ตอนที่ 15
หลังจากที่สถานการณ์ตื่นตะลึงที่กลับมาเป็ปกติไป๋หลงก็ได้รับความถามที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นดีใจมากมายจากทุกคนที่ได้ยิน จะยกเว้นก็ซะแต่หลิงหรงที่ยังคงนิ่งขบคิดเื่บางอย่างอยู่คนเดียว ในขณะที่หลิงหรงกำลังใช้ความคิดของตนอยู่นั้นเย่ตันที่นั่งนิ่งๆคอยมองบรรยากาศในนี้ตลอดก็สังเกตเห็นหลิงหรงที่นิ่งผิดปกติจากที่นิ่งอยู่แล้วกลับนิ่งยิ่งกว่า
คราเเรกที่เย่ตันได้เห็นหลิงหรงนั้นเขามีความสนใจต่อตัวหลิงหรงอยู่บ้างเพราะท่าทีนิ่งๆที่หลิงหรงได้แสดงออกมา และยิ่งได้พบเจอทุกคนในครอบครัวของลูกศิษย์ของตนเขายิ่งรู้สึกสนใจใคร่รู้มากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวเย่ตันนั้นก็มีอายุไม่ต่างจากไป๋หลงจึงทำให้พบเจอผู้คนมากมายและใช่ว่าเขาจะมองผู้คนไม่เป็
ทั้งๆที่ทุกคนในครอบครัวนี้ให้บรรยากาศที่เป็กันเองแต่ก็มีความหวั่นเกรงและดูนอบน้อมอยู่มากพอสมควรแต่กับหลิงหรงนั้นไม่ใช่ จะว่าดูนอบน้อมก็จริงแต่ภายในแววตานั้นกลับไม่ได้ดูตื่นกลัวหรือหวาดหวั่นสิ่งใดเลย สิ่งที่เย่ตันเห็นมีเพียงเด็กที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ก็ให้ความรู้สึกไม่ธรรมดาเช่นกัน
เมื่อทุกคนแยกย้ายเย่ตันและไป๋หลงนั้นได้มีการพูดคุยกันต่อบ้างเล็กน้อย และสิ่งที่พวกเขาทั้งสองพูดคุยกันก็มีเื่ของหลิงหรงอยู่ด้วย และเมื่อลองพูดคุยกันพอสมควรแล้วพวกเขาทั้งสองก็มีความคิดเห็นตรงกันว่าเด็กที่พวกเขาพูดถึงนั้นมีบางอย่างที่ปิดบังอยู่แน่นอนและอาจจะไม่ได้เป็เด็กธรรมดาเช่นที่พวกเขาเห็นก็ได้
“อือ แปลก…”เย่ตันเอ่ยออกมาสั้นๆแต่ก็แ่เบา แต่มันก็ไม่อาจรอดพ้นหูของหลิงหรงไปได้แม้นางจะกำลังใช้ความคิดอยู่ก็ตาม หลิงหรงจึงทำเพียงเบนสายตาไปมองเล็กน้อยเท่านั้นแต่มันก็สบเข้ากับดวงตาที่กำลังมองนางอยู่เช่นกันทว่าก็เพียงแวบเดียวเท่านั้นหลิงหรงก็ดึงสายตากลับมาที่เดิมและนั่งคิดเื่ในหัวของตนเองต่อไม่สนใจสิ่งใดอีก
แต่ใครจะรู้เล่าว่าที่หลิงหรงที่มีท่าทีที่ขบคิดสิ่งใดอยู่นั้นหาได้กำลังคิดสิ่งใดเพียงแต่นางกำลังตั้งสมาธิพูดคุยกับหลิงน้อย ไป๋เซ่อและเฮยเซ่ออยู่นั่นเอง เพราะนางมีเื่ที่สงสัยและ้าให้จิ้งจอกทั้งสองสั่งให้คนของตนไปสืบมาให้และเป็จังหวะเดียวกันที่พวกไป๋เซ่อติดต่อนางมาพอดี
เนื่องจากเื่ที่หลิงหรงให้ทั้งสองไปทำมีปัญหาเล็กน้อยแต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าเื่ที่กิจการโรงประมูลของนางยามนี้มีเื่วุ่นวายนักและมันก็มาจากสิ่งที่นางส่งให้ทั้งห้าโรงประมูลนำขึ้นประมูลนั่นเอง
“นายหญิง ยามนี้โรงประมูลทั้งห้าของเราวุ่นวายนัก มันมีทั้งคนที่มาก่อกวนและผู้ที่มาวางอำนาจในที่ของเรา”นี่เป็เสียงไป๋เซ่อที่ดังขึ้นในหัวของหลิงหรง
“ไม่ต้องสนใจ ใครก่อความวุ่นวายก็ไล่พวกนั้นไปซะ"
“แต่คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็คนมีอำนาจในแคว้นนะขอรับ”ไป๋เซ่อเอ่ยตอบอีกครั้ง
"พวกเ้ากลัวด้วยรึหรือว่าเื่แค่นี้พวกเ้าจัดการเองมิได้?”
