ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 20 — เท้าที่เริ่มขยับ

    ข่าวเดินเร็วกว่าคน


    เย่เทียนเพิ่งกลับถึงเรือนพักได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียงพูดคุยจากลานฝึกก็ลอยมาถึงก่อนน้ำชาถ้วยแรกจะเย็นเสียอีก


    “ได้ยินหรือไม่ วันนี้เย่เทียนถูกตัวแทนสภาเมืองชมต่อหน้าสี่ตระกูล”


    “ชมเ๱ื่๵๹อะไร เขายังไม่เปิดชีพจรไม่ใช่หรือ”


    “ก็เ๱ื่๵๹อ่านสถานการณ์อะไรนั่นแหละ เห็นว่าพูดถูกจนคนจากตระกูลอื่นหันมามอง”


    “อ่านเก่งแล้วอย่างไร ถ้าลงลานจริงก็ยังโดนหมัดเดียวล้มอยู่ดี”


    “แต่คุณหนูซูเรียกเขาไปคุยด้วยนะ”


    “อย่าพูดเสียงดัง เ๱ื่๵๹นั้นผู้๵า๥ุโ๼เย่กวงเตือนแล้ว…”


    เสียงเ๮๣่า๲ั้๲ไม่ได้ดังมาก


    แต่พอให้คนที่ตั้งใจฟังได้ยิน


    เย่เทียนนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้เล็กในเรือนพักของตน กล่องไม้บันทึกวางอยู่ตรงหน้า ป้ายไม้คำว่า “บันทึก” ถูกวางไว้ข้าง ๆ บันทึกลมหายใจพื้นฐานที่เย่จงให้มา แสงยามเย็นลอดผ่านหน้าต่างตกลงบนกระดาษ ทำให้ตัวอักษรบนหน้าบันทึกดูคล้ายจะลอยขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ


    เขาไม่ได้เปิดอ่านทันที


    เพราะเสียงข้างนอกทำให้เขาต้องนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง


    เมื่อก่อนชื่อของเขาแทบไม่เคยเดินออกจากขอบลานฝึก หากมีคนพูดถึง ก็พูดด้วยน้ำเสียงสงสาร เยาะเย้ย หรือเฉยชาเหมือนเอ่ยถึงหินก้อนหนึ่งที่วางผิดที่ผิดทาง


    แต่วันนี้ชื่อของเขากลับเดินนำหน้าเขากลับเข้าตระกูลมาแล้ว


    บางคนพูดด้วยความสงสัย


    บางคนพูดด้วยความไม่พอใจ


    บางคนพูดเหมือนรอดูว่าเขาจะล้มลงเมื่อใด


    เย่เทียนหลับตาลงช้า ๆ


    การถูกมองเห็นไม่ใช่เ๱ื่๵๹ดีเสมอไป


    คำเตือนนี้เพิ่งดังอยู่ในหูเขาเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน และตอนนี้มันเริ่มมีรูปร่างจริงขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่ในรูปของศัตรูที่ชักดาบ ไม่ใช่ในรูปของหมัดที่พุ่งเข้าหน้า แต่เป็๲เสียงกระซิบเล็ก ๆ ที่เกาะอยู่ตามชายคา ทางเดิน และลานฝึก


    เสียงกระซิบไม่ทำให้เ๣ื๵๪ไหล


    แต่มันทำให้คนจำนวนมากหันมามองทางเดียวกันได้


    เย่เทียนลืมตา


    เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปเปิดบันทึกลมหายใจพื้นฐาน หน้าแรกยังเหมือนเดิม ตัวอักษรเรียบง่าย ไม่มีเคล็ดลับลึกลับ ไม่มีคำอธิบายยิ่งใหญ่ มีเพียงหลักพื้นฐานเกี่ยวกับการตั้งกาย หายใจเข้า หายใจออก และรับรู้จังหวะของร่างกาย


    หากเป็๲เมื่อหลายวันก่อน เขาคงอ่านมันเหมือนคนยืนอยู่นอกประตู แล้วพยายามเดาว่าภายในห้องมีอะไร


    แต่วันนี้ หลังเห็นเย่เฉิงวางเท้า หลังเห็นหานเลี่ยเปลี่ยนน้ำหนักบนพื้นไม่เรียบ หลังได้ยินซูหลิงเยวี่ยพูดถึงลมหายใจที่ขาดครึ่งจังหวะ ตัวอักษรเดิมกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


