หากเป็ก่อนหน้าเฟยหรงคงอยากให้ใครสักคนมาดูแลบุตรชายของตนให้ทำตัวเข้าร่องเข้ารอยกว่าที่เป็อยู่แต่เมื่อเห็นพร์ด้านการฝึกยุทธในตอนนี้ ทำให้มันรู้สึกว่าคงเร็วเกินไปกับเื่นี้เช่นกัน
“ขอบคุณท่านพ่อ ที่เข้าใจข้า!” เขายิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข
จูเยว่รู้สึกพึงพอใจในบิดาของตนเองเป็อย่างมากหากไม่เป็เื่ที่ร้ายแรงหรือเป็อันตรายต่อตน ก็จะไม่ขัดเขาแม้เพียงครั้งถึงแม้จะทำให้จิติญญาในอดีตเสียผู้เสียคน แต่ก็อดมีความสุขขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้รับรู้ถึงความรักและความเป็ห่วง ที่บิดาของตนถ่ายทอดออกมา
หลังจากพูดคุยกับบิดาเสร็จสิ้นจูเยว่จึงกลับไปที่พักเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทาง
ณ ตระกูลหลี่ในเช้าวันถัดมา
ภายในห้องนอนที่ดูสวยงามกลิ่นหอมของดอกไม้ตลบอบอวนอยู่ภายใน มีร่างร่างหนึ่งดูอรชรงดงามที่มีใบหน้าเรียวริมฝีปากเล็กบาง หน้าอกแลดูเข้ารูป และดวงตากลมโตดูน่ารักซึ่งหากใครได้พบเจอ คงอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความรู้สึกหลงไหล
แต่ร่างที่งดงามในยามนี้กลับเต็มไปด้วยอารมณ์เศร้าโศก นางไม่คิดเลยว่ารูปโฉมที่นางภูมิใจจะนำภัยพิบัติมาสู่ตัวนาง
เพราะเมื่อได้ยินข่าวร้ายจากบิดาเมื่อเดือนก่อนนางรู้สึกเสมือนโลกทั้งใบได้พังทลายลงในฉับพลัน ตัวนางซึ่งมีอายุเพียง 16ปีเป็หญิงสาวที่ผู้คนต่างกล่าวว่างดงามที่สุดภายในเมืองอีกทั้งมีพร์ในเชิงยุทธเป็อันดับ 1 และยังอยู่ในตระกูลอันดับ 2
กลับต้องถูกบังคับให้แต่งงานซึ่งหากสามีในอนาคตของนาง เป็ผู้ที่มีความสามารถในการฝึกฝนลมปราณหรือเป็ผู้ที่จิตใจดีงามและมีความจริงใจ นางก็คงยังพอรับได้อยู่บ้างถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาก็ตาม
แต่คนผู้นี้หาได้เป็เช่นนั้นไม่!คนที่นางต้องแต่งงานด้วยกลับเป็ตัวสารเลวบัดซบอันดับ 1 ของเมือง ที่มิมีใครไม่รู้จัก และยังไร้วรยุทธอย่างสิ้นเชิงนางไม่อาจทำใจยอมรับที่จะเข้าพิธีวิวาห์ กับบุคคลต่ำช้าเช่นนี้ได้ลง!!
“ข้าจะทำเช่นไรดี...ถึงท่านพ่อของข้า จะไม่เห็นด้วยอย่างหัวชนฝา แต่ผู้าุโในตระกูลต่างกดดันท่านพ่อให้ต้องตอบตกลง”
ใบหน้าหน้าที่เศร้าหมองได้เหม่อมองผ่านหน้าต่างออกไปด้วยความกลัดกลุ้ม
เสียงฝีเท้าดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงหายใจหอบเป็ร่างร่างหนึ่งที่วิ่งมาด้วยความเร่งรีบ
“คุณหนู... แห่ก แห่ก แห่ก...” นางอยากจะรีบกล่าวออกมาแต่ยังคงหายใจไม่ทัน
“ว่าอย่างไรลี่เอ๋อร์เหตุใดเ้าจึงรีบร้อนเช่นนี้?”
“เอ่อ...คุณหนูข้าบังเอิญได้ยินข้ารับใช้ ของเหล่าาุโกล่าวพูดคุยกันว่า...พวกเขาจะบังคับท่านพ่อของท่าน ให้ตอบตกลง เื่การแต่งงาน กับนายน้อยตระกูลเฟยให้ได้ภายในวันนี้!” ลี่เอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็กังวลในสิ่งที่นางบังเอิญได้ยินมา
“์...ท่านช่างไร้ความยุติธรรมต่อข้ายิ่งนัก!”หลี่ฟางซิ่นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อต่อโชคชะตาของนาง พร้อมค่อยๆหลับตาลงราวกับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อลืมตาขึ้นมาประกายตาคมกล้ากลับปรากฏขึ้นราวกับได้ตัดสินใจ ที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่าง
“ข้าคงได้แต่พึ่งโชคชะตาตนเพียงเท่านั้น...”นางพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาคล้ายพูดกับตนเอง แม้แต่ลี่เอ๋อร์ก็ไม่ทันที่จะได้ยินคำกล่าวของนาง
ภายในโถงประชุมของตระกูลหลี่
ร่างร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้นำตระกูลพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวต่อเหล่าบุคคลที่อยู่ด้านหน้า
“ข้าจะไม่พูดเื่นี้กับพวกท่านอีก!ความสุขชั่วชีวิตของบุตรสาว ข้าไม่ยอมให้ตกไปอยู่ในน้ำมือ ของเ้าสารเลวน้อยผู้นั้น!!”
