บริเวณชายแดนตะวันออก
สงครามที่ช่วงหนึ่งแคว้นซ่งมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบหลายครั้งต้องล่าถอยรบพ่ายแพ้จนกระทั่งสูญเสียดินแดนให้กับชนกลุ่มน้อยหรือแคว้นเล็กๆข้างเคียงอยู่บ่อยๆบัดนี้กลับต่างออกไปจากการเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกคืบของทหารจงหยวนที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่แห้งแล้งทั้งยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและทะเลทรายยกระดับเป็นผู้เชี่ยวชาญสมรภูมิรบที่เคยเสียเปรียบภายในระยะเวลาไม่ถึงสามปีส่งผลให้ชนเผ่านอกด่านที่กระจายตัวกันโจมตีหลายจุดแตกพ่ายจนถอยร่นไปไกลจากชายแดนเกือบสองร้อยลี้กระทั้งเผ่าซ่งหนูที่เคยแข็งแกร่งก็ยังต้องขยับร่นไปรวมตัวกันอยู่ทางทิศเหนือแทนจนข่านของพวกเขาตั้งเงินรางวัลสำหรับการสังหารแม่ทัพและที่ปรึกษากองทัพจากราชสำนักจงหยวนไว้ด้วยมูลค่ามหาศาล
“ แม่ทัพ แม่ทัพกลับมาแล้ว ! เฮๆๆๆๆ! “ เสียงกลองกระหน่ำตีปลุกเร้าต้อนรับแม่ทัพต้าซือหม่าจูรุ่ยที่กำลังควบม้าฝ่าพายุทะเลทรายกลับเข้ามาภายในค่ายทหารเบื้องหลังของเขาตามติดมาด้วยกองทัพม้าศึกและพลทหารเดินเท้าราวห้าพันนายกรีฑาทัพกลับเข้ามาพร้อมชัยชนะเหนือข้าศึกอย่างเด็ดขาดภายหลังเด็ดหัวของแม่ทัพอันดับหนึ่งของชาวหูมาได้ เพียงมองปราดเดียวก็รับรู้ได้ว่าพวกเขาผ่านศึกใหญ่มาอย่างยากลำบากหลายคนบาดเจ็บร่างอาบไปด้วยเลือด บางคนถูกเปลสนามหามกลับมากระทั่งแม่ทัพที่อยู่บนม้าศึกตัวใหญ่ด้านหน้าก็ยังไม่ได้มีเวลาเช็ดเลือดที่เปื้อนอยู่บนหมวกเหล็กและบนเสื้อเกราะออกเลยแต่เพราะความฮึกเหิมลำพองที่เพิ่งชนะศึกกลับมาอีกครั้งสีหน้าและแววตาถมึงถึงดุดันของพวกเขาราวกับเพิ่งวิ่งเข้าไปตัดหัวศัตรูชาวหูเหล่านั้นมาเมื่อวานมันคือความภาคภูมิใจและความเหี้ยมเกรียมที่ค่อยๆชะล้างความเป็นมนุษย์ของพวกเขาออกไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัวขณะที่พวกเขากำลังก้าวผ่านประตูค่ายทหารเข้ามาประหนึ่งฝูงของปีศาจร้ายจากยมโลกท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารที่เหลืออยู่ในค่ายต่างมองตรงไปที่เหล่านักรบที่อยู่ตรงกลางพร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความภาคภูมิใจ
ภายในกระโจมขนาดใหญ่ต้าซือหม่าจู่รุ่ยกำลังดูผังการเคลื่อนกำลังพลขยับไล่ไปตามแนวชายแดนขึ้นไปทางเหนือจรดทะเลสาบสี่เหย่วที่นั่นน่าจะเป็นที่ตั้งกองกำลังชนกลุ่มน้อยแห่งสุดท้ายที่ตั้งค่ายประชิดกับแคว้นซ่งมากที่สุดก่อนได้ยินเสียงโห่ร้องตะโกนดังมาจากภายนอก
“ ต้าซือหม่า ต้าซือหม่า ๆ “พร้อมๆกับเสียงตีเกราะ เคาะดาบกระทืบเท้าจนเกิดเป็นเสียงดังราวแผ่นดินไหว
จูรุ่ยจึงละมือจากงานตรงหน้ากลับไปนั่งรออย่างสงบกลางกระโจมรอการกลับเข้ามารายงานสถานการณ์นอกด่านอยู่ภายในเงียบๆ
เพียงไม่นานผ้าที่กั้นอยู่หน้ากระโจมก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงของชายหนุ่ม “ เซียวหลง คารวะอาจารย์ “