“มิใช่เช่นนั้นขอรับ พวกข้ามิเคยหวั่นเกรงต่อพวกมนุษย์โลภมากเหล่านี้หรอกขอรับเพียงข้าสะบัดมือทีเดียวพวกมันก็แหลกเหลวกลายเป็กองเืเน่าๆไปได้แล้ว แต่ที่ข้า้าความคิดเห็นเป็เพราะหนึ่งในกลุ่มที่ก่อความวุ่นวายมันคือคนของตระกูลฟางในปัจจุบันด้วยขอรับ ท่านจะให้ข้าทำเช่นไร”ครั้งนี้เฮยเซ่อเป็คนเอ่ยตอบ
“คนตระกูลฟาง?"
“ขอรับ”
"อือ…แค่ไล่ออกไปก่อนก็พอและไม่ต้องให้คนพวกนั้นเข้ามายังโรงประมูลของพวกเราอีก คนพวกนี้ไว้ข้าจะจัดการเองแต่ถ้ามันสุดจะทนจริงๆสั่งให้คนของเราจัดการได้เลย แต่ไม่ต้องถึงตายนะเพราะมันยังไม่ถึงเวลา….”หลิงหรงตอบกลับไปด้วยเสียงที่เ็าอยู่หลายส่วน
“ขอรับ”
“มีสิ่งใดอีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วขอรับ”
“อือ เช่นนั้นพวกเ้าทั้งสามก็มาตอบคำถามของข้าต่อก็แล้วกัน บลาๆๆๆ.......”ในเวลานั้นหลิงหรงก็พูดคุยและถามคำถามที่นางไม่รู้และยังไม่เข้าใจกับทั้งสามต่อไป
โดยที่ภายนอกนั้นเห็นเพียงแค่นางนั่งนิ่งๆและมีสีหน้าขมวดคิ้วบ้างเล็กน้อยเท่านั้นเหมือนดั่งกับคนที่ขบคิดสิ่งใดอยู่เท่านั้น หลิงหรงเพียงเริ่มถามในสิ่งที่ตนสงสัยก็ไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีกเลย
แม้จะได้ยินเสียงพูดคุยของคนโดยรอบอยู่แต่สายตาของนางนั้นก็ไม่ได้มองไปรอบๆห้องอีกดังที่ผ่านมา แต่กลับจดจ่ออยู่กับหน้าตักของตนเองเพราะยามนี้มันกำลังมีภาพเื่บางเื่ที่นางอยากรู้วิ่งเข้ามาให้หัวให้เห็นเป็ฉากจึงจำต้องตั้งสมาธิให้ดีนั่นเอง
“อาหลิง อาหลิง ลูกเป็อันใด อาหลิง….”เทียนหรงที่ตอนแรกจะหันไปขอความคิดเห็นจากลูกสาวก็เห็นถึงความผิดปกติของนางที่นั่งนิ่งจนเกินไปและใบหน้าที่ก้มลงเล็กน้อยนั้นมีสีหน้าที่เคร่งเครียดผิดจากหน้าปกติที่นิ่งอยู่เสมอนั่นเองจึงลุกมาเรียกหลิงหรงใกล้ๆแต่ก็ไร้การตอบสนองใดๆทำเพียงนั่งนิ่งเท่านั้น
“มา ประเดี๋ยวข้าจะดูให้”ไป๋หลงที่เห็นว่าเด็กหนุ่มที่บอกว่าไม่เป็ไรและไม่ยอมให้ตนตรวจในตอนแรกนิ่งไปก็อาสาจะดูอาการให้ทันที เพราะด้วยตัวของไป๋หลงเองก็สงสัยใคร่รู้ในตัวของหลิงหรงเช่นกันว่าจะพิเศษอย่างเช่นฝาแฝดคนพี่ที่ตนได้ตรวจไปเมื่อครู่หรือเปล่าจึงใช่โอกาสนี้จะลองตรวจสอบดู แต่เพียงแค่ไป๋หลงเข้าใกล้และกำลังจะจับเข้าที่ตัวของหลิงหรงนางก็สติกลับมาเสียก่อน
