ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน สิ่งที่อู๋โยบอกเล่าทำเอาชายอกสามศอกเช่นเขาหดหู่ใจไม่น้อย นางเป็เพียงสตรีตัวเล็กถูกเนรเทศออกมาอย่างเดียวดาย ข้างกายมีเพียงแม่นางน้อยผู้แสนบอบบาง มิหนำซ้ำเสบียงอาหารยังถูกผู้อื่นแย่งชิง ครั้นนึกถึงว่านางต้องทนทุกข์อุ้มท้องเด็กคนหนึ่งมานานนับเก้าเดือน เสมือนหัวใจของชายหนุ่มร่วงดิ่งลงสู่ห้วงทะเลลึก หนาวสะท้านจนยากที่จะข่มตา
ด้วยความคุ้นชินกับการตื่นเช้า วันนี้เหวินชิงหลีตื่นั้แ่ยามเหม่าทว่ารถม้าของจวนราชมนตรีกลับมาถึงเร็วกว่าที่คิด โชคดีที่นางกับิเยว่เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว เมื่อขึ้นนั่งบนรถม้าคงถึงคราที่ิเยว่ต้องรับรู้สถานะแท้จริงของนางแล้ว
“เสี่ยวเยว่” นางเรียกิเยว่เสียงเบาไม่ต่างจากกระซิบ
“เ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าที่เราจะไปคือที่แห่งใด” นางถามิเยว่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไปเมืองหลวงเ้าค่ะ” น้ำเสียงใสของิเยว่ตอบกลับนางอย่างผ่อนคลาย
“ถูกแล้วเราจะไปเมืองหลวง แต่มีอีกเื่สำคัญซึ่งเ้าจำเป็ต้องรับรู้ การเดินทางครั้งนี้ ข้าไปในฐานะฮูหยินของใต้เท้าราชมนตรี”
เมื่อพูดถึงฐานะฮูหยินของราชมนตรี ิเยว่อ้าปากหวออย่างคิดไม่ถึง นี่น่ะหรือภรรยาผู้แสนร้ายกาจของประกาศิตพยัคฆ์แห่งวังหลวง เทพบุตรมฤตยูผู้กุมตำแหน่งเสนาบดีกรมทหาร นายหญิงของนางเป็บุตรสาวของเหวินกั๋ว เสนาบดีฝ่ายขวาที่ปรึกษาราชสำนักหรอกหรือนี่
“เื่สำคัญเช่นนี้ข้าก็บอกกับเ้าแล้ว แต่ข้า! ยังมีอีกเื่ที่สำคัญยิ่งกว่า เื่ของเฟิงเกอไม่ว่าใครก็รู้ไม่ได้ทั้งนั้น รวมทั้งใต้เท้าราชมนตรีด้วย เ้าไม่เพียงต้องรับปากแต่จำเป็ต้องทำให้ได้ เข้าใจหรือไม่!”
น้ำเสียงไม่ดังแต่หนักแน่นดุจหินผาน่าเกรงขามอย่างมาก ช่างไม่เหมือนสตรีที่ิเยว่รู้จักในหลายวันที่ผ่านมา
“เ้าค่ะนายหญิง” ิเยว่รับคำอย่างว่าง่าย
บรรยากาศของการเดินทางปราศจากเสียงพูดคุย ได้ยินเพียงเสียงล้อรถที่บดไปตามท้องถนน เหวินชิงหลีงีบหลับไปได้ไม่นาน คนขับรถม้าก็ะโรายงานว่าถึงจวนราชมนตรีแล้ว ิเยว่รีบเปิดประตูเพื่อรอรับเ้านายอยู่ด้านหน้า เหวินชิงหลีไม่รอช้ารีบตามนางออกมายืนอยู่ด้านหลัง เมื่อมองลงไปจากบนรถม้า นางเห็นบ่าวรับใช้ยืนรอรับตรงหน้าประตูจวนสามคน คนแรกยืนอยู่ด้านหน้าแต่งกายด้วยชุดหรูหรา ดู ๆ ไปแล้วน่าจะเป็บ่าวคนสำคัญ ส่วนอีกสองคนข้างหลังน่าจะมาเพื่อรอรับคำสั่งของนาง