ต้าซือหม่ารีบวางเอกสารหนาในมือลงข้างตัวแล้วลุกขึ้นก้าวเดินเร็วๆไปตบที่ต้นแขนที่ยังคงสวมเสื้อเกราะของศิษย์รักแรงๆสองสามที “ ทำได้ดี ทำได้ดีมาก “ ก่อนที่สายตาของเขาจะจับจ้องไปทั่วร่างของบุรุษหนุ่มตรงหน้า
“ ไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่ “ บุรุษสูงวัยเอ่ยขึ้นอีกก่อนยกมือข้างหนึ่งลูบเคราสั้นๆของเขาคล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่างแต่แววตาปรากฏร่องรอยความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง
เซียวหลงรีบเอ่ยตอบกลับความหวังดีของเขา “ ศิษย์ปลอดภัยดี ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นห่วง “ ก่อนค่อยๆถอดหมวกเหล็กออกจากศีรษะ เผยใบหน้างดงามราวพานอันของเขามาแทน แท้จริงแล้วคนที่นำทหารออกศึกตลอดสองปีนี้กลับเป็นเซียวหลงไม่ใช่ต้าซือหม่าอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เป็นเพราะเขาสวมเกราะเหล็กตำแหน่งแม่ทัพถือดาบและควบม้าของจูรุ่ย และใบหน้ายังมีหมวกเหล็กปิดบังอีกนอกเหนือจากรองแม่ทัพคนสนิทของต้าซือหม่าทั้งสี่คนแล้ว คนที่เหลือต่างไม่เคยมีใครรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ว่าต้าซือหม่าตัวจริงยังคงนั่งอยู่กลางกระโจมคอยบัญชาการการรบแต่คนที่ออกไปทำศึกนั้นกลับเป็นศิษย์เอกเพียงคนเดียวของเขา เซียวหลง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการออกศึกอย่างต่อเนื่องเมื่อเกือบสามปีก่อนจูลุ่ยและรองแม่ทัพสองคนเพลี่ยงพล้ำให้แก่ฝ่ายศัตรูทำให้พวกเขาถูกโอบล้อมอยู่ในหุบเขาแห่งความตายถึงเจ็ดวันโดยปราศจากน้ำและเสบียงได้แต่คอยตีโต้กลับไปในแต่ละวันเพื่อรอคอยความตายอย่างสมศักดิ์ศรี ก่อนที่แสงสว่างแห่งความหวังจะดับลงกลับได้รับความช่วยเหลือจากเซียวหลง กุนซือร่างบางที่ไม่ควรมีแม้แต่แรงจะเชือดไก่วางกลยุทธ์ลวงข้าศึกให้ล่าถอยไปอีกทางแต่ตัวเขาเองกลับตีฝ่าบุกวงล้อมเข้ามาช่วยเหลือเหล่าแม่ทัพที่ติดอยู่ตรงกลางได้สำเร็จด้วยกองกำลังที่จูรุ่ยเหลือทิ้งไว้ให้เขาในค่ายทหารเพียงสามพันนายและส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่แทบทั้งสิ้นทิศทางการรบจึงเปลี่ยนจากกองทัพที่กำลังจะพ่ายแพ้ กลับเป็นฝ่ายรุกไล่เพียงข้ามคืนดึงพวกเขากลับมาจากเงื้อมมือของยมบาลได้สำเร็จ แต่เพราะศึกในครั้งนั้นจู่รุ่ยกลับได้รับบาดเจ็บสาหัสที่หน้าอกเกือบเอาชีวิตไม่รอดไม่ต่างจากรองแม่ทัพอีกสองคนที่เหลือแม้ไม่ถึงกับตายแต่ก็สาหัสจนไม่อาจนำทัพได้อีก เซียวหลงในเวลานั้นยังเป็นเพียงกุนซือในกองทัพจึงอาสาเข้าต่อสู้ข้าศึกแทนแม้ตอนแรกเด็กหนุ่มจะหวังเพียงแค่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารหรือรองเเม่ทัพเท่านั้นแต่ต้าซือหม่ากลับมองคนออกเขาสั่งให้เซียวหลงสวมชุดเกราะของตนเองและมอบป้ายบัญชาการกองทัพให้ ออกรบร่วมกับรองแม่ทัพที่เหลืออีกสองนายซึ่งเป็นสหายร่วมรบกับเขามาเนิ่นนาน แม้จะได้รับการต่อต้านในตอนแรกเนื่องจากชายหนุ่มยังอายุน้อยด้อยประสบการณ์ออกสนามรบ แต่ภายหลังกลับพิสูจน์ว่าเขากลายเป็นแม่ทัพไร้พ่ายในนามของต้าซือหม่าจูรุ่ยระยะเวลาเพียงสองปีเขาไล่ยึดคืนเขตปกครองพิเศษและเขตหัวเมืองต่างๆที่เคยถูกยึดไว้กลับคืนมาได้เกือบหมดจนกระทั่งชายแดนหลายแห่งเริ่มทำข้อตกลงสงบศึกระหว่างกัน ชาวบ้านที่เคยอพยพลี้ภัยสงครามจึงเริ่มทะยอยกลับมาตั้งถิ่นฐานกันใหม่อีกครั้งพร้อมๆกับสงครามที่ค่อยๆลดน้อยถดถอยลงไปตามจำนวนครั้งของความปราชัยของฝ่ายตรงข้าม
ต้าซือหม่ามองตรงไปยังบุรุษที่กำลังถอดชุดเกราะอยู่ที่มุมหนึ่งของกระโจมแม้จะผ่านช่วงเวลาแห่งการต่อสู้มาอย่างยาวนาน แต่หากมองเพียงผิวเผินเซียวหลงยังคงมีลักษณะเช่นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ดูราวกับดอกบัวสีขาวขัดกับภาพของเสื้อเกราะเปื้อนเลือดที่เขาสวมอยู่เป็นอย่างมากจูลุ่ยเดินกลับไปนั่งบนตั่งเตี้ยกว้างที่ปูทับด้วยหนังเสือโคร่งตัวใหญ่ ก่อนสั่งให้ทหารประจำตัวมาถอดชุดเกราะให้กับศิษย์รัก
หลังจากที่เซียวหลงเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นชุดที่เขาใส่อยู่เป็นประจำแล้วขณะกำลังเดินมารายงานเกี่ยวกับแนวหน้า กลับได้ยินเสียงของจูรุ่ยเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยมาหารือกัน ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาเจ้าอยู่พอดี”
เซียวหลงกลับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ อาจารย์หากมีเรื่องสำคัญ เหตุใดไม่พูดคุยกันตอนนี้ “
“ ใจร้อนไปทำไมถึงสำคัญก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เจ้ากลับไปพักผ่อนให้ดีเถอะ “ จู่รุ่ยเอ่ยตัดบทเขา และหันไปหยิบตำราข้างตัวขึ้นมาอ่านทันที
เซียวหลงยังคงยืนนิ่งอย่างไม่เข้าใจอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนยกมือขึ้นคารวะแบบทหารและหมุนกายจากไป
กระโจมของเซียวหลงอยู่ห่างจากกระโจมหลักไปไม่ไกลมู่เฉินทหารรับใช้คนสนิทของเซียวหลงเดินวนเวียนรออย่างกระวนกระวายอยู่หน้ากระโจมก่อนแล้วหลังจากที่เห็นเซียวหลงเดินกลับมา สายตาของเขาพลันเป็นประกายท่าทีเริ่มผ่อนคลายลงที่เป็นเช่นนี้เพราะระหว่างที่เซียวหลงออกรบนั้น เขากลับไม่เคยพาทหารคนสนิทไปด้วยแต่ทิ้งเขาไว้ให้ดูแลเรื่องทั่วๆไปในค่ายทหารป้องกันไม่ให้คนภายนอกสงสัยทำให้ตอนที่เซียวหลงกลับมามู่เฉินจึงรู้พร้อมๆกันคนอื่นๆภายในค่าย
ภายในที่พักที่ปรึกษาทางการทหารเต็มไปด้วยกลิ่นของยาสมุนไพรลอยอยู่จางๆ เพราะความเหนื่อยล้าเซียวหลงจึงพิงศีรษะไว้กับถังอาบน้ำขนาดใหญ่ดวงตาพริ้มหลับลงจนกระทั่งได้ยินเสียงมู่เฉินรายงานเรื่องราวต่างๆระหว่างที่เขาไม่อยู่จากหลังม่าน
“ นายท่านฉินหกแจ้งว่าโอวหยางไกว้หลางเดินทางยังแนวหน้าท่านคิดว่าเราควรจะให้การต้อนรับเขาสักเล็กน้อยหรือไม่ “
เซียวหลงที่ยังคงหลับตาอยู่ในอ่างน้ำอุ่นขนาดใหญ่ไม่ได้ตอบคำถามนี้แต่เขากลับถามไปถึงอีกคำถามหนึ่งแทน “ ทางฝั่งของคุณชายหนานเป็นอย่างไรบ้าง ? “