น้ำเสียงผู้พูดหาใช่ใครอื่นไม่นั้นคือน้ำเสียงของ หลี่ฮุ่ยเหอ ผู้เป็บิดาของหลี่ฟางซิ่น
“เ้าต้องทราบก่อน...ว่าตระกูลหลี่ของเรา ไม่สามารถที่จะรับมือกับเฟยหรงผู้นั้นได้ พวกเราเลี่ยงให้คำตอบแก่มันมาจะครบเดือนหากเนิ่นนานไปกว่านี้เกรงว่า... มันต้องมาไถ่ถามด้วยตนเองเป็แน่!”เป็ผู้าุโคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นมา
เสียงผู้าุโอีกคนจึงกล่าวเสริมขึ้นมาเช่นกัน
“ถูกต้อง! เ้าก็รู้เฟยหรงผู้นั้นตามใจบุตรชายมากเพียงใด ถ้าเ้าปฏิเสธและสร้างความไม่พอใจให้แก่มัน ข้าเกรงว่า…ตระกูลหลี่คงไม่สามารถ ที่จะอาศัยอยู่ในเมืองนี้ได้อีกต่อไป...”น้ำเสียงที่กล่าวเจือไปด้วยความหวั่นเกรง พร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวซึ่งตัวมันมีประสบการณ์โดยตรงกับผู้นำตระกูลเฟยเป็อย่างดี
เพราะในอดีตเมื่อ 15ปีก่อนตระกูลเฟยพึ่งเริ่มก่อตั้งตระกูลขึ้นมา และริเริ่มทำการค้าภายในเมืองแห่งนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับตระกูลหลี่ ที่เป็ตระกูลอันดับ 1 ของเมืองแสงอรุณที่อยู่มาก่อน
ตัวมันซึ่งเป็ผู้าุโของตระกูลหลี่ผู้หนึ่งได้บุกไปเพื่อสร้างความวุ่นวายให้กับตระกูลเฟย ในยามนั้นมันเองมีระดับพลังลมปราณสูงพอๆ กับผู้นำตระกูลหลี่ในปัจจุบัน
แต่เพียงฝ่ามือเดียวอันไร้เื่ราวที่ตบออกมาของผู้นำตระกูลเฟย ตัวมันถึงกับได้รับาเ็สาหัสพักฟื้นอยู่ร่วมปีถึงจะหายดี หากผู้นำตระกูลเฟยลงมือเต็มกำลังมันคิดว่าร่างผุๆของตนคงมิอาจรับไหว เมื่อนึกถึงเื่ราวในครานั้นขึ้นมาทีไรตัวมันก็ลอบปาดเหงื่อขึ้นมาทุกที
เสียงของผู้าุโที่มีอำนาจที่สุดในตระกูลหลี่ดังขึ้นมา
“หรือเ้า้าให้ตระกูลหลี่ที่อยู่ภายในเมืองนี้มาหลายชั่วอายุคน... ต้องล่มสลายในรุ่นของเ้า!!”น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกดดันอย่างถึงที่สุดเพราะตัวมัน้าใช้่ชีวิตสุดท้ายอย่างสงบไม่้าอยู่อย่างคนเร่ร่อนไร้บ้าน ด้วยปัญหาเพียงเท่านี้
หากอีกฝ่ายมีพลังใกล้เคียงหรือเหนือกว่าไม่มากนักมันคงยอมที่จะสู้ตายแลกชีวิต เพื่อรักษาเกียรติของตระกูล แต่นี่!หากต้องสู้กับเฟยหรงผู้นั้น มิใช่ว่ามันต้องตายไปอย่างไร้ค่าหรอกเรอะ!
ถึงระดับพลังของมันจะเหนือกว่าผู้าุโที่ในอดีตเคยถูกเฟยหรงประเคนฝ่ามือเข้าให้ แต่ก็เพียงไม่กี่ขั้นย่อยเท่านั้นหากอีกฝ่ายลงมือขึ้นมาจริงๆ ตัวมันก็คงมีค่าไม่แตกต่างอันใด จากผู้าุโผู้นั้น
หลี่ฮุ่ยเหอคิ้วค่อยๆขมวดขึ้นมาถึงแม้มันไม่อยากยอมรับ แต่เป็จริงดังที่เหล่าผู้าุโกล่าวเมื่อเป็เื่ความอยู่รอดของตระกูลหลี่ของตน ตัวมันก็รู้สึกจนด้วยเกล้ายิ่งนัก
“เ้าสารเลวน้อยบัดซบ!หญิงงามนางอื่นจำนวนมากมายภายในเมือง ที่เ้าฉุดคร่าไปยังไม่เพียงพอที่จะสนองตัณหาของเ้าอีกรึยังไง!เ้ายัง้าพรากบุตรสาวที่ข้ารัก ดั่งแก้วตาดวงใจไปจากข้าอีก!” มันกล่าวกับตนเองอยู่ภายในด้วยความโกรธแค้น
ระหว่างที่มันครุ่นคิดกับปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นั้นเสียงฝีเท้าเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมา ราวกับเร่งรีบเป็อย่างมาก เมื่อมองไปตามเสียงเห็นหญิงสาวนางหนึ่งหน้าตาตื่นตระหนก เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นทั่วกายซึ่งนางเป็สาวรับใช้ของบุตรสาวของตน
หลี่ฮุ่ยเหอกำลังจะกล่าวตำหนินางที่เข้ามารบกวนระหว่างการประชุมของผู้าุโ แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอันใดออกไปหญิงสาวตรงหน้ากลับกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“นายท่าน! นายท่าน!คุณหนูฟางซิ่นหายตัวไป... ทิ้งไว้เพียงจดหมายฉบับหนึ่งเท่านั้นข้าจึงรีบนำมันมาให้แก่ท่าน!!”