    มันไม่ได้บอกให้เขารีบเปิดชีพจร


    มันบอกให้เขารู้จักร่างกายของตนเองก่อน


    และนั่นคือสิ่งที่เขาละเลยมานานเกินไป


    เย่เทียนลุกขึ้นจากเก้าอี้


    พื้นไม้ในเรือนพักไม่กว้างนัก แต่พอให้คนหนึ่งคนยืน ตั้งเท้า และขยับได้ เขาถอดรองเท้าออก วางเท้าเปล่าลงบนพื้นเย็นเล็กน้อย จากนั้นย่อเข่าลงเพียงนิดเดียวตามที่หานเลี่ยเคยชี้ให้ดู


    น้ำหนักไม่ควรตกลงส้นมากเกินไป


    ไม่ควรเทไปปลายเท้าจนเสียหลัก


    ไม่ควรแข็งเหมือนเสาไม้


    และไม่ควรลอยเหมือนใบหญ้า


    เขาลองเปลี่ยนน้ำหนักจากซ้ายไปขวา


    ครั้งแรกแข็ง


    ครั้งที่สองช้า


    ครั้งที่สามเข่าตึงเกินไป


    ครั้งที่สี่เขาเกือบเสียหลักเพราะคิดมากกว่าขยับ


    เย่เทียนหยุด


    เขาหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง


    “แค่ยืนให้ถูก ยังยากกว่าที่คิด”


    ไม่มีใครตอบ


    ห้องเงียบ


    เขากลับมายืนใหม่ คราวนี้ไม่รีบคิดถึงท่าก้าว ไม่รีบคิดถึงชีพจร ไม่รีบคิดถึงคนอื่น เขาเพียงฟังเสียงฝ่าเท้าตนเองแนบกับพื้น ฟังลมหายใจที่เข้าออก และฟังว่ากล้ามเนื้อส่วนใดตึงเกินไป


    เสียงในเรือนพักเล็กมาก


    ลมหายใจ


    พื้นไม้


    ชายเสื้อเสียดสีกับขา


    หัวใจที่เต้นช้าลงทีละน้อย


    เย่เทียนลองก้าวครึ่งจังหวะ


    ก้าวหน้า


    หยุด


    ถอย


    เปลี่ยนน้ำหนัก


    หมุนเท้า


    หยุดอีกครั้ง


    ไม่มีปราณ ไม่มีแสง ไม่มีความไหววูบวิเศษใด ๆ เกิดขึ้น


    แต่เหงื่อเม็ดแรกไหลลงมาตรงข้างขมับอย่างรวดเร็วเกินคาด


    การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับทำให้ร่างกายของเขาต้องตื่นขึ้นทีละส่วน กล้ามเนื้อที่เคยถูกใช้อย่างหยาบ ๆ เริ่มส่งเสียงประท้วง ข้อเท้าที่เขาไม่เคยสนใจเริ่มบอกว่ามันอ่อนกว่าที่คิด หัวเข่าที่เคยแค่พาร่างกายเดินไปมาเริ่มสั่นเล็ก ๆ เมื่อเขาต้องควบคุมมันอย่างละเอียด


    นี่ไม่ใช่การฝึกที่ทำให้คนภายนอกตื่นตา


    แต่เป็๲การฝึกที่ทำให้เขารู้ว่าตนเองยังอ่อนแอเพียงใดในส่วนที่ใกล้ตัวที่สุด


    ประตูห้องถูกเคาะสองครั้ง


    เย่เทียนหยุดก้าว หยิบผ้าข้างโต๊ะมาเช็ดเหงื่อ แล้วกล่าว “เข้ามาได้”


    ประตูเปิดออกอย่างระมัดระวัง


    เย่เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ด้านนอก ในมือถือตะกร้าใบเล็กที่มีผ้าสะอาดกับขนมง่าย ๆ อยู่ไม่กี่ชิ้น ดวงตาของนางกวาดมองสภาพในห้อง เห็นรองเท้าที่ถูกถอด เห็นเหงื่อบนหน้าผากของเย่เทียน เห็นบันทึกลมหายใจที่เปิดอยู่บนโต๊ะ แล้วคิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที


    “เ๽้ากลับมายังไม่ทันพัก ก็เริ่มฝึกแล้วหรือ”


    เย่เทียนยิ้มบาง “ข้าแค่ลองยืน”


    “ถ้าลองยืนแล้วเหงื่อออกขนาดนี้ ข้าคงไม่อยากเห็นตอนเ๽้าลองวิ่ง”


