ตอนที่ 4 เซียวิ่หาง (2)
คิดดูแล้วมันก็ใช่…
เดิมทีแคว้นฉีได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ั้แ่ยุคฮุ่ยจงฮ่องเต้ซึ่งเป็ฮ่องเต้พระองค์ก่อน คือขุนนางห้ามทำธุรกิจเพื่อเลี่ยงไม่ให้ขุนนางสมรู้ร่วมคิดกับนักธุรกิจ และใช้อำนาจทางธุรกิจมาก่อความวุ่นวายแก่ราชสำนัก
ทว่าเซียวิ่หางผู้มีชาติกำเนิดอันสูงส่งอย่างยิ่งเช่นนี้กลับมาทำธุรกิจที่เมืองหยางโจว
ซึ่งในตอนแรกก็มีขุนนางตรวจสอบความโปร่งใสส่งหนังสือกราบทูล ทว่าไม่ได้เกี่ยวโยงถึงตัวเขา แต่กลับเกี่ยวโยงถึงท่านกั๋วกงแทน
จากนั้นฮ่องเต้ก็ทรงโต้แย้งด้วยรอยยิ้ม ตรัสว่าในเมื่อเซียวิ่หางไม่ได้รับตำแหน่งในราชสำนัก ก็ย่อมไม่นับว่าเป็ขุนนาง เด็กน้อยเยี่ยงเขา ในเมื่อเกิดความคิดขึ้นมา ก็จงปล่อยเขาไปเถิด
ด้วยเหตุนั้นเซียวิ่หางจึงกลายเป็ ‘ผู้ทำธุรกิจตามพระราชโองการ’ ในราชสำนักก็ไม่มีใครกล้าพูดจามากความอีกต่อไป
สวี่เฉิงอวี๋เป็ต้องทอดถอนใจยาวๆ ในใจ ‘ชาติกำเนิดสูงส่ง ช่างไม่รู้จักความลำบากในโลกหล้าเอาเสียเลย’
นางเดินออกมาจากด้านหลังสาวใช้ ก่อนคารวะเซียวิ่หางด้วยความเคารพอย่างสูง “แน่นอนว่าคุณชายน้อยเป็ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แม้จะแค่ช่วยเหลือพวกเราไปตามโอกาส แต่สำหรับพวกเราสองพี่น้องแล้วนี่ถือเป็บุญคุณใหญ่หลวง วันหลังย่อมต้องให้ท่านพ่อและพี่ชายข้าไปเยี่ยมเยือนถึงจวน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อบุญคุณใหญ่หลวงนี้ของคุณชายน้อยอย่างเป็ทางการเ้าค่ะ”
นางพูดจาด้วยภาษาทางการ แต่ละถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความเกรงใจ แต่กลับหมดความน่าสนใจไปแล้วเสียอย่างนั้น
เดิมทีเซียวิ่หางรู้สึกว่านางฉลาดเหนือคน ทั้งยังสุขุมรอบคอบ มีความเป็ผู้ใหญ่ซึ่งดูแตกต่าง หาใช่เด็กสาวทั่วไปจะเทียบได้ อีกทั้งตอนอยู่ในหอป๋ายอวิ๋นนางก็พูดจาครอบคลุม แต่ละถ้อยคำล้วนมีหลักการ เขาคิดว่านางคงเก่งเื่การดูวัตถุโบราณเป็อย่างยิ่ง ซึ่งก็บังเอิญแล้วสิ นอกจากทำการค้าขายแล้ว สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุดก็คือการสะสมวัตถุโบราณเหล่านี้
เดิมทีคิดว่าสหายรู้ใจนั้นหายาก นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากช่วยเหลือนางและได้พูดคุยด้วย บุคคลเบื้องหน้านี้กลับกลายเป็ไม้ผุพังไม่อาจแกะสลัก ทั้งยังหัวโบราณถึงเพียงนี้
เซียวิ่หางหมดความสนใจไปชั่วขณะ เขาโบกมือ “แล้วแต่เ้าเลย”
ขณะเอ่ยเขาก็เคลื่อนย้ายสายตา ก่อนเรียกหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้น “ิหลี่ ส่งตัวคนเหล่านี้ไปให้จือฝู่[1]ที่ศาลาว่าการ ให้จือฝู่จัดการ…”
“คุณชายน้อย!”
