ตอนที่5 เสียงหัวเราะแห่งความสุข
แววตาที่จางรุ่ยจ้องมองใบหน้า รูปร่างของหลานสาวเต็มไปด้วยความเอ็นดู..ใบหน้าเรียวเล็ก คิ้วโก้งโค้งดกดำได้รูป ขนตางอนยาวดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบนหยักได้รูปริมฝีปากล่างหนาและอวบอิ่มรับกับริมฝีปากบนพอดี สีผิวขาวมากแต่ก็แอบมีสีเหลืองนิดๆ มองผิวเผินหากไม่สังเกตจะไม่มีใครรู้ว่านางนั้นเป็ลูกครึ่งจีนและสยามผสมกันอยู่
ขณะที่ทุกคนกำลังเดินเข้าบ้านนั้นจางรุ่ยจึงเขยิบเข้าหาพี่ใหญ่ของเขาทีละนิดพร้อมกับกระแซะที่ไหล่ของพี่ใหญ่หนึ่งครั้ง ดวงหน้าแย้มยิ้มพร้อมกล่าวอย่างไม่ปิดบังความคิด “พี่ใหญ่..พี่สะใภ้ใหญ่ช่างเป็สตรีที่สวยจริงๆ”
จางลื้อเซวียนแย้มยิ้มอย่างได้ใจแล้วหันไปมองที่มะลิภรรยาแสนสวยของเขาพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายทว่าแฝงด้วยความรู้สึกได้ใจ “เป็อย่างที่น้องรองกล่าวพี่สะใภ้ใหญ่ของเ้านั้นนางทั้งสวยและแสนดีที่สุด นับเป็วาสนาของข้า”
มะลิได้ยินดังนั้นจึงแย้มรอยยิ้มบางเขินอายพร้อมกล่าว “ท่านพี่..ท่านกล่าวเกินจริงไปแล้ว ความจริงหาได้เป็เช่นนั้น” นางกล่าวอย่างถ่อมตน
ทั้งสามคนเดินไปจนถึงประตูหน้าบ้าน มะลิจึงหันหลังกลับไปมองจึงได้เห็นว่าจางอวี่ฉางนั้นยังคงยืนแหงนคอมองไปบนท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิดขึ้นเรื่อยๆ ทว่าท้องฟ้าที่กำลังมืดลงเรื่อยๆ นั้นกลับค่อยๆ ปรากฏดวงดาวระยิบระยับทีละดวง..ทีละดวง พระจันทร์ก็เริ่มส่องสว่างไปพร้อมกับดวงดาว ท่าทางของนางนั้นดูเหม่อลอยแต่กลับมีรอยยิ้มสดใสเต็มดวงหน้า
บ้านหลังใหม่ของข้า!..จางอวี่ฉางไม่ได้หมายถึงบ้านหลังนี้แต่นางหมายถึงบ้านเมืองที่นี่ต่างหาก!
จางลื้อเซวียนจึงหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยเรียกบุตรสาวให้เข้าบ้านไปพร้อมกับตน “อวี่ฉาง..เข้าบ้านได้แล้วลูก”
ถึงแม้ว่าจางอวี่ฉางจะกำลังแหงนหน้ามองบนท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงอย่างเหม่อลอยนางกลับได้ยินเสียงเรียกของบิดาอย่างแจ่มชัด หลังจากที่นางขานรับคำของบิดานางจึงสาวเท้าเดินเข้าประตูบ้านตามหลังบิดา มารดาและอารองอย่างว่าง่าย
ขณะที่พวกเขากำลังเดินเข้าด้านในและหยุดอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ก่อนจะถึงห้องโถงจะต้องผ่านห้องครัวก่อนเป็ที่แรก ภรรยาของจางรุ่ยกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว เป็จังหวะที่นางกำลังหันหน้าออกไปทางด้านหน้าห้องครัวนั้นนางก็ได้เห็นคนสี่คนกำลังเดินเข้ามาที่ลานหน้าบ้าน
นางจึงวางมือจากการทำอาหารแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะหินอ่อนตรงลานหน้าบ้าน ภายในใจกำลังนึกสงสัย..ท่านพี่พาใครมาที่บ้านด้วยนะ?
เมื่อนางเดินมาถึงที่โต๊ะหินอ่อนนางจึงหยุดฝีเท้าลงยืนอยู่ด้านข้างกับจางรุ่ยสามีของนาง นางมองดูคนสามคนที่เดินเข้ามาพร้อมกับสามีเริ่มจากมองที่จางลื้อเซวียน มะลิและจางอวี่ฉางไล่ไปทีละ แววตาของนางนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้เสียเต็มประดา
จางลื้อเซวียนและจางรุ่ยวางข้าวของเอาไว้ที่โต๊ะหินอ่อนที่ลานบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว จางรุ่ยจึงหันไปแย้มรอยยิ้มให้กับภรรยาของเขาด้วยรอยยิ้มที่ตื่นเต้นและดีใจพร้อมกล่าว “อาจู..ผู้นี้คือพี่ใหญ่ของข้าเ้ายังจำได้หรือไม่?”
