15 1-2
ตอนที่ 28 แจ้งตำรวจ (1)
“แม่คะ แม่ว่าติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูมันโง่รึเปล่า? รู้ทั้งรู้ว่าพวกเราต้องขโมยของ แต่พวกมันก็ยังเลือกซื้อแต่ของแพงๆกลับมาอีก”
หลินเสวี่ยยัดเชอร์รี่ลูกมันวาวเข้าไปจนเต็มปาก เธอสวาปามอย่างเป็นบ้าเป็นหลังราวกับว่าไม่ได้กินของดีๆพวกนี้มาสองสามชาติแล้ว ขณะที่กินก็พูดพล่ามไปด้วยไม่หยุด ทั้งน้ำลายและเศษเชอร์รี่กระเด็นออกมาจากปาก ดูสกปรกโสโครกอย่างมาก
สภาพของอู๋ซิ่วเหลียนเวลานี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย ทั้งเธอและลูกสาวในตอนนี้ ภาพลักษณ์ต่างดูแทบดูไม่ได้เลย
อู๋ซิ่วเหลียนอ้าปากพ่นคำพูดเย้ยหยันออกมาไม่หยุด ทั้งที่ยังคงเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก
“เหอะ เหอะ ต่อให้นังติงเสวี่ยเหม่ยไม่ไปตลาดหาซื้อของมาเพิ่มทุกวัน ฉันก็จะหาทางอื่นกลั่นแกล้งพวกมันต่อไป ฉันจะทำให้พวกมันได้กินแค่ไชเท้ากับผักดองเท่านั้น! นังตัวดีกับนังเด็กนรกนั่นคิดจะเสพสุขจากเงินของฉันงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!!”
“แม่คะ ทั้งหมดต้องขอบคุณแผนการที่ชาญฉลาดของแม่ล้วนๆ ตอนนี้ย่าอู๋ก็ดูมีความสุขมาก ส่วนคุณลุงก็ไม่มีท่าทีว่าจะตามตัวติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูกลับมาเลย หนูคิดว่าวันที่เราสองแม่ลูกกับคุณลุงจะปรองดองกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน น่าจะใกล้มาถึงแล้วนะคะ! ส่วนนังสารเลวสองแม่ลูกนั่น ปล่อยให้พวกมันตายๆไปซะที!”
หลินเสวี่ยรู้เรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างแม่ของเธอกับหลินชิงอี้มานานแล้ว และเธอเองก็รู้สึกยินดีเช่นกันที่ทุกอย่างกลายมาเป็นเช่นนี้ หากในภายภาคหน้า คุณลุงแต่งงานใหม่กับแม่ของเธอจริงๆ ต่อไปเธอจะได้เรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ได้อย่างเต็มปากเสียที
นึกถึงวันนั้นที่เฝ้าฝันไว้ หลินเสวี่ยก็รู้สึกมีความสุขเหลือเกิน
อู๋ซิ่วเหลียนส่ายหน้าตอบกลับแทบจะในทันที
“ยังหรอก เราต้องทำให้สองคนนั่นหย่ากันซะก่อน”
หลินเสวี่ยถามต่อด้วยความสงสัย
“แต่คุณลุงเคยบอกไว้ว่า ไม่สามารถหย่ากับติงเสวี่ยเหม่ยได้ เพราะอาจกระทบกระเทือนไปถึงชื่อเสียงในที่ทำงานไม่ใช่เหรอคะแม่?”
อู๋ซิ่วเหลียนหัวเราะเยาะเสียงดังคิกคัก
“ก็แค่ทำให้ทุกอย่างมีต้นสายปลายเหตุเท่านั้นก็จบ ถ้าติงเสวี่ยเหม่ยเกิดทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ลุงของแกก็จะมีเหตุผลมากพอสำหรับการหย่าร้าง”
“แต่คนอย่างนั้นจะทำอะไรผิดได้ล่ะคะแม่?”
“เด็กโง่ แม่ก็แค่จัดฉากร้ายๆโยนความผิดให้มันไปก็จบแล้ว! ครั้งล่าสุดที่ตรอกนั่น นับว่าโชคของมันยังดี แต่คราวหน้าอย่าหวังว่าจะโชคดีแบบนั้นอีกเลย!”