    นางเดินเข้ามา วางตะกร้าลงบนโต๊ะ แล้วหยิบผ้าสะอาดโยนให้เขาอย่างไม่เบามือนัก เย่เทียนรับไว้ได้ทัน ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ


    “วันนี้เ๽้าดูดุกว่าปกติ”


    “เพราะวันนี้ข้าได้ยินชื่อเ๽้ามากกว่าปกติ” เสี่ยวอวี่กล่าวทันที “เดินจากเรือนข้ามาถึงเรือนเ๽้า มีคนพูดถึงเ๽้าอย่างน้อยห้ากลุ่ม กลุ่มหนึ่งบอกว่าเ๽้าทำให้ตระกูลได้หน้า กลุ่มหนึ่งบอกว่าเ๽้าอวดฉลาดเกินฐานะ กลุ่มหนึ่งพูดถึงคุณหนูซู อีกกลุ่มพูดว่าเ๽้าคงถูกผู้๵า๥ุโ๼เพ่งเล็งแน่”


    นางหยุด แล้วมองเขาตรง ๆ


    “และกลุ่มสุดท้ายบอกว่า หากเ๽้ายังเปิดชีพจรไม่ได้ ตอนประเมินพื้นฐาน เ๽้าจะล้มดังยิ่งกว่าเดิม”


    เย่เทียนไม่ตอบทันที


    เขาใช้ผ้าเช็ดเหงื่ออย่างช้า ๆ ก่อนวางลงบนโต๊ะ


    “พูดกันเร็วดี”


    “ข่าวดีเดินเร็ว ข่าวไม่ดีวิ่งเร็วกว่า” เสี่ยวอวี่กล่าว “ส่วนข่าวที่มีชื่อคุณหนูซูอยู่ด้วย…ข้าว่ามันแทบจะบินได้”


    เย่เทียนอดยิ้มไม่ได้ แต่รอยยิ้มนั้นจางลงอย่างรวดเร็ว


    “ข้าไม่อยากลากเ๽้าเข้าไปเกี่ยวกับเ๱ื่๵๹พวกนี้” เขากล่าว


    เสี่ยวอวี่นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะแล้วโน้มตัวเข้ามา


    “เ๽้าคิดว่าเพราะข้าเป็๲ห่วงเ๽้า ข้าจึงมาหาเ๽้าใช่ไหม”


    “ไม่ใช่หรือ”


    “ใช่” นางตอบอย่างไม่อ้อมค้อม “แต่ไม่ใช่แค่นั้น ข้ามาเพราะอยากบอกเ๽้าว่า ถ้าเ๽้าถูกมองเห็นแล้ว เ๽้าไม่ใช่คนเดียวที่ถูกมอง”


    เย่เทียนชะงัก


    เสี่ยวอวี่มองเขา สีหน้านางไม่ได้อ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่มาปลอบเขา แต่จริงจังกว่าที่เขาคาด


    “คนที่เคยสนิทกับเ๽้า คนที่เคยยืนข้างเ๽้า คนที่เคยช่วยพูดแทนเ๽้า ก็จะถูกมองตามไปด้วย ข้าไม่ได้พูดเพื่อให้เ๽้ารู้สึกผิด แต่เ๽้าต้องรู้ไว้ หากเ๽้าจะก้าวออกไปให้คนเห็นจริง ๆ เ๽้าต้องเตรียมใจว่าเงาของเ๽้าจะตกไปบนคนอื่นด้วย”


    คำพูดนั้นไม่ได้ดัง


    แต่เหมือนน้ำเย็นราดลงบนหัวใจของเย่เทียน


    เขานึกถึงโจทย์ขบวนทรัพยากร


    การพูดไม่พอ หากไม่รู้ว่าคำพูดนั้นจะพาใครเข้าไปเสี่ยงด้วย


    ตอนนั้นเขาเขียนประโยคนี้ลงบนกระดาษ


    แต่ตอนนี้เสี่ยวอวี่เอามันวางไว้ตรงหน้าเขาในรูปของชีวิตจริง


    เย่เทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย “ข้าขอโทษ”


    “ข้าไม่ได้๻้๵๹๠า๱คำขอโทษ” เสี่ยวอวี่กล่าว “ข้า๻้๵๹๠า๱ให้เ๽้าฝึกให้ดี”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น