เดินทางวันนี้ เหวินชิงหลีแต่งกายด้วยชุดคอไขว้สาบทับขวาสีครามน้ำทะเล ตรงปลายแขนเสื้อและชายกระโปรงเป็ชายแถบสีขาวปักด้วยเส้นไหมสีแดงรูปดอกไห่ถังดอกเล็ก ๆ แม้จะเป็เนื้อผ้าราคาถูกแต่เมื่อประดับบนร่างกายของนางแล้วกลับดูเรียบหรูอย่างมาก นางเกล้าผมครึ่งศีรษะ ปักปิ่นและสวมต่างหูรูปหยดน้ำที่ทำจากหินสีขาวชิ้นเล็ก ๆ เมื่อเซียงเถาเห็นนาง แม้รู้สึกไม่ชอบหน้าเพียงใดแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางสง่างามกว่าแต่ก่อนมาก
“เชิญคุณหนูรองเ้าค่ะ!” เซียงเถาเชื้อเชิญพวกนางด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่บ่งบอกว่าไม่พอใจเป็อย่างมาก ไม่พอใจก็ช่างเถิดแค่บ่าวคนหนึ่งเท่านั้น นางไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ เหวินชิงหลีเดินตามหลังพวกนางไปอย่างเงียบ ๆ
“ไปอยู่เมืองหลิวหลินเสียนาน อาหารดี ๆ ให้ทานคงมีไม่เท่าไหร่ เชิญคุณหนูรองเข้าไปพักด้านในก่อนเถิดเ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะให้สาวใช้ยกสำรับมาให้” นางจีบปากจีบคอพูด พร้อมส่งสายตาดูถูกดูแคลน
“นี่เ้า!” เป็เสียงของิเยว่ที่ทนไม่ไหว เหวินชิงหลีรีบกระตุกแขนนางไว้อย่างรวดเร็ว ถ้อยคำเหล่านี้ของเซียงเถาช่างเหมือนคำพูดที่ยกตนข่มท่านเสียจริง
‘นี่นางกำลังออกคำสั่งกับข้าอย่างนั้นเหรอ มิน่าเล่าเ้าของร่างเดิมถึงโมโหร้ายทุกวัน’
เหวินชิงหลีหรี่ตาเล็กน้อย กำมือขวารองข้อศอกด้านซ้าย ยกหลังมือซ้ายเท้าคางพลางนึกในใจ แม้แต่ข้ารับใช้ในจวนยังเหยียบหัวนางได้ เต๋อหลางเยว่ช่างเป็ผู้ชายห่วยแตกที่สุดสำหรับนาง
“ข้าไม่ต้องไปคาระวะฮูหยินก่อนอย่างนั้นหรือ” นางโปรยยิ้มถามพร้อมทำหน้ารู้เท่าทัน
“ไม่ต้องเ้าค่ะ! ฮูหยินไม่สบาย บอกให้คุณหนูรองเข้าพบวันหลัง”
เซียงเถารีบปฏิเสธ เหวินชิงหลีเป็ถึงนายหญิงของจวน แต่กลับถูกบ่าวคนหนึ่งกดหัวรังแก แถมเอาแต่เรียกนางว่าคุณหนูรอง แต่ช่างเถอะตำแหน่งนี้นาง้าเสียที่ไหน เสร็จงานแล้วแค่กลับเมืองหลิวหลินเป็พอ
“เช่นนั้นหรือ งั้นพวกเ้าไปเถอะ” สิ้นเสียงของนาง เซียงเถากับบ่าวรับใช้สองนางสะบัดหน้าจากไปอย่างรวดเร็ว
สองนายบ่าวแหงนมองป้ายหน้าเรือน ‘เรือนชมจันทร์’ แม้เรือนหลังนี้จะมีความหลังของเหวินชิงหลีกับเต๋อหลางเยว่ แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับนาง นางไม่มีความรู้สึกผูกพันใดกับที่นี่และไม่มีเื่ราวอันใดให้ต้องนึกถึง
“ช่างน่าโมโหเสียจริง! นายหญิงไม่น่าห้ามิเยว่เลยเ้าค่ะ”
ิเยว่ทำหน้างอง้ำหงุดหงิดอย่างแรง จนเหวินชิงหลีอดขำในท่าทีของนางไม่ได้ แม้ว่านิสัยจะมุทะลุไปบ้างแต่ก็ตรงไปตรงมาน่ารักดี เมื่อรวมกับหน้าตาน่ารักของนางที่ไม่มอมแมมเช่นแต่ก่อน คำว่างามล่มเมืองถือว่าใช้ได้
“รู้ว่าเป็กองไฟใยเราต้องะโลงไปด้วย จำไว้นะเสี่ยวเยว่อยู่ที่นี่ให้ใช้...ตรงนี้...แทน” เหวินชิงหลีชี้หัวตัวเอง พลางยิ้มปลอบใจนาง
“ไม่เป็ไรหรอกน่าเสี่ยวเยว่ มา ๆ มานั่งกับข้า” เหวินชิงหลีเรียกิเยว่นั่งด้วยกันอย่างอารมณ์ดี