“อ๊ะ ข้ามิเป็ไรขอรับ”หลิงหรงที่เมื่อครู่ต้องจดจ่ออยู่กับภาพในหัวและไม่สามารถขยับตัวได้ เมื่อภาพนั้นหายไปก็เป็จังหวะเดียวกับไป๋หลงเข้าหาตัวนางพอดีจึงหลบหลีกออกแล้วเอ่ยออกไป
“เ้ามิเป็อันใดแน่นะหนุ่มน้อย ให้ข้าตรวจดูหน่อยก็ไม่เสียหายอันใดนิ”ไป๋หลงยังเอ่ยออกไปเผื่อว่ามีโอกาสพิสูจน์ความสงสัยของตน
“มิเป็ไรขอรับ เมื่อครู่ข้าแค่ขบคิดบางสิ่งอยู่จึงทำให้จดจ่ออยู่กับความคิดของตนเองมากไปหน่อยนะขอรับ ข้าคงมิรบกวนท่านหมอหรอกขอรับ…”ไป๋หลงที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับเท่านั้นแล้วกลับไปนั่งที่ของตนตามเดิมก่อนที่เขาจะเอ่ยในสิ่งที่เขา้าหลังจากได้ตรวจร่างกายของหลี่หรงไปแล้ว
“ข้ากล่าวตรงๆเลยนะ หลังจากที่ข้าตรวจร่างกายของทั้งสองแล้ว พวกเขาทั้งสองหายเป็ปกติดีแล้วและยังกลับมาฝึกตนดังเดิมได้แล้ว แต่มีเพิ่มเติมคือเ้าหนุ่มน้อยหลี่หรงนี่สามารถฝึกสายปราณธาตุได้แทนที่จะเป็ฝึกสายลมปราณเช่นเก่าก่อน การที่จะหาคนฝึกสายนี้ได้นับว่ายากอยู่บ้างอีกทั้งเขายังมีธาตุแสงอีกด้วย นับว่าหายากยิ่งพวกเ้าคิดเห็นเช่นไรหากว่าข้า้าจะรับเขาเป็ศิษย์…”
“….”สิ้นเสียงของไป๋หลงทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หรือมันอาจจะเงียบมานานแล้วก็เป็ได้แต่นี่ก็นับว่ายิ่งเงียบเข้าไปอีกเมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่ไป๋หลงกล่าวออกมา แม้แต่เย้ตันที่เป็สหายกันมานานยังนึกแปลกใจที่ไป๋หลงคิดจะรับศิษย์ทั้งๆที่มีผู้คนมากหน้าหลายตายินดีแต่เ้าตัวกลับไม่รับและยังปฏิเสธอย่างไรเยื้อใยไม่สนหน้าอินหน้าพรหมที่ไหน
ส่วนเหล่าบุคคลที่ถูกเอ่ยถามต่างก็นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เทียนหรงจะเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบและความอึดอัดนี้ โดยที่ก่อนจะตอบเขาได้หันไปมองลูกสาวของตนเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“เรียนท่านหมอหากเื่ทุกอย่างเป็ดั่งที่ท่านกล่าวมาพวกข้าก็ยินดี แต่ยามนี้พวกข้าพึ่งจะได้อยู่เป็ครอบครัวจึงอยากจะขอเวลาอีกสักเล็กน้อยเพื่อปรึกษากัน และการตัดสินใจนี้อาหรงควรจะเป็ผู้ตัดสินใจด้วยตนเองหากเขายินดีที่จะไปข้าผู้ซึ่งเป็บิดาก็จะมิขัดขวางความก้าวหน้าของบุตรอย่างแน่นอน…”
