บทที่ 12 ยังไม่ทันได้หย่ากัน
“ส่าวฉิง นี่นายพูดอะไรออกมา!?”
ใบหน้าของฉีอวี้แข็งค้างในทันที อีกทั้งน้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นอีกครั้งก็เคร่งเครียดเป็อย่างมาก
“น้องสะใภ้ก็แค่ดื่มเหล้ามากไป และฉันแค่จะไปส่งเธอกลับบ้านเท่านั้น”
“แต่เธอเป็ผู้หญิงของผม งั้นก็คงไม่ต้องรบกวนพี่แล้วละ”
ฉีส่าวฉิงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเ็า ก่อนที่จะรีบดึงร่างของหญิงสาวมาหาตนเองและฉีกยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์
“เธอเป็ภรรยาของผม เดี๋ยวผมไปส่งเอง”
เมื่อลู่จั่นเหยียนได้ยินคำว่าภรรยาออกจากปากของเขา ทำให้เธอสายตาเหม่อลอยไปชั่วขณะทันที
แต่จู่ ๆ ร่างกายแสนบอบบางกลับรู้สึกหนาวเย็นะเืขึ้นมา และเมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่าเสื้อคลุมที่เคยอยู่บนบ่าของเธอถูกดึงออกไปแขวนไว้ที่ประตูรถเรียบร้อยแล้ว
“คนที่ดื่มแอลกอฮอล์มักจะรู้สึกร้อน และการที่พี่ทำแบบนี้มันจะทำให้ร่างกายร้อนเกินไปนะ”
ฉีอวี้ก็เข้าใจในความหมายแฝงทันที เขาจึงทำได้เพียงเก็บความกังวลในดวงตาและยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย
“งั้นฉันไปก่อนละกัน ฝากดูแลน้องสะใภ้ด้วย”
ทันทีที่พูดจบเขาก็รีบอ้อมหน้ารถไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง ทหารที่อยู่ในตำแหน่งคนขับก็มองผ่านกระจกข้างเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ขับรถออกไปอย่างเงียบ ๆ
ด้านลู่จั่นเหยียนที่เริ่มสร่างเมาไปบางส่วนแล้ว เธอจึงเงยหน้ามองและขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นว่าผู้ชายแสนเย้ายวนและอันตรายข้างตัวเป็ใครก็รีบผลักเขาออกไปทันที
“คุณมาทำอะไร!? ฉีส่าวฉิง! ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกแล้ว!?”
สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็แค่อดทนไปอีกหนึ่งเดือน และหลังจากนั้นทั้งเธอและส่าวฉิงก็จะต่างคงต่างอยู่ โดยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้ว
“คุณไม่อยากเห็นหน้าผมงั้นเหรอ? อ๋อ… จะได้สวมเขาได้อย่างสบายใจใช่มั้ยล่ะ!? นี่คุณไม่รู้จักสามีตัวเองใช่มั้ย!? ถึงได้ไม่รู้ว่าผมเกลียดการถูกสวมเขาเป็ที่สุด!”
เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงที่เย็นะเื และยังมองแก้มอันแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ของคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและโกรธแค้น ก่อนจะคว้าข้อมือเย็นเฉียบของเธอแล้วดันเข้าไปที่นั่งข้างคนขับภายในรถทันที
ลมหนาวที่โหมกระหน่ำพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ทำให้ใบหน้าของลู่จั่นเหยียนชาไปหมด เธอใช้สายตาเหลือบมองชายหนุ่มที่ขับรถด้วยสีหน้าเ็าข้าง ๆ เพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางหน้าต่างและปล่อยให้ลมหนาวเ่าั้พัดผ่านราวกับมีดกรีดผิวที่บอบบางของเธอ
แต่สิบนาทีต่อมา ความเงียบตลอดทางเ่าั้ก็ถูกทำลายลงในพริบตา เพราะฉีส่าวฉิงดับเครื่องยนต์และเดินอ้อมมาดึงลู่จั่นเหยียนออกจากรถในทันใด
“ปล่อยมือฉันนะ!”