จางลื้อเซวียนเห็นแววตาที่นางมองมาที่ตนยังคงสงสัยนางคงยังนึกไม่ออก แน่นอนว่านางย่อมนึกไม่ออกเพราะเมื่อก่อนนางยังเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยปักปิ่นอีกทั้งนางไม่ค่อยได้ออกจากบ้านย่อมต้องจำไม่ได้ หากนางบอกว่าจำได้นั่นสิถึงจะไม่ถูก จางลื้อเซวียนจึงเพียงแย้มยิ้มอย่างเป็มิตรให้กับนางเท่านั้น
จ างรุ่ยเห็นทั้งสองคนเอาแต่นิ่งจึงถือโอกาสแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกันเสียเลยในทีเดียว..” พี่ใหญ่..นางก็คือภรรยาของข้าเองลี่จู..อาจูนี่พี่ใหญ่ของข้าลื้อเซวียน แล้วนี่ก็แม่นางสองคนนี้ ผู้นี้คือพี่สะใภ้ใหญ่ของเราพี่สะใภ้ใหญ่มีนามว่ามะลิ แล้วก็อวี่ฉางหลานสาวของเรา”
ภรรยาของจางรุ่ยมีนามว่า จางลี่จูนางอายุน้อยกว่ามะลิ ดังนั้นนางจึงโค้งศีรษะลงเคารพต่อมะลิก่อนอย่างนอบน้อม เมื่อลี่จูนางเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าจางอวี่ฉางกำลังยกมือขึ้นประกบเข้าหากันแล้วไหว้นางด้วยท่าทางอ่อนช้อยงดงาม ลี่จูเห็นจางอวี่ฉางเป็เด็กดีรู้ความจึงแย้มยิ้มแววตาอ่อนโยน ทว่านางกลับนึกสงสัยกับสิ่งที่จางอวี่ฉางกระทำเมื่อครู่จึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เมื่อครู่นี้ท่าทางเช่นนั้น..” จางลี่จูกล่าวด้วยน้ำเสียงลากยาว
หลังจากกล่าวจบจางลี่จูก็หันหน้าไปมองที่จางลื้อเซวียน..
จางอวี่ฉางแย้มรอยยิ้มกว้างก่อนตอบคำถามนั้น และกล่าวด้วยน้ำเสียงใสกังวาน “ที่ข้าทำเมื่อครู่หรือเ้าคะ?”
นางพูดภาษาของเราได้หรอกหรือนี่..เดิมทีข้าคิดว่าจะเป็บิดาของนางตอบเสียอีก จางลี่จูพยักหน้าถี่สองสามครั้งพร้อมกับตอบเพียงสั้นๆ “อือ..”จางลี่จูยังคงตกตะลึงที่จางอวี่ฉางหลานสาวพูดภาษาจีนได้และออกเสียงได้อย่างถูกต้อง..
ตอนนี้จางอวี่ฉางถึงกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเกือบทั้งปากรอยยิ้มสดใสพร้อมกับตอบไปว่า “เมื่อครู่นี้เป็การยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพต่อผู้ใหญ่ที่เราเคารพเ้าค่ะ”
จางลี่จูกำลังจะยกมือขึ้นจับแขนของจางอวี่ฉางแต่นางนึกขึ้นได้ว่ามือนางนั้นเพิ่งจับสิ่งของในครัวมายังไม่ทันได้ล้างจึงรีบชักมือของตนกลับทันทีพร้อมกับกล่าวกับทุกคน “เอ่อ..เช่นนั้นท่านพี่ก็พาพี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่แล้วก็อวี่ฉางเข้าไปรอที่ห้องโถงก่อนเถิดอีกเดี๋ยวข้าทำอาหารเสร็จแล้วข้าจะตามไป”
จางรุ่ยแย้มรอยยิ้มให้กับภรรยาพร้อมตอบเพียงสั้นๆ “ได้!”
หลังจากนั้นจางรุ่ยจึงชักชวนให้ทุกคนเดินตามเขาเข้าไปที่ห้องโถง ทว่ามะลิกลับมองตามแผ่นหลังของจางลี่จูที่กำลังเดินตรงไปยังห้องครัว
มะลิจึงเอ่ยกับทุกคนว่า “พวกท่านไปกันก่อนเถิด..ข้าขอไปช่วยน้องสะใภ้ในครัวก่อนได้หรือไม่?”