“พวกเ้าอย่าได้กังวลข้ามิได้บังคับ แต่ข้าเพียงแจ้งความ้าเพียงเท่านั้น การที่จะปล่อยให้คนที่สามารถฝึกสายนี้ได้ไร้ผู้ฝึกสอนหรือคอยให้คำชี้แนะไปนับว่าน่าเสียดายยิ่ง และไม่ใช่เพียงหลี่หรงหรอกนะที่ข้าอยากได้ไปเป็ศิษย์แต่รวมถึงน้องชายฝาแฝดของเขาด้วย ในเมื่อเ้าก็เป็ผู้ฝึกสายปราณธาตุเช่นกันพวกเ้าไปอยู่ที่สำนักของพวกข้ามิดีกว่าหรือ…”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นครั้งนี้ทุกคนก็หันมามองที่หลิงหรงกันเป็ตาเดียว เพราะไม่มีใครในนี้รับรู้เลยว่าหลิงหรงเป็ผู้ฝึกตนสายนี้และคนที่ใมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเทียนหรงและจิ่นคังที่ทั้งสองได้รับรู้ว่าหลิงหรงนั้นกำลังฝึกตนสายใดอยู่บ้าง แม้จะรู้เพียงว่ากำลังอยู่ในระหว่างเริ่มต้นก็เถอะ
“….”เงียบและมันก็เงียบอยู่เช่นนี้พักใหญ่เลยทีเดียวก่อนที่หลิงหรงจะถอนหายใจยาวๆแล้วเอ่ยขึ้น
“เฮ้อ…เื่ที่ท่านอยากได้อาหรงไปเป็ศิษย์นั้นก็ขึ้นอยู่ที่เขา ส่วนตัวข้านั้นคงต้องขอปฏิเสธขอรับ”ในที่สุดหลิงหรงก็อดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้
ทั้งๆที่นางพยายามปกปิดสีของประกายในดวงตาไว้แล้วแต่ก็กลับปิดไม่มิดเสียอย่างนั้น นับว่าคนผู้นี้ไม่เสียทีที่เกิดมานาน หลิงหรงได้แต่คิดต่อในใจ
“เพราะเหตุใด?”ไม่ใช่ไป๋หลงเป็ผู้ถามแต่กลับเป็เย่ตันเป็คนเอ่ยถามแทน
“ข้านั้นกราบใครเป็อาจารย์มิได้หรอกขอรับเพราะข้านั้นมีอาจารย์อยู่แล้ว เพียงแค่ยามนี้ท่านไม่อยู่ก็เท่านั้นเอง”ไม่มีหรอกอาจารย์หลิงหรงเพียงแต่งเื่ไปเท่านั้น เพราะจะให้นางไปกราบคนที่มีระดับน้อยกว่าเป็อาจารย์ได้อย่างไร ต่อให้คนผู้นี้มีความสามารถมากพอแต่มันก็ยังคงน้อยกว่าสองจิ้งจอกของนางอยู่ดีและยามนี้หลิงหรง้าสร้างฐานะให้ครอบครัวใหม่นี้จะให้นางทิ้งไปได้อย่างไร
“ขอถามได้ไหมว่าอาจารย์เ้าเป็ใคร อยู่สำนักไหนเหตุใดถึงปล่อยปะละเลยทิ้งขว้างศิษย์ให้มีระดับเพียงน้อยนิดเช่นนี้ ข้าก็มิได้อยากดูิ่หรอกนะแต่แค่ข้าเสียดายพร์ของเ้าก็เท่านั้น หากได้สำนักดีและคอยสนับสนุนเ้าคงก้าวหน้าได้มากกว่านี้”เย่ตันถามต่อ