หญิงสาวคิดจะสะบัดมือออกโดยสัญชาตญาณ แต่มือของชายหนุ่มตรงหน้ากลับแข็งแรงเหลือเกิน เขาจับข้อมือของเธอไว้แน่นและไม่ยอมปล่อย ทำให้เธอจึงจำใจต้องยอมให้เขาลากตัวเข้าไปในบ้านหรูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตอนนี้ก็เป็เวลาดึกมากพอสมควรและแน่นอนว่าคนในบ้านต่างก็เข้านอนกันหมด ลู่จั่นเหยียนที่ถูกลากจากประตูบ้านหรูขึ้นไปบนชั้นสองถึงห้องนอน และในที่สุดข้อมือที่แทบจะฉีกขาดของเธอจึงได้กลับมาเป็อิสระอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันให้หญิงสาวได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ฉีส่าวฉิงก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวอย่างกะทันหัน ทำให้เธอได้กลิ่นที่คุ้นเคยจากตัวเขาที่ผสมผสานกับกลิ่นเหล้าจนดูยิ่งเย้ายวนและอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม
ลู่จั่นเหยียนจึงรีบถอยหลังตามสัญชาตญาณ จนกระทั่งแผ่นหลังอันบอบบางชนเข้ากับกระเบื้องผนังห้องน้ำที่เย็นเฉียบและบังคับให้เธอต้องหยุดลง
“ไหนมาให้ผมดูหน่อยสิว่าคุณสร่างเมาหรือยัง?”
เสียงเย้าหยันดังขึ้นจากเหนือศีรษะของหญิงสาวร่างบาง อีกทั้งคางของเธอก็ถูกนิ้วเรียวยาวจับเอาไว้ ทำให้ตอนนี้ลู่จั่นเหยียนต้องถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับดวงตาปีศาจที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งของชายหนุ่มตรงหน้า
ฟู่~
ลมหายใจที่ผสมผสานกับกลิ่นไวน์แดงถูกเป่าเข้าไปในดวงตาที่เริ่มมีไฟอันเดือดดาลของหญิงสาว ทำให้ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มไปทั้งหมด ก่อนที่หญิงสาวร่างบางตรงหน้าจะหลับตาลงไป
ฉีส่าวฉิงที่เห็นแบบนั้นก็หัวเราะเบาออกมาเบา ๆ เขาฉีกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์และใช้มือข้างหนึ่งของตัวเองบีบเข้าไปที่เอวของหญิงสาวเพื่อกระตุ้นให้เธอลืมตาขึ้นมามอง
แน่นอนว่าการกระทำแบบนั้น ทำให้ลู่จั่นเหยียนรีบลืมตาขึ้นมาด้วยความใพลางคิดว่าชายหนุ่มตรงหน้า้าจะแกล้งและทำให้เธออับอายเหมือนที่ผ่านมา
แต่ทว่ามือข้างนั้นกลับเคลื่อนที่ไปค้ำอยู่บนกระเบื้องผนังด้านหลังอย่างว่าง่ายหลังจากที่บีบเอวคอดของเธอไปแค่เพียงครั้งเดียว
‘นี่เขา้าจะทำอะไรกันแน่นะ?’
“ดูเหมือนว่ายังไม่สร่างเมาสินะ”
แม้ว่าดวงตาที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จะมีรอยยิ้มแฝงเอาไว้ แต่ในส่วนลึกแล้วนั้นกลับมีความขุ่นเคืองใจแสดงออกมาเช่นกัน
แล้วใครใช้ให้เธอไปกอดกับผู้ชายคนอื่นกัน!?
ทันใดนั้นสายน้ำเย็นเฉียบก็พุ่งลงมาจากฝักบัว้าศีรษะอย่างกะทันหัน จนทำให้ลู่จั่นเหยียนที่ไม่ทันตั้งตัวก็สั่นเทิ้มไปด้วยความหนาวเหน็บ อีกทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็เปียกโชกในพริบตาและแนบติดไปกับเรือนร่างอันสวยงามของเธอ
หญิงสาวใช้สายตาจ้องมองชายหนุ่มอย่างขุ่นเคืองผสมปนเปกับความใเพียงเล็กน้อย
“ฉีส่าวฉิง! คุณเป็บ้าอะไรของคุณ!?”
“หืม? อย่ามาทำเป็หวงตัวไปหน่อยเลยน่า ผมก็แค่คิดว่าทั้งภายนอกและภายใน หรือั้แ่หัวจรดเท้าก็ควรจะมีแต่กลิ่นของผมน่ะสิ…”
“แต่ถ้าหากว่ามันสกปรก… ก็สมควรต้องล้างให้สะอาดซะ!”
ใบหน้าที่ยิ้มอย่างเย้ยหยันมาตลอดแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธเคืองในพริบตา
เขาแค่นึกถึงภาพที่เธอกอดรัดกับฉีอวี้ และเหตุผลเพียงเท่านี้ก็ทำให้ไม่สามารถข่มอารมณ์ความโกรธเคืองที่อยู่ในใจได้อีกต่อไป
เพราะพวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้หย่ากันเลย แต่เธอก็พยายามออกตัวหาที่พึ่งใหม่ขนาดนี้แล้ว…!
แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น… คือเธอยังพยายามเข้าหาผู้ชายของตระกูลฉีอีกครั้ง!