จางรุ่ยได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่กล่าวเช่นนั้นก็มีท่าทีเป็กังวลและกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง “จะได้อย่างไรกันพี่สะใภ้ใหญ่ท่านเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ ควรเข้าไปนั่งอยู่ด้านในดื่มน้ำให้หายเหนื่อยถึงจะถูก เดี๋ยวข้าพาพวกท่านไปที่ห้องโถงก่อนข้าจะไปช่วยนางเอง ไปกันเถิด..”
จางลื้อเซวียนเข้าใจความตั้งใจของภรรยาเป็อย่างดี นางเพียง้าทำความรู้จักคุ้นเคยกับน้องสะใภ้เพราะต่อไปนางจะต้องฝากฝังบุตรสาวไว้กับน้องสะใภ้ผู้นี้ให้ช่วยดูแลต่อไปในวันข้างหน้า
จางลื้อเซวียนแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนให้กับภรรยาพร้อมกับยื่นมือไปทางภรรยา มะลิเห็นมือของสามียื่นมาตรงหน้าต่อให้เขาไม่กล่าวอะไรนางก็รู้ดี ดังนั้นนางจึงยื่นมือไปจับมือของสามีแล้วเดินตามกันเข้าไปในบ้าน
จางอวี่ฉางเห็นบิดาและมารดาของตนรักใคร่กันเช่นนี้นางก็อดยิ้มอิ่มเอมใจไม่ได้..เฮ้อ! หากข้ามีสามีรักใคร่ข้าเอ็นดูข้าทะนุถนอมข้าอย่างเช่นท่านพ่อที่รักท่านแม่เช่นนี้ก็คงจะดีไม่น้อย
ขณะที่ทุกคนกำลังเดินไปที่ห้องโถงจางอวี่ฉางก็เหลือบไปเห็นบุรุษคนหนึ่งและสตรีคนหนึ่งกำลังทำอะไรกันอยู่ที่มุมหนึ่งของบริเวณบ้านนางจึงตัดสินใจเดินไปดูโดยไม่ได้ขออนุญาตบิดาและมารดา
ทันทีที่จางอวี่ฉางเดินไปถึงก็เห็นว่าพวกเขากำลังช่วยกันเก็บกระจาดที่ตากอะไรบางอย่าง ด้วยความสงสัยจางอวี่ฉางจึงกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้สองคนนั้นสะดุ้งใ
จางอวี่ฉางเห็นว่าทั้งสองคนมีท่าทีสะดุ้งใจึงฉีกยิ้มกว้างแววตาสดใสออกมาทันที “ฮะฮ่ะ..”
สตรีที่ดูอายุน้อยกว่าจางอวี่ฉางประมาณสามถึงสี่ปีเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่าน..ท่านเป็ใคร?”
จางอวี่ฉางจึงหุบยิ้มแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเป็มิตร “ข้ามีนามว่าจางอวี่ฉางที่เพิ่งมาจากประเทศสยามตามท่านพ่อท่านแม่ของข้ามา..แล้วเ้าล่ะมีนามว่าอย่างไร?” จางอวี่ฉางถามกลับไปที่สตรีตัวน้อย
ยังไม่ทันที่สตรีตัวน้อยจะตอบคำถามบุรุษที่ดูอายุมากกว่าจางอวี่ฉางอยู่ประมาณสองถึงสามปีก็รีบเอ่ยขึ้นมาก่อน “เช่นนั้นบิดาของเ้ามีนามว่าอะไร? มารดาของเ้ามีนามว่าอะไร?”
น้ำเสียงของเขานั้นดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อยแต่ทว่าจางอวี่ฉางกลับรู้สึกชื่นชอบน้ำเสียงของบุรุษตรงหน้าอย่างให้ความเคารพ
คาดว่าคนผู้นี้คงจะกลัวว่าข้าจะมาหลอกพวกเขาสองคน ฮึ..ก็ได้ข้าเป็ผู้มาใหม่อีกทั้งดูแล้วเ้าน่าจะมีศักดิ์เป็พี่ชายของข้า เ้าเป็บุตรชายของท่านอารุ่ยสินะ แล้วนี่ก็น่าจะเป็บุตรสาวของท่านอารุ่ยเช่นกัน
จางอวี่ฉางแย้มรอยยิ้มสดใสทันทีพร้อมกล่าว “บิดาของข้ามีนามว่าลื้อเซวียน มารดาของข้ามีนามว่ามะลิ เ้าสองคนรู้จักหรือไม่? เคยได้ยินหรือไม่?” กล่าวจบจางอวี่ฉางก็ยักคิ้วขึ้นทีหนึ่งพร้อมกับแย้มยิ้มที่มุมปาก
ทันทีที่บุรุษผู้นั้นได้ยินชื่อของท่านลุงใหญ่สีหน้าของก็เผยให้เห็นรอยยิ้มแห่งความยินดีออกมา แววตาเป็ประกายเขารีบกล่าวต่อทันที “อ่อ..เช่นนั้นข้ามีนามว่าลู่ิ ข้ามีศักดิ์เป็ญาติผู้พี่ของเ้า ส่วนนี่ก็น้องสาวของข้ามีนามว่า ลู่อิงนางมีศักดิ์เป็ญาติผู้น้องของเ้า”
ทั้งสองฝ่ายต่างทำความรู้จักกันและกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็มิตร หลังจากทำความรู้จักกันเป็ที่เรียบร้อยจางอวี่ฉางจึงเอ่ยถามถึงสิ่งที่พวกเขาสองพี่น้องกำลังทำ “พี่ลู่ิกับน้องลู่อิงกำลังทำอะไรกันอยู่อย่างนั้นหรือ?”