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีระดับอยู่ที่ระดับใด มิใช่ว่าท่านมิสามารถตรวจสอบข้าได้หรอกหรือ?”หลิงหรงที่เริ่มหงุดหงิดที่ถูกถามมากจึงกล่าวออกไปด้วยหน้าตายๆ และยามนี้กำลังที่คิดว่าจะไม่ปิดบังความสามารถของตัวเองสักเล็กน้อยก็ได้จึงได้เอ่ยออกไปพร้อมกับปดปล่อยพลังบางส่วนของตนออกมาแต่ก็มีเพียงไป๋หลงและเย้ตันเท่านั้นที่ััได้
“หือ?”เมื่อไป๋หลงและเย้ตันรับรู้ถึงระดับของหลิงหรงเท่าที่นางปล่อยออกมาให้รับรู้ก็อดแปลกใจยิ่งนักที่เด็กหนุ่มตรงหน้าทั้งที่มีอายุเพียง 16 ปีกลับมีระดับสูงถึงเพียงนี้นับว่าเป็อัจฉริยะแล้วสำหรับพวกเขา และระดับที่หลิงหรงปลดปล่อยมาให้ทั้งสองรับรู้ก็คือผู้ฝึกสายปราณธาตุระดับ 6 ขั้นสูงนั่นเองซึ่งหากปกติคนที่มีระดับนี้ได้ต้องเป็ผู้มีอายุเกือบๆ 50 ปีเลยที่เดียวหรืออาจจะมากกว่าก็เป็ได้
“พวกท่านสงสัยสิ่งใดอีกหรือไม? หากมิมีสิ่งใดแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อนเพราะมีธุระเร่งด่วนที่จะต้องไปทำ ข้าคงต้องขอเสียมารยาทแล้ว”หลิงหรงกล่าวจบก็คารวะทั้งสองหนึ่งทีในความาุโของทั้งสองก่อนที่จะหายตัวไปเสียดื้อ โดยที่ยังไม่มีผู้ใดจะทันได้เอ่ยค้านหรือเอ่ยถามเลยสักคน
“เอ่อ พวกท่านอย่าได้ใส่ใจกับการกระทำของอาหลิงเลยนะขอรับเขาก็เป็คนแปลกๆเช่นนี้แหละขอรับ อาจจะดูนิ่งๆและเถรตรงไปบ้างแต่เขาก็เป็เด็กกตัญญูนะขอรับอภัยให้กับความยังเด็กของเขาด้วย…”เทียนหรงเป็คนเอ่ยออกมาเมื่อเห็นหลิงหรงจากไป
เพราะเขาต้องรีบปกป้องลูกสาวของตนด้วยเพราะไม่รู้ว่าการกระทำเมื่อครู่จะทำให้สองคนตรงนี้ไม่พอใจหรือไม่และหากเกิดเื่เข้าจริงๆเขาคงจะช่วยบุตรสาวเพียงคนเดียวไว้ไม่ได้ในตอนนี้ เพราะยามนี้เขามันไร้ความสามารถยิ่งนัก
“…..”ไม่มีเสียงตอบจากสองคนตรงหน้าพวกเทียนหรงไปพักใหญ่ก่อนที่จะได้ยินประโยคที่เอ่ยออกมาจากพวกไป๋หลงหากแต่ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับที่เทียนหรงได้กล่าวไปก่อนหน้าเลย
“น่าสนใจ”ไป๋หลง