มู่เฉินตระหนักดีว่าคนที่พูดถึงย่อมไม่ใช่คุณชายหนานตามที่เอ่ยออกมา
“ นายท่าน ร่างกายของคุณหนูดีขึ้นมากตอนนี้อยู่ในระหว่างการพักฟื้นคาดว่าคงต้องใช้เวลาอีก เอ่อ.. อย่างน้อย ..หนึ่งถึงสองปี ก็..น่าจะกลับมาเป็นปรกติ “ เสียงด้านท้ายประโยคกลับค่อยๆเบาลงเรื่อยๆประหนึ่งไม่มีความมั่นใจ
เซียวหลงได้ยินคำตอบกลับยิ่งไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลง‘ หึ..น่าจะหายดีแต่ต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ‘มือสองข้างยังคงกำเป็นหมัดแน่นอยู่ใต้น้ำ
คนที่ลอบทำร้ายลูกศิษย์ของเขาเขาจะฆ่าทิ้งไม่ให้เหลือ ก่อนเอ่ยสั่งน้ำเสียงเด็ดขาด“บอกหนานข่ายหลี่ดูแลนางให้ดี แล้วส่งยาบัวหิมะไปให้นางเพิ่ม “
“ แต่นายท่านยานั่นมันสำคัญสำหรับท่านเช่นกันยาที่เรามีอยู่ตอนนี้เกรงว่าจะไม่เพียงพอสำหรับท่านทั้งสองคนข้าเห็นว่าแม่นางน้อยผู้นั้นก็ดีขึ้นมากแล้วไม่.... “
“ ทำตามที่ข้าสั่ง “ เซียวหลงเอ่ยตัดบทสนทนา เขารู้ว่ามู่เฉินจงรักภักดีกับเขามากชายหนุ่มรูปร่างกำยำผู้นี้จู่รุ่ยเป็นคนหามาให้เขาเองก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในทหารรับใช้คนสนิทของจูรุ่ยแต่หลังจากที่อาจารย์เห็นว่าเขาไม่มีคนสนิทที่ไว้ใจได้จึงเลือกคนคนนี้มาให้เขาใช้สอย นอกจากมู่เฉินจะจงรักภักดีอย่างที่อาจารย์เขาเคยบอกไว้วรยุทธของชายหนุ่มก็ไม่ด้อยเพราะได้รับการถ่ายทอดโดยตรงมาจากจู่รุ่ยตั้งแต่ยังเล็กเลยทีเดียว เซียวหลงเข้าใจความหวังดีที่มู่เฉินเอ่ยห้ามปรามไม่ให้จัดส่งยาไปอีกเขาจึงอธิบายให้คนด้านหลังฟังเพิ่มต่ออีกหน่อยว่า“ ร่างกายของข้าดีขึ้นมากแล้วต่อไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาพวกนี้อีก “
“ บอกฉินสี่ให้ไปจับตาความเคลื่อนไหวของซื่อจื่อข้าอยากเห็นว่า เขามาครั้งนี้จะหาทางกลับออกไปยังไง “ เซียวหลงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบก่อนค่อยๆลืมตาขึ้น
มู่เฉินกลับเอ่ยถามออกมา “ นายท่าน หากเขาตายอยู่ที่นี่ โอวหยางอ๋องจะไม่หาเหตุยกทัพเข้าเมืองหลวงหรือ “
เซียวหลงยกยิ้มอย่างเหี้ยมโหดสายตาแข็งกร้าวดุดัน “ นั่นเป็นสิ่งที่ข้าต้องการอยู่พอดีเจ้าเอาความไปบอกแก่ฉินสี่ ให้เขาลอบติดตามซื่อจื่อ และหากมีโอกาสก็ลงมือสังหารซะเสร็จแล้วให้ปล่อยข่าวออกไป ไม่จำเป็นต้องปิดบัง “
“ นายท่านข้าน้อยยังสงสัยทำไมต้องเป็นฉินสี่ “ มู่เฉินยังคงอดสงสัยไม่ได้แม้เขาเพิ่งติดตามเซียวหลงได้ไม่ถึงสี่ปีแต่เขารู้ว่านายของเขาไม่ได้ไว้ใจคนของรัชทายาทมากนักแทบจะเรียกได้ว่ากับฉินสี่ความไว้วางใจไม่มีแม้สักส่วน
เซียวหลงกลับมีสีหน้านิ่งเรียบเย็นชา เอ่ยอธิบายแก่คนสนิทว่า “ เพราะว่าข้าอยากให้หวางเจียเหอรู้หากไม่ใช่เขาเป็นคนส่งข่าว แล้วใครจะเหมาะสมกัน”
มู่เฉินถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจก่อนเอ่ยรับคำ “ อ่อ..ผู้น้อยทราบแล้วจะไปดำเนินการให้เดี๋ยวนี้ “ จากนั้นจึงก้าวถอยออกไป