ท่านจ้าวเหนือฟ้า พระองค์ทรงเรียกหากระหม่อมหรือ
ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งปวง กระหม่อมไม่มีทางลืมพระกระแสที่พระองค์ทรงรับสั่งกับกระหม่อมแน่ เื่ของเ้าหนุ่มสินรุ้งถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด ตลอด่สองปีมนุษย์ที่พระองค์บรรทม ได้มีเหตุดีร้ายหลายประการเกิดขึ้นกับมัน
กระหม่อมจะนำเื่ราวกราบทูลพระองค์ั้แ่ต้น นับั้แ่ที่มันผู้นั้นก้าวเท้าออกจากคฤหาสน์ตระกูลสุวรรณวารี
เป็ครั้งแรกที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าสมองช่างว่างเปล่า ไม่ทราบได้ว่าตนเองควรทำอะไรต่อไปดี มันยืนเป็คนโง่อยู่ครู่หนึ่งก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาที่ซุกหัวนอน
มันเดินโซเซเข้าไปในตัวตลาดก่อนหยุดลงที่หน้าโรงแรมเทียนทองคำ สินรุ้งยืนคิดอยู่อึดใจหนึ่ง แม้จะไม่เคยเข้าพักในที่แห่งนี้ แต่ก็ได้เดินผ่านมันทุกครั้งที่เข้ามาหาซื้อของในตลาด ในที่สุดมันก็ตัดสินใจเข้าพัก เลือกห้องที่ราคาถูกที่สุดและจ่ายเงินเป็ค่าค้างแรมเก้าสิบเก้าเหรียญเงิน
ดังที่กระหม่อมเคยกราบทูล การซื้อขายแลกเปลี่ยนใด ๆ ก็ตามที่มีราคาค่างวดเกินหนึ่งเหรียญทองจะต้องกระทำผ่านพ่อค้าและต้องมีการแสดงใบสุทธิอย่างชัดเจน ค่าเข้าพักในโรงแรมก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน การที่โรงแรมแห่งนี้มีห้องพักราคาไม่ถึงหนึ่งเหรียญทองเอาไว้บริการก็เพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมายนี้นั่นเอง
หาเป็เช่นนั้นไม่ ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ ที่กระหม่อมกล่าวถึงการหลบเลี่ยงข้อกฎหมายนั้นมิได้หมายถึงการกระทำผ่านพ่อค้า หากแต่เป็การหลบเลี่ยงในเื่ของการยื่นใบสุทธิเพื่อแสดงตัวตนต่างหาก คนที่เลือกเช่าห้องราคาไม่ถึงหนึ่งเหรียญทองนั้น นอกจากจะเป็คนตระหนี่แล้ว ก็มักเป็มิจฉาชีพที่ไม่อาจแสดงตัวออกมาได้
ถึงสินรุ้งจะรอบรู้ในตำรา แต่เื่ของวิถีประชาเช่นนี้หาได้ล่วงรู้ไม่ สิ่งที่มันคิดก็มีแค่้าหาห้องราคาถูกเพื่อซุกหัวสักสองสามคืนระหว่างใช้ความคิดว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อก็เท่านั้น
แต่ผู้อื่นหาได้คิดเหมือนมันไม่ ด้วยมีมือปราบประจำแคว้นผู้หนึ่งจับตาดูสินรุ้งอยู่ตลอดนับั้แ่ที่มันก้าวเท้าเข้ามาในโรงแรม จนเมื่อมันเห็นเด็กหนุ่มเลือกเข้าพักในห้องราคาถูก มือปราบผู้นั้นก็ตื่นตัวขึ้น ท่านจ้าวเหนือฟ้า จะให้โทษมันก็คงโทษได้ไม่เต็มปากนัก หากดูอากัปกิริยาของสินรุ้งในตอนนั้นแล้วก็ควรแก่การสงสัยจริง ท่าทางของมันเหมือนคุณชายในตระกูลใหญ่ หากแต่ดูซึมเซาและไม่ยอมแสดงตน ไม่แน่ว่าอาจ้ามาล้างแค้นใครสักคนในเมืองนี้ก็เป็ได้