“นั่นสิ น่าสนใจยิ่งนัก อีกทั้งยังมีพร์ ว่าแต่เขาเป็คนของสำนักหรือพรรคใดนะ”เย่ตันเอ่ยพร้อมกับเหมือนหันไปมองคนในครอบครัวของหลิงหรงที่เหลือ ซึ่งคำตอบที่เย่ตันได้กลับมาเพียงการส่ายหัวปฏิเสธเท่านั้น
“ช่างเื่ทุกอย่างมันเถิด เอาเป็ว่าพวกเ้าก็อย่าได้คิดมากกันไปเลยพวกข้าก็หาได้ติดใจสิ่งใดและนั่นมันก็เป็สิทธิ์ของเขาที่จะตกลงหรือปฏิเสธข้า อย่างไรก็เหลือเพียงเ้าเท่านั้นที่จะตอบตกลงหรือปฏิเสธเช่นแฝดผู้น้องของเ้าก็ได้ข้ามิได้บังคับ แต่อย่างไรข้าก็อยากให้เ้านำเก็บไปขบคิดให้ดีเสียก่อนไปปรึกษากันกับครอบครัวเสียพรุ่งนี้ค่อยให้คำตอบแก่ข้าก็ได้”ไป๋หลงเอ่ยขึ้นก่อนจะหยุดดูปฏิกิริยาของทุกคนแล้วกล่าวต่ออีกเล็กน้อย
“ส่วนอาการต่างๆของพวกเ้าทุกคนก็ปกติดีมิมีปัญหา หากจะมีก็คงเป็ปัญหาเื่อาหารการกินเท่านั้น ข้าอยากให้พวกเ้าบำรุงร่างกายให้มากขึ้นอีกหน่อย แม้ทุกคนจะแข็งแรงดีแต่ก็ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าจะเป็เช่นนี้ในวันข้างหน้า หากพวกเ้าไม่ติดขัดสิ่งใดข้าแนะนำให้ทานอาหารให้ครบทุกหมู่และในปริมาณที่พอดีไม่มากไปไม่น้อยไป และหากอยากเสริมกล้ามเนื้อให้ร่างกายข้าแนะนำให้ทานเนื้อสัตว์อสูร…”
“ขอบคุณท่านหมอที่ให้คำแนะนำพวกเราจะพยายามทำตามที่ท่านกล่าวมา อย่างไรก็เชิญพวกท่านพักผ่อนให้สบายเถิดขอรับประเดี๋ยวถึงมื้ออาหารแล้วข้าจะให้อาหยางไปแจ้งแก่พวกท่านอีกทีนะขอรับ”จิ่งคังกล่าว
“มิเป็ไร มิเป็ไร ข้าว่าจะออกไปทำธุระเสียหน่อยคงจะกลับมาพรุ่งนี้เช้าเลยก็แล้วกันจะได้มาเอาคำตอบจากเ้าหนุ่มนี่ด้วย เช่นนั้นไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”ไป๋หลงกล่าวจบเขาก็พยักหน้าให้เย่ตันหนึ่งทีก่อนที่ทั้งสองจะออกไปข้างนอกด้วยกัน
ด้านหลิงหรง
เมื่อหลิงหรงออกมาห่างจากตัวบ้านแล้วนางก็มุ่งหน้าไปยังูเาด้านหลังบ้านทันทีเพื่อไปยังถ้ำแห่งหนึ่งที่นางได้พบเห็นโดยบังเอิญเมื่อวานนี้ตอนไปกับจิ่งคังและเทียนหรง และถ้ำแห่งนี้หากไม่สังเกตดีๆก็คงไม่เห็นเพราะมันมีต้นไม้ต้นใหญ่ปกคลุมไว้อยู่โดยที่ทางเข้าของปากถ้ำมีรากต้นไม้ต้นนั้นปิดไว้แต่ก็ยังพอให้สังเกตเห็นอยู่บ้าง
ฟุบ ตุบ