หลินเสวี่ยฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข พร้อมกับโยนเชอร์รี่อีกลูกเข้าปาก
“นี่แม่ยังฉลาดไม่เปลี่ยนจริงๆ แต่ว่าตอนนี้ผลไม้ของเราใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว ถึงเวลาต้องออกไปขโมยกันอีกรอบแล้วค่ะแม่ โอ้ไม่สิ…จะเรียกว่าขโมยก็ไม่ถูกใช่มั้ยคะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ของพวกนั้นล้วนซื้อมาด้วยเงินของเรา จะออกไปหยิบมาคืนก็ไม่เห็นจะแปลกใช่มั้ย? คุณย่าของแกก็เริ่มบ่นหิวอีกแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงเวลาออกไปจับจ่ายรอบใหม่แล้ว!”
“แม่พูดอีกก็ถูกอีก ทั้งหมดเป็นเพราะนังผู้หญิงหน้าด้านติงเสวี่ยเหม่ย! นังบ้านั่น!”
หลินเสวี่ยปั้นสีหน้าเหี้ยมเกรียมออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ก่อนจะเริ่มอ้าปากสวาปามผลไม้ตรงหน้าต่อไปอย่างมีความสุข
หลังมื้ออาหารค่ำ อู๋ซิ่วเหลียนก็ไปเรียกย่าอู๋และหลินเสวี่ยเพื่อออกปฏิบัติการอีกครั้ง พวกเธอแอบย่องเบาไปที่บ้านโทรมติดริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูอาศัยอยู่
เมื่อมาถึงเขตบูรณะถนน พวกเธอก็เดินอกผายไหล่ผึ่งเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว เพราะบริเวณนี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งหมดหยุดยืนอยู่หน้าบ้าน ย่าอู๋ควักกุญแจสำรองออกมาแล้วเปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ละคนช่วยกันขนข้าวขนของออกมาอย่างชำนิชำนาญ
สิ่งที่คนทั้งสามขโมยไปก็คือของกินทั้งหมด พวกเธอแบกถุงใบโตสะพายขึ้นบ่าและกำลังจะเดินจากไป
แต่ทันใดนั้น พลันมีลำแสงส่องสว่างสาดใส่ที่ดวงตาของคนทั้งสามโดยตรง!
“หยุด!” เสียงเคร่งขรึมของเจ้าหน้าตำรวจร้องตะโกนดังลั่น “นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ! วางสิ่งของที่ขโมยลงซะ! แล้วยกมือขึ้นนอนราบไปกับพื้นเดี๋ยวนี้!!”
ทันทีที่รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งย่าอู๋, อู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยต่างตัวสั่นเทาไม่หยุดด้วยความตื่นตระหนกตกใจสุดขีด
“คะ-คุณตำรวจเข้าใจผิดแล้ว! พวกเราไม่ใช่หัวขโมย! ที่นี่…ที่นี่เป็นบ้านลูกสะใภ้ของฉันเอง พวกเราแค่…”
ย่าอู๋เร่งชี้แจงด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้ม
“หุบปากแล้วไปสถานีตำรวจกับผมเดี๋ยวนี้! ถ้าอยากจะแก้ตัวก็ไปแก้ตัวที่นั่น!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจตะคอกเสียงดุ
หญิงชราอย่างย่าอู๋ตกใจจนแทบเป็นลม รีบชูสองมือขึ้นฟ้าและหมอบลงกับพื้นในสภาพร่างกายสั่นเทาไม่หยุด ประหนึ่งว่ากำลังจะขาดใจตาย
อู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยที่อยู่ข้างเคียงเห็นเช่นนั้น จึงรีบร้องถามด้วยความเป็นห่วง
“แม่ ไหวรึเปล่าคะ?”
“คุณย่า อย่าทำให้พวกเราตกใจกลัวแบบนี้สิคะ!”
อู๋ซิ่วเหลียนถือโอกาสนี้ชี้แจงกับตำรวจโดยเร็วว่า
“คุณตำรวจคะ พวกเราไม่ใช่หัวขโมยจริงๆ! ไม่เชื่อก็ดูโฉนดบ้านได้! ชื่อเจ้าของบ้านก็คือแม่สามีดิฉันเองค่ะ!”
ย่าอู๋รีบกัดฟันอธิบายเสริมทันที
“ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! ฉันมีมีโฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ค่ะ!”
ในเวลาเดียวกันนั้น พลันปรากฏเงาร่างทั้งสองเดินออกมาจากความมืด และไม่ใช่ใครอื่น ทั้งสองก็คือติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูนั่นเอง
หลินจิงซูเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
“อ้าว? คุณย่า ป้ารอง แล้วก็พี่เสวี่ย ดึกๆดื่นๆแบบนี้ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ?”