ตอนที่ 15: โต้เถียง
หลินซีถือหนังสือปึกหนึ่งเอาไว้ในมือขณะเดินไปตามทางมุ่งสู่ศูนย์อนามัยพร้อมฉู่เฉิง จากนั้นเธอก็ถามเขาขึ้นมา “ตอนเย็นพวกเราไปกินข้าวบ้านหมอซ่งกันเถอะ! ฉันจะเอาหนังสือกลับไปแล้วไปบอกทุกคนก่อน จากนั้นค่อยไปทำอาหาร” ฉู่เฉิงมีท่าทางเซื่องซึม หลินซีจึงผลักศีรษะของเขาเบาๆจนฉู่เฉิงต้องจำใจพยักหน้ารับ ลูกหมอซ่งมองไปที่เนื้อในมือของฉู่เฉิงแล้วพลันรู้สึกเหมือนมีดอกไม้เบ่งบานขึ้นมาในใจ จากนั้นเขาก็รับมันไปอย่างไม่เกรงใจ “ว้าว! วันนี้เป็นวันดีอะไรเนี่ยถึงได้เอาอาหารมาเพิ่ม! เดี๋ยวฉันจะไปล้างมันก่อน แล้วอีกเดี๋ยวค่อยไปจัดการกับพวกผัก เราจะได้กินข้าวกัน” หมอซ่งไม่ได้หน้าหนาขนาดนั้น เขาจึงคิดอยากปฏิเสธออกไป แต่หลินซีกลับพูดออกมาก่อน “ฉันซื้อมาแค่นิดหน่อย ถ้าเอากลับไปที่พักยุวปัญญาชนก็คงได้กินแค่คนละชิ้น บอกตามตรงฉันเสียดายมัน ถ้ากินกับพวกคุณที่นี่ ก็ยังได้แบ่งกันคนละหลายชิ้น” หมอซ่งคิดถึงเหตุผลข้อนั้นจึงไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไปอีก แต่เขาก็บอกไม่ให้หลินซีนำของอย่างอื่นมาอีก หลินซีจึงพยักหน้าตอบรับแล้วเดินถือหนังสือกลับไปที่พักยุวปัญญาชน ยุวปัญญาชนที่อยู่ภายในที่พักยุวปัญญาชนกำลังนั่งล้อมวงเผามันหวานจนทำให้กลิ่นหอมหวลของมันลอยอบอวลไปทั่ว หลินซีเดินถือหนังสือกลับมาทำให้ทุกคนต่างหันไปมองเธออย่างพร้อมเพรียง หนำซ้ำยังมียุวปัญญาชนบางคนหยอกล้อเธอว่าหลินซีย้ายร้านหนังสือกลับมาด้วยแล้วล่ะมั้งอีกด้วย หลินซีพูดคุยหยอกล้อกับทุกคนอยู่สักพักก่อนพูดขึ้น “วันนี้ฉันมีธุระคงไม่ได้กินข้าวกับทุกคนนะ” หยวนเฮ่อมองหลินซีแวบหนึ่งแล้วพูดออกมา “ได้ เธอกลับเร็วหน่อยก็แล้วกัน ค่ำแล้วจะไม่ปลอดภัย” หลินซีตอบรับแล้วหมุนตัวเดินจากไป แต่ทันใดนั้นวังเสี่ยวเจินก็พูดขึ้น “หลินซีไปแล้วใครจะก่อไฟล่ะ?” หลินซีได้ยินดังนั้นก็ตะลึงงันแล้วหันไปมองวังเสี่ยวเจินทันที ส่วนวังเสี่ยวเจินเองก็จ้องหลินซีกลับมาด้วยสายตาเย็นเยียบจนหลินซีต้องเอ่ยปากถาม “เธอหมายความว่ายังไง? ตอนนี้เรื่องก่อไฟกลายเป็นหน้าที่ประจำของฉันไปแล้วเหรอ ต่อให้ฉันไม่ได้กินข้าวที่นี่ก็ต้องทำให้เสร็จถึงจะออกไปได้อย่างนั้นเหรอ?” หานเหมายฟางลุกขึ้นยืน “หลินซี ปกติแล้วเรื่องก่อไฟก็เป็นหน้าที่ของเธอมาตลอด วันนี้ตอนเที่ยงฉันก็ช่วยเธอก่อไฟแล้ว ถ้าตอนเย็นเธอยังไม่ทำอีกมันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ” เมื่อได้ยินดังนั้นหลินซีก็โมโหขึ้นมาทันทีแล้วพูดออกมาด้วยใบหน้าแข็งกระด้าง “พวกเราที่นี่ผลัดเปลี่ยนกันไปทำกับข้าว ทุกๆ คนต่างก็มีวันหยุดของตัวเอง แต่เพราะฉันบาดเจ็บที่มือเลยทำกับข้าวไม่ได้และไม่อยากรบกวนให้ทุกคนมาดูแลฉัน ฉันก็เลยยืนยันที่จะก่อไฟให้ทุกวันเพราะเกรงใจที่จะอยู่ร่วมกับทุกคน แต่ตอนนี้เรื่องนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่มันควรจะเป็นไปแล้วเหรอ ถ้างั้นต่อไปนี้ฉันก็คงออกไปไหนไม่ได้แล้วสินะ ไม่อย่างนั้นทุกคนที่นี่ก็คงไม่มีปัญญาทำกับข้าวกันแล้ว” วังเสี่ยวเจินเห็นว่าหานเหม่ยฟางช่วยเธอพูดก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น “ที่จริงเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของเธอชัดๆ เธอขี้เกียจแล้วยังไม่ยอมให้คนอื่นพูดอีกเหรอ” หานเหม่ยฟางมองไปทางวังเสี่ยวเจินแวบหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจกับไหวพริบของวังเสี่ยวเจินเป็นอย่างมาก จากนั้นเธอก็หมุนตัวกลับด้วยคิดจะพูดอะไรบางอย่างกับหลินซี แต่ฟางฉวนจื้อก็รั้งหานเหม่ยฟางเอาไว้เสียก่อน “ยุวฯหาน ตลอดหลายวันที่น้องหลินมาที่นี่ เธอไม่เคยรบกวนคนอื่นเลยสักครั้ง ทุกวันเธอจะจุดไฟอย่างยากลำบาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยหยุดเลยสักวัน ถ้าว่ากันด้วยเหตุผล การที่เธอจะหยุดสักวันก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล เธอเองก็พูดอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอว่าที่พักยุวปัญญาชนของพวกเราจะต้องอยู่ด้วยกันฉันท์มิตร? วันนี้ฉันจะเป็นคนจุดไฟเอง ให้น้องหลินไปพักผ่อน 1 วันเถอะ” หลิวเสียเองก็พูดขึ้นมาบ้าง “หลินซี มีเรื่องอะไรก็ไปทำเถอะ ที่นี่ยังมีพวกเราอยู่” เดิมทีหลินซีกำลังพยายามระงับความโกรธเอาไว้ แต่เมื่อฟางฉวนจื้อและหลิวเสียพูดขึ้นมา ความโกรธที่อยู่ในใจของเธอก็หายไปไม่น้อย เธอหันไปยิ้มให้พวกเขาทั้งสองคนก่อนจะหันไปบอกลากับคนอื่นๆแล้วเดินจากไป เมื่อเดินออกไปจากประตู หลินซีก็ก้มหน้าครุ่นคิดเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ตอนนี้ตัวเธอ หานเหม่ยฟางและวังเสี่ยวเจินมีปัญหากันแล้ว อยู่ด้วยกันแบบนี้ต่อไปจะต้องมีปัญหาต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีกแน่ ถ้าสามารถออกไปจากที่นี่ได้ก็คงจะดี หลินซีก้มหน้าครุ่นคิดโดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าตรงประตูทางเข้าลานที่พักยุวปัญญาชนมีเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา ในห้องครัวที่อยู่ด้านหลังศูนย์อนามัยลูกหมอซ่งกำลังยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมอาหาร หมอซ่งเองก็กำลังล้างผักอยู่ที่ลานหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงพลั่วไม้หล่นกระแทกลงพื้น มือของหมอซ่งที่กำลังล้างผักอยู่ก็หยุดชะงัก จากนั้นเขาก็ตะโกนออกไปเสียงดัง “ถ้าแกจุดไฟไม่ได้ก็วางเอาไว้ก่อน รอให้ยุวฯหลินมาทำก็ได้” ลูกหมอซ่งที่อยู่ด้านในพูดออกมาอีกประโยค “พ่ออย่าพูดมากน่า ยิ่งพ่อพูดผมก็ยิ่งไม่มีสมาธิ ถ้าเกิดผมผัดผักไหม้ขึ้นมาพ่ออย่ามาว่าก็แล้วกัน” หมอซ่งเงียบไป ผัดผักกับอ้าปากพูดเกี่ยวอะไรกันด้วย ตัวเองฝีมือไม่ได้เรื่องแท้ๆ ยังไปโทษคนอื่นอีก หลังจากเงียบไปสักพักหมอซ่งก็คิดไปถึงเนื้อหมูสามชั้นชิ้นนั้นด้วยความปวดใจจนต้องพูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “เอาเนื้อไว้ให้ยุวฯหลินมาทำเถอะ แกอย่าทำเสียของเลย” เขาย่อมรู้ฝีมือการทำกับข้าวของลูกชายตัวเองเป็นอย่างดี เจ้าเด็กนั่นฝีมือดีกว่าเขาแค่นิดเดียวเท่านั้น แค่ผัดผักให้สุกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ส่วนเรื่องรสชาตินั้นเขาคงไม่กล้าชม ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียง “ปัง” ดังขึ้นมาโดยไม่รู้ว่ามีอะไรตกพื้นกันแน่ หมอซ่งกำลังจะออกไปดูแต่หลินซีก็เดินเข้ามาเสียก่อน หมอซ่งรู้สึกเหมือนได้เห็นผู้ช่วยชีวิตจึงรุดเข้าไปหาหลินซี “เธอรีบมาดูหน่อยเถอะ เจ้าซ่งลูกชายฉันเขาจุดไฟไม่เป็น เขากำลังจะทำเสียของแล้ว” หลินซีได้ยินดังนั้นก็รีบพุ่งตรงเข้าไปในห้องครัวทันที บนเตาไฟที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ายุ่งวุ่นวายไปหมด ลูกหมอซ่งมีเหงื่อผุดพรายขึ้นมาเต็มหน้าผาก มือเท้าของเขาก็ดูยุ่งเหยิงจนทำให้หลินซีนึกอยากหัวเราะ เธอรีบก้าวเข้าไปหาลูกหมอซ่งแล้วเริ่มลงมือทำอาหาร เนื้อถูกตัดจนเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปต้มน้ำเพื่อดับความคาว จากนั้นเธอก็เทน้ำสกปรกออกแล้วล้างเนื้อหมูให้สะอาดก่อนจะหันไปที่หม้ออีกใบแล้วเติมน้ำมันลงไปพร้อมคนน้ำมันให้ทั่วกระทะ เมื่อเรียบร้อยแล้วเธอก็ใส่เครื่องปรุงรสต่างๆและน้ำตาลกรวดลงไปแล้วค่อยๆปรุงมันอย่างช้าๆ ส่วนหม้ออีกใบหนึ่งเธอก็ใส่ข้าวสารกับน้ำลงไปเพื่อทำการหุงข้าว การกระทำทั้งหมดของเธอเป็นไปอย่างลื่นไหลเหมือนสายน้ำ หนำซ้ำเธอยังมีเวลามากพอที่จะเก็บกวาดเตาทำอาหารจนสะอาดอีกด้วย ลูกหมอซ่งลูบจมูกของตัวเองแล้วพูดออกมาด้วยใบหน้าเหยเก “ให้เธอทำก็ได้ เรื่องนี้ฉันก็ไม่ค่อยถนัดเหมือนกัน” หลินซีซักผ้าสกปรกพลางพูดขึ้นมา “นี่เป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ฉันเองก็ไม่ได้ดีไปสักเท่าไรหรอกค่ะ” ลูกหมอซ่งได้ยินดังนั้นก็ถามขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม “ฉู่เฉิงไปหาเธอ เธอไม่เห็นเขาเหรอ” หลินซีขมวดคิ้ว “ไม่เห็นนี่คะ เขาไปนานแค่ไหนแล้ว? หรือเขาจะวิ่งไปทางอื่น?” ในตอนนั้นเองฉู่เฉิงก็กลับเข้ามาในบ้านแล้วยืนมองทั้งสองคนอยู่ที่หน้าประตูครัว หลินซีทักทายเขา “เธอไปไหนมาน่ะ? จริงๆแล้วฉันอยากจะให้เธอช่วยฉันก่อไฟหน่อย แต่ฉันให้หมอซ่งน้อยทำแล้วล่ะ” ฉู่เฉิงส่งเสียงตอบรับบอกว่าหาพี่สาวไม่เจอก็เลยกลับมา หลินซีไม่ได้คิดอะไรให้มากมาย กระทั่งกลิ่นหอมหวลของเนื้อลอยคลุ้งไปทั่วทั้งลานบ้าน ถังเจี้ยนกั๋วก็เดินเข้ามาและได้กลิ่นจนต้องตะโกนขึ้นมา “อั๊ยหยา! หมอซ่ง ช่วงนี้มีความสุขจริงๆเลยนะ” เมื่อเข้ามาในบ้านเขาก็ได้เห็นหลินซี ถังเจี้ยนกั๋วชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เอ่ยปากทักทายกับหลินซีอย่างสบายๆ ส่วนหมอซ่งก็ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “จมูกดีเหมือนหมาจริงๆเลยนะ ฉันเพิ่งจะได้ของดีมานายก็มาพอดี วันนี้ยุวฯหลินซื้อเนื้อมากินกับพวกเรา มาสิ จะจัดให้นายอีกจานก็ได้” หลินซีรีบหันไปทักทายผู้แทนฯถัง “คุณลุงคะ มาได้จังหวะพอดีเลยค่ะ มานั่งกินข้าวด้วยกันสิคะ” ถังเจี้ยนกั๋วรู้สึกกระดากอายอยู่เล็กน้อย เขากับหมอซ่งสนิทสนมคุ้นเคยกันดีและมักกินข้าวด้วยกันเป็นธรรมดา แต่นี่เป็นของของหลินซีจึงทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร แต่เพราะทนคำคะยั้นคะยอของทุกคนไม่ไหวเขาจึงได้อยู่กินข้าวร่วมกับทุกคน หลินซีทำอาหารออกมาสองจาน ลูกหมอซ่งทำซุปไข่ไก่ออกมาอีกชาม ดังนั้นวันนี้จึงมีอาหารอยู่เต็มโต๊ะไปหมด พวกเขาต่างก็นั่งลงกินข้าวร่วมกัน หลินซีคีบเนื้อให้ฉู่เฉิง 1 ชิ้นแล้วหันไปพูดกับทุกคน “ลองชิมฝีมือฉันดูนะคะว่าถูกปากทุกคนหรือเปล่า” ลูกหมอซ่งลองชิมเข้าไปคำหนึ่ง เนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงเป็นสีแดงทับทิมมันวาว ตัวเนื้อมีความหอมหวาน และเมื่อกินเข้าไปก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มของมัน ลูกหมอซ่งหลับตาพริ้มเพลิดเพลินกับรสชาติเข้มข้นที่อบอวลอยู่ภายในปาก ฉู่เฉิงเองก็ก้มหน้าเคี้ยวเพื่อลิ้มรสชาติมันอย่างพิถีพิถันเช่นกัน หลังจากถังเจี้ยนกั๋วได้กินเข้าไป 1 ชิ้น เขาก็กล่าวชมขึ้นมาทันที “ยุวฯหลิน ฝีมือการทำอาหารของเธอดีกว่าพ่อครัวในเมืองซะอีก ฉันไม่เคยกินเนื้อตุ๋นน้ำแดงที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย สงสัยคงต้องกินอีกชิ้นแล้วล่ะ” หมอซ่งทั้งสองคนพยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนบอกว่าดีหลินซีก็ดีใจ จากนั้นเธอก็หันมาพูดกับฉู่เฉิง “ชอบกินหรือเปล่า?” ริมฝีปากเปื้อนน้ำมันมันแผล็บของฉู่เฉิงยกยิ้มให้หลินซี เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดปากให้ฉู่เฉิง ฉากนี้ตกอยู่ในสายตาของถังเจี้ยนกั๋ว ดวงตาของเขากวาดมองหลินซีและฉู่เฉิงอย่างละเอียดก่อนจะพูดออกมาในที่สุด “ฉู่เฉิง วันนี้ที่ฉันมาก็เพราะมีธุระกับเธอ เธอเองก็โตแล้ว เรื่องบางเรื่องก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว ช่วงนี้ฉันคอยหาคนมารับเลี้ยงเธออยู่ตลอด แต่เรื่องของเธอไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่ายๆ มีคนมาหาฉันไม่น้อย แต่ครอบครัวที่เหมาะสมก็มีอยู่ไม่มาก ฉันก็เลยอยากจะถามเธอว่าเธออยากได้ครอบครัวแบบไหน?” ฉู่เฉิงกำตะเกียบในมือแน่น เขามองไปยังถังเจี้ยนกั๋วด้วยสีหน้ากังวล ขณะเดียวกันนั้นทุกคนก็วางตะเกียบลงแล้วหันไปมองฉู่เฉิง ตอนนี้ในใจของฉู่เฉิงกำลังสับสน ในหัวของเขาว่างเปล่าไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี สุดท้ายฉู่เฉิงก็หันไปมองหลินซี ดวงตาฉ่ำน้ำของเขาทอประกายอ้อนวอน หลินซีเห็นดวงตาของเด็กน้อยก็รู้สึกปวดใจจนทำอะไรไม่ถูก ดวงตาคู่นั้นเหมือนลูกสุนัขที่กำลังจะถูกทอดทิ้งและกำลังมองมาด้วยสายตาขอร้องอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อขอร้องให้เจ้านายไม่ทอดทิ้งมันไป หลินซีทนมองสายตาแบบนั้นไม่ได้จึงหลุบตาลงหลบสายตาของฉู่เฉิง