พอหลิงหรงทะยานตัวมาถึงทางเข้าของถ้ำนางก็หยุดฝีเท้าลง ก่อนที่จะสำรวจรอบๆทางเข้าเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในถ้ำแห่งนั้น และที่หลิงหรงมาที่นี่เป็เพราะเมื่อวานนางได้กลิ่นของสมุนไพรลอยออกมาจากด้านในนี้แม้จะเพียงเบาบางแต่มันก็ไม่อาจรอดพ้นจากจมูกที่ไวต่อกลิ่นของสมุนไพรของนางได้
เพราะตลอดการฝึกฝนร่ำเรียนกับไป๋เซ่อนั้นหลิงหรงได้เรียนทั้งการดมกลิ่น ััหรือแม้แต่ตรวจสอบผ่านปราณธาตุของนางที่เป็ธาตุไม้ ต่อให้หลิงหรงไม่ได้กลิ่นอย่างไรการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมุนไพรจากธาตุของนางก็แจ้งเตือนนางอยู่ดีหากอยู่ในระยะครึ่งลี้(1ลี้=500เมตร)
ตึก ตึก ตึก ตึก
หลิงหรงยังคงเดินเข้าไปเรื่อยๆท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำแห่งนี้ แต่มันก็ไม่เป็อุปสรรค์กับหลิงหรงเลยแม้แต่น้อย เพราะหลิงหรงนั้นสามารถใช้ความสามารถของสัตว์อสูรคู่พันธะได้นั่นเองแต่จะชำนาญหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่ที่การฝึกฝน ซึ่งการใช้ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดนั้นไม่จำเป็ต้องฝึกฝนอันใดให้เสียเวลาเลยหลิงหรงจึงไม่ลำบากที่จะใช้มัน
แต่ความสามารถของการใช้ความสามารถของคู่พันธะสัญญานั้นก็มีขีดกำจัดและเปลืองพลังปราณในร่างกายเช่นกัน ทว่านี่ก็เป็เพียงข้อจำกัดของคนอื่นละนะ เพราะหลิงหรงนั้นนางไม่มีไอ้ที่เรียกว่าขีดจำกัดหรอกหากเพียงนาง้าใช้ก็สามารถเรียกใช้ได้เลยซึ่งมันแปลกมากแต่หลิงหรงก็ไม่คิดจะหาคำตอบของความสงสัยนี้เพราะอย่างไรแล้วมันก็ไม่ได้ส่งผลเสียให้นางนิจะไปหาคำตอบให้มันยุ่งยากไปทำไม จริงไหม?
“อ่า ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าใดก็ยิ่งหอม…มันคงใกล้สุกได้ที่แล้วสินะ…ว่าแต่ที่นี่มีเ้าถิ่นหรือไม่นะ?”ขาก็ก้าวเดินปากก็พูดงึมงำไม่หยุด เพราะยิ่งหลิงหรงเดินเข้าไปในถ้ำมากเท่าไรกลิ่นหอมของบางสิ่งที่อยู่ในนั้นยิ่งส่งกลิ่นล่อลวงชวนให้ลิ้มลองยิ่งนัก
“นายหญิงท่านได้โปรดระวังตัวด้วยที่นี่มีเ้าถิ่นอยู่”นี่เป็เสียงของหลิงน้อยที่ดังมาจากในหัวของหลิงหรงเพื่อแจ้งเตือนแก่นาง
“อ่า ข้ารู้แล้ว ก็ว่าอยู่ว่าที่ที่มีของล่อตาล่อใจขนาดนี้เหตุใดถึงไม่มีผู้ดูแล ว่าแต่มันคือตัวอันใดหลิงน้อย?”