มือปราบผู้นั้นสนใจในตัวของสินรุ้ง มันจึงตรงเข้าไปขอเช่าห้องติดกันกับเด็กหนุ่ม อย่างไรก็ตาม สินรุ้งที่กำลังมืดแปดด้านไม่ได้ตระหนักถึงเื่นี้เลยแม้แต่น้อย
มันใช้เวลานั่งซึมอยู่บนเตียงเกือบค่อนวันก่อนที่จะสลัดเอาความเศร้าหมองทิ้งไปได้บางส่วน สินรุ้งสะบัดศีรษะแรง ๆ คล้ายจะไล่เอาเื่เลวร้ายออกจากสมอง ก่อนที่จะหันมาสนใจกับเื่ราวตรงหน้า
เด็กหนุ่มมีทางเลือกในชีวิตอยู่สองประการในตอนนั้น หนึ่งคือออกไปหาห้องพักสักแห่งในเมืองนี้เพื่อเช่าอยู่เป็รายเดือน หารายได้ยืนพื้นเอาจากการรับเขียนจดหมายให้กับนางคณิกาในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันก็ใช้พักผ่อนหรือกลับไปหาเหล่าพี่น้องที่คฤหาสน์ประจำตระกูล
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จิตปัญญา้า อีกเสียงหนึ่งในหัวของสินรุ่งเอ่ยแย้ง หัวหน้าตระกูลผู้มีศักดิ์เป็ตาคนหนึ่งของมัน้าให้มันใช้ความสามารถออกมาให้ประจักษ์มิใช่หรือ เช่นนั้นแล้วมันควรที่จะหันหลังจากกรุงไตรสุวรรณแห่งนี้ ออกเดินทางเสี่ยงโชคเพื่อประกอบเื่ลือลั่นหรือไม่
ยังคิดไม่ทันตก ท้องของสินรุ้งก็ร้องประท้วงจากการที่ไม่ได้กินอะไรมาตลอดทั้งวัน เมื่อเห็นเป็เช่นนั้น เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจลงมาจากห้อง ออกไปสู่ตลาดยามบ่ายแก่ ๆ เพื่อหาของรองท้องก่อนมื้อเย็น
มันเลือกร้านขนมปังอบจิ้มน้ำผึ้งแห่งหนึ่งเป็ที่พักท้อง ขณะที่กำลังกินขนมปังแกล้มชาอยู่นั้นก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังจับตามอง เมื่อเงยหน้าขึ้นจากอาหารก็พบว่าคนที่จับจ้องมาที่มันนั้นเป็เด็กสาวผู้หนึ่งในชุดคลุมสีส้มอ่อนประดับลายดอกไม้
เด็กสาวผู้นั้นเป็นางคณิกาคนหนึ่งของร้านกำเนิดรักผีเสื้อราตรี นางมีฉายานามว่าบัวน้อย ไม่แปลกที่สินรุ้งจะจำนางไม่ได้ เพราะนางบัวน้อยผู้นี้ไม่เคยมีโอกาสได้ปรนนิบัติมันมาก่อน
แต่บัวน้อยจำสินรุ้งได้ นางเคยเห็นมันเข้า ๆ ออก ๆ ร้านกำเนิดรักมีชื่อนั้นอยู่หลายครั้ง รวมไปถึงนางคณิกาที่นางนับถือเป็พี่สาวหลายคนยังกล่าวเทิดทูนถึงความสามารถและรูปร่างหน้าตาของมันเสียจนเกินจริง แล้วไยดรุณีน้อยผู้นี้จะลืมมันลง
ดรุณีนางนี้ก็มีปูมหลังไม่ใคร่ต่างจากนางคณิกาอื่นนัก นางมาจากครอบครัวชนชั้นกสิกร ไม่สามารถอ่านเขียนใด ๆ ได้ แม้กระทั่งนามของตนก็ยังสะกดไม่ถูก บัวน้อยถูกครอบครัวขายมายังเมืองหลวงั้แ่นางอายุได้สิบสามปี เวลานั้นล่วงมาปีเศษแล้ว โดยที่นางไม่เคยได้ติดต่อกับทางบ้านแม้เพียงสักครั้งเดียว
ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้ยิ่งใหญ่ การที่นางคณิกาไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านเดิมเลยนั้นไม่ใช่เื่แปลก โดยส่วนมากเป็เพราะทางบ้านก็ไม่ได้สนใจความเป็ไปของพวกนางอยู่แล้ว หรือบ้างก็เกิดจากความโกรธแค้นของเหล่าหญิงงามเ่าั้เอง ที่ตั้งแง่รังเกียจบุคคลที่ส่งนางมาขายเรือนร่างยังเมืองใหญ่ ดังนั้นส่วนใหญ่หากไม่มีฝ่ายใดเจ็บป่วยใกล้ตาย ก็มักไม่แจ้งข่าวถึงกัน
แต่นี่คือสิ่งที่นางบัวน้อยต่างไปจากนางคณิกาคนอื่น ๆ เด็กสาวคิดถึงบิดามารดาและพี่น้องทั้งหลายของนางนัก และไม่เคยคิดโกรธแค้นเลยที่ทางบ้านส่งตัวนางมาขายเรือนร่างยังเมืองหลวง ด้วยเข้าใจถึงความลำบากของครอบครัวที่ต้องกระเบียดกระเสียร แย่งกันกินใช้อยู่ถึงสิบชีวิต
ชีวิตในเมืองหลวงของนางไม่เลวร้ายเท่าใด ดรุณีน้อยได้แต่งตัวสวย กินอยู่อย่างสุขสบาย คุณชายที่มาเป็แขกของนางก็ล้วนแต่เอ็นดู ไม่มีใครแสดงอาการวิปริตบังคับให้นางทำสิ่งที่ไม่้า บัวน้อยเองก็พยายามเก็บหอมรอมริบ ด้วยหวังว่าเมื่อถึงวัยอันควรจะได้กลับบ้าน นำเงินไปเลี้ยงดูครอบครัวในชนบทต่อไป
ด้วยบัวน้อยเป็เด็กที่เพิ่งแตกเนื้อสาว จะอย่างไรก็ย่อมเกิดความว้าเหว่ที่ต้องห่างบ้านบ้าง นางเคยให้ร้านตำราช่วยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งกลับบ้านไปพร้อมกับตั๋วแลกเงิน แต่นางกลับลืมไปว่าไม่มีผู้ใดในบ้านที่อ่านหนังสือออกเลย แม้กระทั่งคนเดินจดหมายก็ไม่เข้าใจความ ท้ายที่สุดนางน้อยก็จำต้องยอมแพ้แก่โชคชะตา เพียงแต่เฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับไปพบกับครอบครัวที่รักของนางเท่านั้น
แต่แล้วก็มีเื่หนึ่งเข้ามากระทบจิตใจของนาง พี่สาวที่ร้านกำเนิดรักพูดกันว่า มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งชื่อสินรุ้ง เป็คนที่มีความสามารถในเชิงกาพย์กลอนและร้อยแก้ว ที่ถึงแม้ว่าพวกนางจะไม่รู้หนังสือ แต่เมื่อได้ฟังถ้อยคำเ่าั้ก็รู้สึกปลาบปลื้มจนหัวใจคล้ายจะพองออกมาจากอก
พระองค์ทรงพระสรวลแล้ว โถ เด็กหนอเด็ก นางบัวน้อยผู้นี้ช่างไร้เดียงสานัก เมื่อได้ฟังคำเ่าั้ก็ทึกทักไปเองว่าเ้าหนุ่มสินรุ้งคงเป็เทพยดาที่สามารถบันดาลให้คนไม่รู้หนังสือเข้าใจหนังสือได้ เมื่อคิดเช่นนั้นเด็กสาวก็เฝ้าหาวิธีที่จะได้ปรนนิบัติใกล้ชิดให้แก่มัน แต่ก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง นางกลับเจอคนมีชื่อนั่งกินขนมปังอยู่ที่ร้านริมทางเสียก่อน
