนชั่ว แม้จะรู้ว่าความหวังมีเพียงน้อยนิด กระนั้นก็ยังฝืนรับแรงกดดันเดินต่อไปข้างหน้า...
โม่จ้านถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ทว่ามุมปากกลับหยักยกเล็กน้อย
แม้ว่าจะมิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ถึงขั้นที่ว่าเผ่าพันธุ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากแต่ความผูกพันฉันครอบครัวที่เชื่อมโยงระหว่างคนทั้งสาม หาใช่สิ่งที่ใช้ความพยายามแล้วจะสามารถตัดได้ไม่
เมื่อคิดเช่นนี้ ตนกับครอบครัวสกุลโม่จะไม่เป็นเช่นนั้นเหมือนกันได้อย่างไร...
‘น้ำพุพลังเวท’ พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าจากใจกลางวงเวทย์ แผ่กระจายอยู่ท่ามกลางชั้นเมฆก่อนจะโปรยปรายลงสู่ทุกแห่งทุกหนของตรอกขี้เถ้าราวกับเกล็ดหิมะ บรรดาเผ่าปีศาจที่กำลังสั่นเทาเพราะความหวาดกลัวและมิอาจล่วงรู้ถึงชะตาชีวิตในวันหน้าต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยพลันหยัดยืนขึ้นด้วยใบหน้าฉายแววยินดีทันใด หลังดูดซับพลังเวทที่ลอยคละคลุ้งลงมาพลันติดตามอยู่ด้านหลังปีศาจชั้นสูงอย่างเงียบเชียบ
ทุกคนในเผ่าต่างรู้ว่าโอกาสที่ตนยังมีลมหายใจล้วนแต่มีองค์ราชาปีศาจเป็นผู้เสียสละเพื่อแลกมา นับตั้งแต่วันนั้นที่มายังตรอกขี้เถ้า พวกเขาก็มั่นใจแล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
“คือองค์ราชาปีศาจ...คือกลิ่นอายขององค์ราชาปีศาจ!”
“แต่องค์ราชาปีศาจทำเพื่อปกป้องพวกเรา จึงต้อง...”
“หรือว่าองค์ราชาปีศาจจะยัง...”
“องค์ราชาปีศาจไม่อยู่แล้ว เหตุที่พวกเรายังสัมผัสกลิ่นอายได้เป็นเพราะพวกนายท่านซีนั่วใช้สิ่งของแทนกายขององค์ราชาปีศาจ...”
ปีศาจชั้นสูงในชุดเกราะเผยสีหน้าท่าทางเคร่งขรึม เดินไปยังแหล่งที่มาของพลังเวทด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง
“หรือก็หมายความว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้ว...”
เหล่าปีศาจโดยรอบชะงักงันก่อนจะพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม หลังแต่ละตนสวมชุดติดอาวุธเรียบร้อยจึงเดินตามอยู่ด้านหลังปีศาจชั้นสูงอย่างเงียบเชียบ ในยามนี้เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าปีศาจที่ขี้ขลาดหรืออ่อนแอเพียงใดก็ล้วนแต่หยิบอาวุธขึ้นมาทั้งสิ้น
สงครามไร้ความหวังในครานี้จะฝืนต้านได้นานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่าตนสิ้นหวังมากเพียงใด หากยิ่งต้านได้นาน โอกาสรอดของเหล่าเด็กๆ ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
องค์ราชาปีศาจต้องทนทุกข์ทรมานสารพัด ยินยอมให้สันตะสำนักตัดสินโทษประหาร แลกมาซึ่งโอกาสดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของพวกเรา หากแต่ครานี้ถึงคราวพวกเราต้องสู้จนตัวตายเพื่อสร้างความหวังที่เผ่าปีศาจจะยังดำรงอยู่สืบไปบ้างแล้ว
กองกำลังทหารที่เกิดจากการผสมปนเปเข้ามารวมตัวกันในจัตุรัส ยามนี้มังกรกึ่งมนุษย์ผู้ดำรงตำแหน่งทางการทหารสูงสุดของเผ่าปีศาจและตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่สองได้ยืนอยู่หน้าวงเวทย์ กระแอมไอก่อนจะเริ่มกล่าวทักทายเพื่อระดมพลก่อนเกิดสงคราม เจ้าตัวใหญ่แบกขวานยักษ์เจี๋ยหลัวเข้าไปรวมกลุ่ม ยืนขนาบข้างซีนั่วซ้ายขวาด้วยกันกับภูตความมืดนามอามู่
เก๋อเหลยเกอหลี่เดินไปทางด้านหลังขบวนอย่างเงียบเชียบ สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้าทิศตะวันออก ในมือของเด็กหนุ่มผมเทาอมน้ำเงินลูบคลึงเหรียญเงินเก่าๆ หนึ่งเหรียญ ลวดลายบนเหรียญเหมือนกับเหรียญที่อยู่ด้านในถุงเงินพกติดตัวของหมีเอ่อร์ เห็นได้ชัดว่ามาจากฝีมือช่างตีเหล็กคนเดียวกัน
ความหวังที่จะได้ช่วยน้องชาย รวมไปถึงความหวังของเผ่าปีศาจ จำต้องฝากไว้กับเผ่าปีศาจชั้นสูงนามโม่เจ๋อเอ่อร์ผู้นั้นเสียแล้ว