จางลู่อิงเด็กน้อยจึงกล่าวตอบจางอวี่ฉางด้วยน้ำเสียงสดใส “พวกเรากำลังช่วยกันเก็บผักที่ตากแดดเอาไว้เข้าไปไว้ในบ้านเ้าค่ะพี่อวี่ฉาง..”
จางอวี่ฉางได้ยินจางลู่อิงเอ่ยตนว่าพี่หญิงนางรู้สึกตื้นตันใจ นางมองไปที่ดวงหน้าจิ้มลิ้มของเด็กน้อยที่อีกไม่กี่ปีก็จะโตเป็หญิงสาวด้วยแววตาอ่อนโยนพร้อมกล่าวกับนางว่า..” อื่อ..เช่นนั้นให้ข้าช่วยด้วยอีกคนจะได้เสร็จเร็วขึ้นอีกหน่อย”
เช่นเคยยังไม่ทันที่จางลู่อิงจะตอบคำถามของจางอวี่ฉาง จางลู่ิก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน “น้องอวี่ฉางเ้าเพิ่งเดินทางมาถึง..ผักตากไว้ไม่กี่กระจาดแค่นี้เองข้ากับลู่อิงเก็บครู่เดียวก็เสร็จแล้วเ้าน่ะนั่งพักเถิด”
จางอวี่ฉางเม้มริมฝีปากเรียวบางเข้าหากันแล้วจึงส่งเสียงออกมาจากลำคอ “อื่อ..” และนั่งลงที่ม้านั่งตัวยาวที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นรอพวกเขาสองพี่น้องทำงานเสร็จแล้วค่อยเดินไปที่ห้องโถงพร้อมกัน
จางอวี่ฉางรู้สึกสนิทและคุ้นเคยกับสองพี่น้องอย่างรวดเร็วนั่นเพราะในตอนที่อยู่ประเทศสยามบิดาของนางมักจะบอกเล่าถึงลักษณะและอุปนิสัยของสองพี่น้องนี้ให้นางฟังอยู่บ่อยครั้ง..โชคดีที่บิดานางเอาใจใส่ต่อรายละเอียดพวกนี้ด้วยไม่เช่นนั้นนางคงไม่กล้าเข้าไปทักทายพวกเขาสองพี่น้องก่อนเป็แน่
หลังจากที่สองพี่น้องลู่ิและลู่อิงทำงานเสร็จแล้วจึงพากันเดินไปที่ห้องโถง เมื่อพวกเขาสามคนพี่น้องเดินเข้าไปใกล้กับห้องโถงมากขึ้นเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยกันของพวกเขาดังแว่วมาถึงด้านในห้องโถงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนที่นั่งอยู่ต่างก็ต้องหยุดการสนทนานั้นและพร้อมใจกันหันไปมองด้านหน้าประตูที่ขณะยังคงว่างเปล่าไม่มีผู้ใดเดินมา
เสียงหัวเราะดังมาถึงก่อนที่ตัวจะมาถึง..
ครู่เดียวสามคนพี่น้องก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องโถงก่อนเดินเข้าไปพวกเขาสามคนพี่น้องต่างก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวขาข้ามธรณีประตูเข้าไปนั้น พวกเขาก็เห็นว่าผู้ใหญ่ทั้งห้าคนกำลังเพ่งมองมาพวกเขาเป็ตาเดีย
จางอวี่ฉาง จางลู่ิและจางลู่อิงที่กำลังอ้าปากหัวเราะเสียงดังมาอยู่นั้นถึงกับมีอาการปากค้างและค่อยๆ หุบลงทีละนิด
ทั้งสามคนหันมองหน้ากันไปมา..คงต้องสงบปากสงบคำแล้วสินะ ท่าทีต้องเรียบร้อยท่านพ่อเคยบอกเอาไว้ว่าสตรีที่นี่จะต้องพูดน้อย เวลายิ้มห้ามยิ้มให้เห็นฟันต้องรู้มารยาทช่างขัดกับนิสัยข้ายิ่งนัก