ดวงตาของคนทั้งคู่ประสานกันอยู่นาน ก่อนที่บัวน้อยจะรวบรวมความกล้าสาวเท้าเข้ามาที่ข้างโต๊ะของเ้าหนุ่มสินรุ้ง เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็ต้องเลิกคิ้ว เลื่อนเก้าอี้ให้นางคณิกาน้อยนั่งก่อนเอ่ยถาม “แม่... น้องหญิงรู้จักข้าหรือ”
“ไม่มีหญิงใดในเมืองนี้ไม่รู้จักคุณชาย” นางกล่าวด้วยคิดว่าคำพูดนั้นเป็คำชม “หากแต่คุณชายคง... คงไม่รู้จักข้าน้อยกระมัง”
สินรุ้งสำรวจดูก็เดาได้เพียงว่าคงเป็นางคณิกาสักคนหนึ่ง ท่านจ้าวผู้ประเสริฐ ่ไม่นานมานี้มันผ่านผู้หญิงมานับร้อยคน หากจำได้หมดก็คงจะยอดเยี่ยมเกินมนุษย์ไปมากแล้วกระมัง มิหนำซ้ำนางน้อยผู้นี้ก็ไม่เคยผ่านมือมันมาก่อน แล้วจะกล่าวโทษมันได้อย่างไร
“ข้าน้อยชื่อบัวน้อยเ้าค่ะ” นางคณิกาเอ่ยแนะนำตัว “ข้าน้อยเป็... ข้าน้อยอยู่ที่ร้านตรงฝั่งกระโน้น”
ตรงฝั่งกระโน้นตามทิศที่ดรุณีน้อยชี้มือเต็มไปด้วยร้านกำเนิดรักเกือบสิบร้าน ดังนั้นสินรุ้งจึงไม่อาจทราบได้ว่านางมาจากร้านใด หากแต่มันก็ไม่คิดถามออกไป เพียงแต่หันเหหัวเื่ว่า “แล้วน้องหญิงมีธุระอันใดกับข้าหรือ”
บัวน้อยก้มต่ำ อาการแฝงแววเอียงอาย เอ่ยตะกุกตะกักอออกมา “ข้าน้อย... อยากเชิญท่าน... คุณชาย... ไปที่... ร้าน...”
ท่าทางนั้นน่าเอ็นดูจนมันอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้นกระมัง น้องหญิง” สินรุ้งเอ่ยอย่างใจดี “น้องหญิง้าให้ข้าช่วยเขียนจดหมายใช่หรือไม่ ย่อมได้ เพียงแต่ไปหาหมึกปากกาแลกระดาษมาให้ข้าเท่านั้น”
นางน้อยะโขึ้นยืนราวกับกระต่ายเปรียว ก่อนเผ่นแผลวด้วยอารามดีใจตรงไปยังร้านขายอุปกรณ์ที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ บัวน้อยก็กลับมาพร้อมกับใบหน้าเจื่อน ๆ “คุณชาย” นางเอ่ยเสียงอ่อย “ข้าน้อยลืมถามท่านว่าท่านจะใช้กระดาษแลหมึกชนิดใด”
สินรุ้งอดยิ้มตอบกลับไปไม่ได้ “น้องหญิงพอใจจะใช้กระดาษแลหมึกชนิดใดก็หาซื้อมาเถิด ตัวข้าไม่คิดเกี่ยงอันใดหรอก”
แต่สีหน้าของบัวน้อยก็ยังดูเป็กังวล “ข้าน้อยกลัวซื้อผิด” นางร่ำร้อง “เป็หมึกแลกระดาษวิเศษเช่นใดหรือที่คุณชายใช้ ข้าน้อยลองถามคนดูแล้ว พ่อค้านั่นหัวเราะใหญ่ บอกว่าคงต้องไปซื้อที่ร้านเทพเท่านั้น นั่นมันเป็ที่ใดหรือเ้าคะ”
คราวนี้เ้าหนุ่มถึงกับต้องขมวดคิ้วออกมาจริง ๆ “ข้าไม่เข้าใจความหมายของน้องหญิง” มันเอ่ย “ต้องเป็ของวิเศษอันใดด้วยหรือ ข้าขอแค่หมึกแลกระดาษธรรมดาทั่วไปเท่านั้น”
นางคณิกากลับมาทรุดกายนั่งเคียงข้างสินรุ้ง พร้อมด้วยสีหน้าลำบากใจ “ครอบครัวของข้าน้อยอ่านหนังสือไม่ออก” นางสารภาพออกมาด้วยเสียงค่อย “คุณชาย ข้าน้อยกลัวว่าถ้าใช้หมึกแลกระดาษธรรมดา พวกเขาจะไม่เข้าใจหนังสือของท่าน”