“อ่า ข้าว่าครั้งนี้ท่านคงต้องได้ลองใช้งานข้าสักครั้งแล้วล่ะนายหญิง เพราะไอ้ตัวที่เฝ้าอยู่มันคืออสรพิษเขาแดงที่กำลังจะตัดผ่านเขตเทพอสูรกลายเป็ัเพลิงเ้าค่ะ…ว่าแต่เหตุใดสัตว์อสูรระดับนี้ถึงมาอยู่ที่ได้กันมิใช่ว่าเขตูเาลูกนี้เป็ของสัตว์อสูรระดับต่ำหรอกรึ?”
“นั่นสิ แล้วหากมันออกไปด้านนอกมีหวังแคว้นนี้ได้พังพินาศเป็แน่ แล้วระดับของข้าก็เพียงระดับตำนานขั้นสูงจะสู้ไหวหรือหลิงน้อย? ข้าไม่คิดว่าจะพบเจอสัตว์อสูรระดับสูงถึงเพียงนี้ภายในถ้ำนี่แล้วไอ้ที่ข้าเข้ามาโดยไม่คิดสิ่งใดเป็เพราะสองจิ้งจอกบอกว่ามันปลอดภัย? นี่หมายความว่าอย่างไร?”
“ตอนพวกนั้นมาตรวจสอบอาจจะไม่เจอสิ่งใดจริงๆก็ได้เ้าค่ะ เพราะเมื่อวานที่ท่านผ่านข้าก็รับรู้ได้เพียงเป็สัตว์อสูรระดับกลางเท่านั้นที่เฝ้าอยู่ ไม่แน่เ้างูตัวนี้อาจจะพึ่งออกมาเพราะกลิ่นของผลไม้ในนี้ก็ได้เ้าค่ะ”
“อือ ก็อาจเป็เช่นนั้น อย่างไรข้าก็ไม่อยากปะทะตรงๆเพราะถึงข้าจะสามารถสู้ได้ก็จริงแต่ก็คงาเ็ไม่น้อยเช่นกัน ข้าคงต้องใช้งานเ้าจริงๆแล้วล่ะหลิงน้อย”หลิงหรงเอ่ยขึ้นในหัวพร้อมกับแบมือออกเมื่อกล่าวจบ
“น้อมรับบัญชาเ้าค่ะนายหญิง…”สิ้นเสียงตอบรับขลุ่ยหยกอันเล็กก็ปรากฏบนมือของหลิงหรงทันที
“เอาล่ะเราเข้าไปใกล้กว่านี้กันก่อนเถิด เพราะข้าเองก็อยากเห็นงูที่จะกลายเป็ัที่ข้าเห็นแต่ในภาพวาดตามจินตนาการของคนในโลกเดิมเท่านั้น แม้จะไม่ได้เห็นัจริงๆแต่ขอเห็นร่างที่จะวิวัฒนาการก่อนก็แล้วกัน….”กล่าวจบหลิงหรงก็ตรงเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำแห่งนี้ทันที
แม้ถามว่ากลัวไหมนางคงบอกไม่ได้ว่าไม่กลัว แต่ในความกลัวนั้นมันก็มีความตื่นเต้นที่มากกว่าหลิงหรงจึงเลือกที่จะดูทุกอย่างให้เห็นกับตาตนเอง และที่ทำให้หลิงหรงเข้าไปด้านในโดยไม่ลังเลว่าตนจะตกอยู่ในอันตรายเป็เพราะว่านางมั่นใจว่าในโลกนี้ไม่มีใครสามารถต้านทานพลังอำนาจของหลิงน้อยได้แน่นอน และพอหลิงหรงพุ่งตัวเข้าไปด้านในเพียงไม่นานนางก็เห็นสิ่งที่ตน้าเห็นจนกระทั่งอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยหน้าที่เคยนิ่งสนิทนั้นดวงตาเบิกกว้างขึ้นอีกทั้งปากยังเปิดออกเป็รูปตัวโอ…
"โอ้!! ทั้งใหญ่และ ยะ ยาวมาก!!!….''