มาดูฝั่งเซียงเถากันบ้าง ขณะนี้นางรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย ที่ยั่วยุเหวินชิงหลีตามคำบงการของซวงซวงไม่ได้ หากเหวินชิงหลีอาละวาดสักนิด นางก็สามารถยุแยงเต๋อฮูหยินกับราชมนตรีให้ลงโทษหญิงแพศยาผู้นี้ได้
“คอยดูเถอะ ว่าเ้าจะเย็นได้สักกี่น้ำ!” เซียงเถาอาฆาตมาดร้ายไม่ยินยอม ว่าไม่ได้นางถูกเหวินหลิวหลีซื้อไปตั้งนานแล้ว เหวินหลิวหลีสตรีผู้สูงส่งแถมยังเป็ผู้ถูกกระทำ เื่นี้นางเห็นอกเห็นใจเหวินหลิวหลีไม่ต่างกับเต๋อหลางเยว่
“คุณหนูรองกับข้าวมาแล้วเ้าค่ะ” ที่หน้าประตูเซียงเถาสั่งบ่าวรับใช้ยกกับข้าวเข้ามาอย่างมีแผน
“เข้ามา!” เป็เสียงของเหวินชิงหลี ซึ่งขณะนี้นางกำลังสอนิเยว่ปักผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กรูปหงส์เหินอย่างสนุกสนานผ่อนคลาย
เมื่อวางสำรับกับข้าวเรียบร้อย เซียงเถาก็เริ่มแผนการของนางทันที
“วันนี้ช่างเป็ลาภปากของคุณหนูรองยิ่งนัก เมื่อวานใต้เท้าสั่งพ่อครัวทำตุ๋นหัวสิงโตราดน้ำแดง ขนมแป้งนึ่งผลไม้ ไก่ผัดต้นหอม น้ำแกงเห็ดหูหนูขาว คุณหนูรองดูสิเ้าคะเวลาผ่านพ้นไปก็หลายปี แต่กับข้าวในจวนราชมนตรีก็ยังทำแบบที่พระสนมเหวินชอบ ท่านว่าแบบนี้เรียกรักปักใจหรือไม่เ้าคะ” พูดจบก็หันหน้าเข้าหาสาวใช้ทั้งสอง ปิดปากหัวเราะพออกพอใจ
อันที่จริงก่อนมา เหวินชิงหลีรู้จากเปาจู๋คร่าว ๆ บ้างแล้ว นางเพียงมองหน้าเซียงเถาอย่างเฉยชาก่อนส่งยิ้มให้น้อย ๆ เป็แค่บ่าวคนหนึ่งช่างสำคัญตัวยิ่งนัก หากไม่สั่งสอนซะบ้างนางคงได้อกได้ใจ
“เซียงเถา” เหวินชิงหลีเรียกนางเสียงหวานพลางปรายตามอง
“พระสนมเหวินก็คือพระสนม ใต้เท้าราชมนตรีคือข้าราชสำนัก เ้าเอาแต่พูดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ใต้เท้าสั่งทำเฉพาะอาหารที่พระสนมเหวินชอบเพราะรักปักใจ เช่นนี้เ้า้าสื่อให้คนอื่นรู้ความเช่นไรหรือ หากใต้เท้ารู้ถึงคำพูดเหล่านี้ของเ้า คงพออกพอใจน่าดู” เหวินชิงหลียืนขึ้นกอดอก ใบหน้าเรียบเฉยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
เซียงเถาคิดไม่ถึง นาง้าเพียงยั่วยุคุณหนูรองก็เท่านั้น แต่ไฉนคำพูดของนางเมื่อออกจากปากคุณหนูรองแล้ว กลับกลายเป็เหมือนหาเื่ให้จวนราชมนตรีเสียเล่า คำพูดเหล่านี้ของนางหากรู้ถึงหูของใต้เท้า นางไม่อยากจะคิดต่อไปแล้ว เซียงเถาหน้าซีดเผือดรู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูก
“คุณหนูรอง บ่าวไม่ได้ตั้งใจหมายความเช่นนั้นเ้าค่ะ” เซียงเถาตัวสั่นงันงก
“แล้วเ้าหมายความเช่นไร หรือเ้าหมายความว่าไม่เพียงแต่ใต้เท้าที่รักปักใจ พระสนมก็ด้วยอย่างนั้นเหรอ เฮอะ! เลี้ยงบ่าวเช่นเ้าไม่เพียงเ้านายต้องขายขี้หน้า ทว่ากลับนำภัยมาสู่ตัวอีกด้วย! เซียงเถาหากเ้าไม่อยากให้เื่ถึงหูใต้เท้า จงระมัดระวังคำพูดและการกระทำของเ้าต่อข้าให้ดี อ้อ! รวมทั้งเสี่ยวเยว่ด้วย จัดห้องนอนของนางให้ดี อย่าให้ข้ารู้ว่าพวกเ้ามีปัญหา ออกไปได้แล้ว”