นึกไม่ถึง เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงสวี่เฉิงอวี๋ก็ดังขึ้นเสียแล้ว
เมื่อเทียบกับความเรียบเฉยก่อนหน้านี้ ครั้นสายลมค่อยๆ พัดโชยมา ขณะนี้กลับปรากฏความร้อนรนใจอยู่เล็กน้อย
เซียวิ่หางเลิกคิ้ว หันกลับไปมองนาง แม้สีหน้าจะไร้อารมณ์ใดๆ แต่สายตานั้นบ่งบอกให้นางมีอะไรก็รีบพูดเสีย
สวี่เฉิงอวี๋ย่อมไม่กล้าเล่นตัวให้มากเื่ต่อหน้าอีกฝ่าย เพียงย่อกายคารวะเขาอีกครั้ง “มอบคนเหล่านี้ให้ข้าจัดการได้หรือไม่เ้าคะ”
เซียวิ่หางประหลาดใจทันที
สาวน้อยที่ยังไม่เข้าพิธีปักปิ่นจะสามารถจัดการอะไรได้
แม้คนเหล่านี้จะไม่ใช่คนชั่วถึงขั้นสังหารคนไม่กะพริบตา แต่ก็เป็พวกรักเงินมากกว่าชีวิตของตน ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าลงมือกับคุณหนูตระกูลสวี่ในเมืองหยางโจวหรอกนะ ไม่หนำซ้ำยังเลือกลงมือกับนางผู้เป็บุตรสาวสายตรงอีกด้วย
สวี่เฉิงอวี๋เห็นว่าเซียวิ่หางไม่เอ่ยอะไรนางก็ร้อนรนใจเล็กน้อย แต่ด้วยไม่อาจเสียมารยาทได้นางจึงพยายามอดทนอดกลั้นและฝืนสงบจิตใจให้ได้ ทว่าเมื่อเอ่ยปากอีกครั้งในน้ำเสียงก็ยังเจือความร้อนรนอยู่ดี “อันที่จริงคุณชายน้อยกับข้ารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คุณชายน้อยจึงได้ส่งคนตามมาปกป้องพวกเราสองพี่น้องอย่างลับๆ นับว่าฉลาดล้ำนัก ทั้งรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็เอาเป็ว่ารู้กันอยู่ในใจ ปล่อยตัวพวกเขาไป ให้พวกเขาเอาคำพูดบางอย่างกลับไปบอกเ้านายของพวกเขาดีกว่าหรือไม่เ้าคะ”
เมื่อนางเอ่ยเช่นนั้นก็คล้ายเกรงว่าเซียวิ่หางจะไม่ยินยอม “ตระกูลสวี่ของพวกเราทำการค้าขาย แต่ไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นที่จะล่วงเกินใครในเมืองหยางโจวก็ได้ตามใจชอบอย่างที่คุณชายน้อยคิดเอาไว้ บางครั้งถ้าอดทนได้พวกเราก็ต้องยอมทน…” นางครุ่นคิดชั่วขณะ “คุณชายน้อยทราบเื่ที่ทางราชสำนักออกพระราชโองการให้เปิดการค้าทางทะเล หลังผ่าน่น้ำท่วมเดือนแปดหรือไม่เ้าคะ”
ถ้าพูดถึงเื่การค้าทางทะเลคนแซ่ซุนผู้นั้นอู่ต่อเรือไว้ในเงื้อมมือ ทั้งยังเป็อู่ต่อเรือที่ดีที่สุดแห่งเมืองหยางโจวอีกด้วย ก่อนหน้านี้มีการจำกัดทางทะเล ธุรกิจของเขาจึงซบเซา ตอนนี้นับว่าเขาโชคดีที่ได้อาศัยราชโองการมาพลิกสถานการณ์ เมื่อมีความมั่นใจเพียงพอเขาจึงใจกล้ามากขึ้นไปด้วย
เซียวิ่หางพลันมองนางต่างไปจากเดิม
เด็กสาวผู้นี้ช่าง…บางทีนางอาจหัวโบราณไปสักหน่อย แต่ก็ฉลาดเฉลียว ทั้งยังสุขุมสง่างามถึงเพียงนี้ จะอดใจไม่ให้นึกชอบได้อย่างไรกันเล่า
เชิงอรรถ
^ จือฝู่ คือ ชื่อตำแหน่งขุนนางท้องถิ่น ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้ว่าการประจำเมือง ผู้ว่าการอำเภอ