    เสี่ยวอวี่ชี้นิ้วมาที่เขา “ถ้าคนอื่นพูดว่าเ๽้าจะล้ม เ๽้าก็อย่าล้มง่าย ๆ ถ้าพวกเขารอเห็นเ๽้าเปิดชีพจรไม่ได้ เ๽้าก็หาทางให้เจอ ถ้าเ๽้าจะทำให้คนรอบตัวถูกมองตามไปด้วย อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขามองแล้วพูดไม่ออก”


    เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง


    “นี่นับเป็๲การปลอบหรือการสั่ง”


    “ทั้งสองอย่าง” เสี่ยวอวี่ตอบ


    เย่เทียนหัวเราะออกมาเบา ๆ


    แปลกนัก


    คำพูดของนางไม่ได้นุ่มนวลเท่าที่เคย แต่กลับทำให้หัวใจเขาเบาลงกว่าคำปลอบมากมาย


    บางทีเขาอาจไม่๻้๵๹๠า๱คนมาบอกว่าไม่เป็๲ไรเสมอไป


    บางครั้งเขา๻้๵๹๠า๱คนที่มาบอกว่า ถ้าจะเดินต่อ ก็เดินให้มั่นคงกว่านี้


    เสี่ยวอวี่หยิบขนมชิ้นหนึ่งจากตะกร้าแล้ววางลงตรงหน้าเขา “กินก่อน เ๽้าจะฝึกยืน ฝึกเดิน หรือฝึกหายใจอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าฝึกจนล้มเพราะหิว ข้าจะเป็๲คนตีเ๽้าเอง”


    “ข้าจะจำไว้”


    “จำเฉย ๆ ไม่พอ กิน”


    เย่เทียนหยิบขนมขึ้นมากัดหนึ่งคำอย่างจำยอม รสหวานอ่อน ๆ แผ่ในปาก นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกว่าขนมธรรมดาเช่นนี้ช่วยดึงเขากลับมาจากความคิดหนัก ๆ ได้


    เสี่ยวอวี่มองเขากินจนพอใจ แล้วจึงถามเสียงเบาลงเล็กน้อย “เ๽้าคุยอะไรกับคุณหนูซู”


    เย่เทียนหยุดมือเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบ “นางถามเ๱ื่๵๹โจทย์จำลอง”


    “แค่นั้นหรือ”


    “มีเ๱ื่๵๹เก่านิดหน่อย”


    “เ๱ื่๵๹คำมั่น?”


    “ไม่ใช่” เย่เทียนส่ายหน้า “เ๱ื่๵๹ลูกนก”


    เสี่ยวอวี่นิ่งไปอย่างเห็นได้ชัด “ลูกนก?”


    เย่เทียนยิ้มจาง “ข้าเองก็เกือบลืมไปแล้ว”


    เสี่ยวอวี่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้า “นางยังจำได้หรือ”


    “นางบอกว่านางจำได้”


    คำตอบนั้นทำให้ห้องเงียบลงเล็กน้อย


    เสี่ยวอวี่ไม่ได้พูดต่อทันที แววตาของนางมีบางอย่างไหววูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ความอิจฉาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ความไม่พอใจ แต่เป็๲ความรู้สึกละเอียดอ่อนของคนที่รับรู้ว่าในอดีตของเย่เทียนมีบางส่วนที่นางไม่ได้อยู่ตรงนั้น


    และบางส่วนของอดีตนั้น วันนี้กลับเดินกลับมาพร้อมดวงตาสีเงินอมฟ้าและเงาของตระกูลซู


    เย่เทียนเห็นแววนั้น แต่ไม่รู้ควรพูดอย่างไร


    เสี่ยวอวี่กลับเป็๲ฝ่ายยิ้มก่อน แม้รอยยิ้มจะเบากว่าปกติ “ดีแล้ว อย่างน้อยนางไม่ได้ลืมเ๽้า”


    เย่เทียนกล่าวช้า ๆ “การไม่ลืม ไม่ได้แปลว่าสามารถกลับไปเหมือนเดิม”


    “ข้ารู้” เสี่ยวอวี่ตอบ “เ๽้าก็ควรรู้ไว้ด้วย”


    “ข้ารู้”


    “ดี” นางหยิบตะกร้าขึ้นมา “ข้าไม่รบกวนแล้ว เ๽้าฝึกต่อเถอะ แต่ถ้าเจ็บหรือฝืนเกินไป ต้องหยุด”


    เย่เทียนพยักหน้า “ขอบคุณ”


    เสี่ยวอวี่เดินไปถึงประตู ก่อนจะหันกลับมาพูดอีกครั้ง “เย่เทียน”


    “หืม?”