สีหน้าท่าทางและน้ำเสียงจริงจังของเหวินชิงหลี ทำบ่าวทั้งสามตัวสั่นงันงก หากไม่เล่นละครฉากอลังการเช่นนี้สงสัยจะกำราบพวกนางไว้ไม่อยู่
“เ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ทั้งสามนางขานรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนรีบถอยออกไปอย่างขลาดกลัว
“ไปกันหมดแล้ว พวกเรากินข้าวกันเถอะเสี่ยวเยว่”
เหวินชิงหลีเรียกิเยว่มากินข้าวอย่างอารมณ์ดี แม้จะหงุดหงิดอยู่บ้างแต่ก็สนุกยิ่งนัก
“มาสิ เร็วเข้า! อยู่ที่นี่เ้ากินข้าวร่วมโต๊ะกับข้านี่ล่ะ กินไปคุยไปสนุกดีออก”
ปกติที่เมืองหลิวหลินนางร่วมโต๊ะกับเปาจู๋จนเคยชิน หลังกินข้าวเสร็จก็เกือบยามซวี เหวินชิงหลีชวนิเยว่เดินย่อยอาหารตรงลานหินหน้าเรือน
“เป็อย่างไรบ้างเสี่ยวเยว่ เ้าชอบจวนนี้หรือไม่”
นางอมยิ้มถามิเยว่ขณะหย่อนกายนั่งลงข้างสระน้ำเล็ก ๆ ซึ่งมีฝูงหิ่งห้อยบินวนอยู่ไปมา
“สวยงามมากเ้าค่ะคุณหนู” ิเยว่อมยิ้มมองหมู่หิ่งห้อยล่องลอยไปมา
“ิเยว่ชอบจวนแห่งนี้มาก แต่ชอบแค่จวน ไม่ชอบคนเ้าค่ะ” นางหันสบตาเหวินชิงหลี ยิ้มให้น้อย ๆ ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“บางครั้งสถานที่สวยงามล้วนเต็มไปด้วยอันตราย อยู่ที่นี่เราต้องระมัดระวังให้มาก รู้จักหนักเบา หากหามิตรไม่ได้ก็ไม่จำเป็ต้องหาศัตรู” นี่คือสิ่งที่นางตั้งใจพร่ำสอนิเยว่
“ิเยว่จะจำไว้เ้าค่ะ” นางรับปากเหวินชิงหลี
“เ้าไปเตรียมน้ำอุ่นเถอะ นั่งตรงนี้สักครู่ประเดี๋ยวข้าตามไป”
ั้แ่เข้าจวนมาไม่ทันได้ล้างเนื้อล้างตัว นางนั่งสูดหายใจสักพักเพื่อให้รู้สึกปลอดโปร่ง สายตาพลันเหลือบเห็นแสงไฟวับแวมใต้ต้นสนใหญ่ด้านทิศตะวันออกของเรือน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางจึงยืนขึ้นเพื่อเดินตามแสงไฟนั้น ในความมืดที่ไม่คุ้นชินบวกกับความไม่ระมัดระวัง นางจึงลื่นไถลกำลังจะตกลงไปในบ่อ ช่างเหมือนความฝัน ขณะนั้นมีมือใหญ่ฉุดรั้งนางไว้ในอ้อมกอด ครั้นสายตาสบประสานเหวินชิงหลีประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก นางเหมือนลูกนกตกน้ำตัวสั่นงันงกเมื่อตกอยู่ในอ้อมแขนของคนตัวใหญ่
‘นี่นางใมากถึงเพียงนี้เชียวเหรอ’ เพราะคิดว่านางใ นอกจากกอดนางเอาไว้เต๋อหลางเยว่ยังลูบหลังปลอบใจให้กับนาง เหวินชิงหลีรีบผลักอกเขาอย่างแรง พวงแก้มของนางตอนนี้แดงยิ่งกว่าลูกอิงเถา นางเคยประหม่าเช่นนี้ซะที่ไหน ชาติที่แล้วไม่เคยเป็และชาตินี้ก็เพิ่งเป็กับเต๋อหลางเยว่นี่ล่ะ
‘หมดกัน’ เหวินชิงหลีทำอะไรไม่ถูก ทำได้เพียงวิ่งเข้าเรือนอย่างไม่คิดชีวิต