ฉู่เฉิงรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังของเขาค่อยๆเลือนหายไปก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงแล้วพูดออกมาเบาๆ “ยังไงก็ได้ครับ แค่มีคนต้องการผมก็พอแล้ว” คนที่อยู่บนโต๊ะได้ยินดังนั้นก็เงียบไป อาหารทุกจานเองก็ดูเหมือนจะจืดชืดลงไปทันที หลินซีรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของฉู่เฉิง เธอบิดนิ้วของตัวเองไปมาซ้ำๆแล้วพูดออกมาในที่สุด “จริงๆแล้วฉันยินดีรับเลี้ยงฉู่เฉิงนะคะ แต่สถานการณ์ของฉันในตอนนี้ไม่ค่อยเหมาะจะเลี้ยงเด็กเท่าไร” ถังเจี้ยนกั๋วรู้สึกยินดีขึ้นมา นี่เป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจพูดเรื่องนี้ขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร เขาสัมผัสได้ว่าหลินซีเป็นคนจิตใจดีและยังสามารถสั่งสอนเด็กคนหนึ่งได้ ถึงแม้ว่าเธอจะยังอายุน้อย แต่เธอก็เป็นหญิงสาวที่มีความหนักแน่น ถ้าเธอเป็นคนดูแลฉู่เฉิงเขาคงวางใจได้ ฉู่เฉิงเงยหน้าขึ้นพร้อมดวงตาทอประกายระยิบระยับ ถังเจี้ยนกั๋วเข้าใจความรู้สึกของเด็กน้อยจึงพูดขึ้นมา “ยุวฯหลิน เธอคิดว่ามีปัญหาอะไรก็พูดออกมาตามตรงเถอะ พวกเราจะได้คิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วยกัน” หลินซีเปิดปากบอกเรื่องความกังวลของตัวเองออกมา ปัญหาใหญ่ที่สุดของเธอก็คือเธอไม่มีบ้าน เธอไม่สามารถพาฉู่เฉิงไปอยู่ที่พักยุวประชาชนได้ เดิมทีเธอก็มีปัญหาความขัดแย้งกับคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าเธอพาฉู่เฉิงเข้าไปอีกจะต้องทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน ถังเจี้ยนกั๋วครุ่นคิดก่อนพูดออกไป “ถ้าให้เธอจ่ายเงินเช่าบ้านในหมู่บ้านเธอจะว่ายังไง?” หลินซีไม่ได้คิดถึงจุดนี้ เธอรีบพยักหน้าพร้อมหัวใจที่เต้นแรงขึ้นมา ถ้าสามารถออกมาจากที่พักยุวปัญญาชนได้ เธอก็ไม่ขออะไรอีกแล้ว ถังเจี้ยนกั๋วเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว จากนั้นเขาก็บอกหลินซีอีกว่าตระกูลฉู่ต้องการเงิน 10 หยวนเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูฉู่เฉิงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หลินซีตกปากรับคำเรื่องต่อจากนั้นจึงราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหลินซีเองก็บอกความต้องการอย่างหนึ่งของเธอออกมาเช่นกัน นั่นก็คือตระกูลฉู่จะต้องเขียนหนังสือรับรองตัดขาดความสัมพันธ์ขึ้นมา 1 ฉบับโดยให้ผู้แทนฯถังช่วยเป็นพยาน ถังเจี้ยนกั๋วจ้องมองหลินซีแล้วคิดอยู่ในใจ เด็กผู้หญิงคนนี้ดูอายุยังน้อย แต่กลับทำอะไรเหมือนผู้ใหญ่ แถมยังรู้ด้วยว่าการเขียนหนังสือรับรองจะต้องมีพยาน แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล เมื่อถังเจี้ยนกั๋วพูดคุยเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจร่วงหล่นหายไป ด้านฉู่เฉิงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ความปรารถนาของเขาเป็นจริงแล้ว ในที่สุดพระเจ้าก็เห็นใจเขาสักครั้ง