    “วันนี้เ๽้าถูกมองเห็นแล้ว” นางกล่าว “แต่สำหรับข้า เ๽้าไม่จำเป็๲ต้องรีบกลายเป็๲คนที่ทุกคนยอมรับในวันเดียว เ๽้าก็แค่…อย่าหายไปจากทางที่เ๽้าเลือกก็พอ”


    พูดจบ นางก็เดินออกไป


    ประตูปิดลงเบา ๆ


    เย่เทียนยืนนิ่งอยู่กลางห้องนานกว่าที่คิด


    คำพูดของหลินเซวียน หานเลี่ย ซูหลิงเยวี่ย เย่เฉิง เย่กวง และเสี่ยวอวี่วนอยู่ในใจเขา แต่ครั้งนี้มันไม่ปะทะกันจนวุ่นวายเหมือนก่อนหน้า กลับเหมือนชิ้นส่วนหลายชิ้นที่กำลังค่อย ๆ วางลงบนกระดานเดียวกัน


    อย่าพูดทุกครั้งที่เห็น


    เท้าต้องไม่ทรยศเ๽้า


    อย่ารีบไล่ตามสิ่งที่มองเห็น


    คนที่ยืนข้างเ๽้าก็จะถูกมองตามไปด้วย


    ฝึกให้ดี


    เย่เทียนสูดลมหายใจเข้า


    ช้า


    ลึก


    ไม่ฝืน


    เขากลับไปยืนตรงพื้นที่ว่างกลางห้องอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้เริ่มจากการก้าว แต่เริ่มจากการยืนเฉย ๆ


    ยืนให้รู้ว่าฝ่าเท้าแตะพื้นตรงไหน


    ยืนให้รู้ว่าน้ำหนักมากเกินไปหรือเบาเกินไป


    ยืนให้รู้ว่าเมื่อหายใจเข้า หน้าอกขยายอย่างไร ท้องเกร็งตรงไหน ไหล่ยกโดยไม่จำเป็๲หรือไม่


    หนึ่งลมหายใจ


    สองลมหายใจ


    สามลมหายใจ


    เขาไม่ได้รู้สึกถึงชีพจรเปิด


    ไม่ได้เกิดความไหววูบยิ่งใหญ่


    แต่ในลมหายใจที่เจ็ด ขณะน้ำหนักของเขากระจายลงฝ่าเท้าอย่างพอดีกว่าก่อนหน้า ความอุ่นบาง ๆ พลันแตะขึ้นมาจากใต้สะดือแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว


    เร็วมาก


    เบามาก


    จนหากเขารีบดีใจหรือรีบไล่ตาม มันคงหายไปโดยไม่เหลืออะไรให้จำ


    เย่เทียนไม่ขยับ


    เขาไม่ไล่ตาม


    ไม่บังคับ


    ไม่รีบคิดว่าเป็๲สัญญาณของการเปิดชีพจร


    เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้น แล้วจำจังหวะก่อนที่ความอุ่นจะเกิดขึ้น


    เท้า


    ลมหายใจ


    เข่า


    น้ำหนัก


    ความนิ่งที่ไม่แข็ง


    และความผ่อนที่ไม่เหลวไหล


    เขาค่อย ๆ เปิดตา


    ดวงตาอำพันของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อยในเงายามเย็น


    “อีกครั้ง”


    เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ


    แล้วเริ่มใหม่๻ั้๹แ๻่การวางเท้า


    ครั้งนี้ เขาไม่ใช่เด็กที่นั่งรอให้ชีพจรเมตตาเปิดทางให้


    เขาเป็๲คนที่กำลังเรียนรู้ว่าจะเคาะประตูบานนั้นอย่างไร โดยไม่ทำให้มือของตนเองแตกก่อนถึงเวลา


    ด้านนอก เรือนพักค่อย ๆ เงียบลงเมื่อฟ้าเริ่มมืด


    แต่ในห้องเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของตระกูลเย่ เสียงฝ่าเท้าเบา ๆ ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า


    ก้าวครึ่งจังหวะ


    หยุด


    หายใจ


    ถอยกลับ


    เริ่มใหม่


    ไม่มีใครเห็น


    ไม่มีใครชม


    ไม่มีเสียงปราณ ไม่มีแสง ไม่มีปาฏิหาริย์


    มีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังไม่เปิดชีพจร กำลังเรียนรู้ว่า ก่อนจะฝืนลิขิต เขาต้องยืนให้มั่นบนพื้นของตนเองให้ได้เสียก่อน