จางหลินเดินออกจากโรงเตี๊ยมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาตรงไปยังตระกูลจางที่กลายเป็นสถานที่รกร้างในปัจจุบัน
เมื่อมาถึงตระกูลจางและตรวจสอบดูทุกซอกทุกมุมก็พบว่า ไม่มีแม้แต่สมบัติชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งตรงตามคำอธิบายของหยุนเหวินทุกประการ
แต่ยังมีกรอบรูปและสิ่งของจิปาถะที่นำไปใช้ประโยชน์ในยุทธภพไม่ได้
เมื่อเขากลับไปที่ห้องของตนเองก็พบเข้ากับชั้นวางหนังสือที่ไม่ได้ถูกยกเค้าไป หากแต่ตำราที่เขาได้รับมาจากหอตำราเจียงหยูกลับหายไป
ดูเหมือนว่าผู้ลงมือจะฆ่าล้างบางไม่พอ แต่ยังขโมยทักษะยุทธ์ที่เขาคิดจะฝึกฝนไปอีกต่างหาก
แม้แต่หม้อทองแดงที่มีพิษหลากหลายชนิดของเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน
เขาขึ้นไปที่ห้องของจางหยินเซียวก่อนจะพบเข้ากับเข็มกลัดที่สลักแซ่จางเอาไว้ เขาเก็บเข็มกลัดไว้กับตัวราวกับว่าต้องการใช้สิ่งนี้เป็นของต่างหน้าที่ถูกทิ้งไว้โดยจางหยินเซียว
ครั้นเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่มีประโยชน์หลงเหลืออยู่ จางหลินตัดสินใจตรงไปยังตำหนักของตระกูลชิง และหวังว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมหากตระกูลชิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารในครั้งนี้
และเมื่อเขามาถึงตำหนักของตระกูลชิง เขาก็พบเข้ากับจดหมายแผ่นหนึ่งที่ถูกเหน็บไว้ที่ทางเข้าตำหนักของชิงเยว่
เขารีบหยิบม้วนกระดาษที่พับออกมาและเห็นว่ามันมีอักษรที่ถูกเขียนด้วยลายมือของชิงเยว่
“พี่จาง หากท่านได้มาเห็นจดหมายนี้ ข้าคงจะออกจากเมืองหยางโจวไปแล้ว”
“พี่จางระวังตัวด้วย หยางเซี่ยยังคงอยู่ในเมืองหยางโจวและกำลังคิดวางแผนร้ายต่อท่าน หากเป็นไปได้ให้ท่านรวมถึงตระกูลจางทั้งหมดอพยพออกจากเมืองหยางโจวและไปอาศัยอยู่ที่เมืองอู่โจวจะเป็นการปลอดภัยกว่า”
“พี่จาง ข้าขอโทษสำหรับทุกอย่างก่อนหน้านี้ ที่ทำให้ตระกูลจางต้องตกอยู่ในอันตราย”
“ข้าเสียใจจริงๆที่…”
แต่ข้อความบรรทัดสุดท้ายกลับหายไปครึ่งหนึ่ง มีก็เพียงแค่คราบน้ำตาสองหยดเท่านั้นที่ถูกทิ้งไว้
แววตาจางหลินเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง มือของเขาสั่นด้วยความเคียดแค้นและความเกลียดชัง “เป็นฝีมือของหยางเซี่ยจริงๆ!”
ข้อสันนิษฐานได้รับการยืนยันแล้วว่า การสังหารหมู่ตระกูลจางเกิดจากฝีมือของหยางเซี่ย!
แม้ว่าเขาจะได้รับข้อความเกี่ยวกับคำเตือนจากชิงเยว่ แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว ชีวิตของเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
แม้ชิงเยว่จะพยายามช่วยเหลือเขาโดยการเขียนจดหมายเตือน แต่เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆให้แก่นางอีกต่อไป
เขาขยำกระดาษและโยนมันไปในตระกูลชิง และออกเดินทางด้วยรถม้าขณะสวมชุดของนักฆ่าเพื่อปกปิดรูปลักษณ์ที่แท้จริง
. . .
ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนจะถึงรุ่งสาง จางหลินได้ปลอมตัวและตรงไปยังกลุ่มของทหารรับจ้างหลานเฟิงเพื่อบอกลาพวกเขาและตัดขาดความสัมพันธ์ทุกอย่าง
โดยการให้ทหารรับจ้างหลานเฟิงส่งจดหมายไปยังคฤหาสน์เจ้าเมืองเพื่อให้เจ้าเมืองมู่คุ้มครองพวกเขาแทน
หากเหล่านักฆ่ารับรู้ว่ากลุ่มทหารรับจ้างหลานเฟิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลจาง อีกไม่นานพวกเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะถูกตามล่าไปตลอดชีวิต
แม้ว่าหัวหน้าของกลุ่มทหารรับจ้างอย่างหานชิวหงจะไม่เต็มใจที่จะอยู่ภายใต้อาณัติผู้ใด แต่จางหลินก็ได้บอกเหตุผลของเขาไป ทำให้หานชิวหงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเชื่อฟัง
หานชิวหงคุกเข่าด้วยความซาบซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จางหลินจะออกจากโรงเตี๊ยมของกลุ่มทหารรับจ้างไป
. . .
ค่ำคืนนี้จางหลินได้เดินทางไปยังทุกหนแห่งที่ต้องการ และที่สุดท้ายที่เขาไปก็คือศูนย์การค้าใจกลางเมือง
จางหลินในอาภรณ์สีดำมองไปยังโรงตีเหล็กของลุงฉู่ รวมถึงหอตำราเจียงหยู และเขามองเห็นผู้เฒ่าลู่ยังคงเฝ้าที่โต๊ะด้วยสีหน้าแววตาที่ยังเศร้าโศกไม่หาย
จางหลินทำได้เพียงมองพวกเขาจากที่ไกลๆ เขาประสานมือและพูดขึ้น “ลุงฉู่ ผู้เฒ่าลู่ ขอขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา… ข้าต้องการมาบอกลาพวกท่าน”
“หากวาสนานำพา พวกเราอาจจะได้มาพบเจอกันอีกครั้ง” จากนั้นเขาก็ขึ้นรถม้า และออกเดินทางไปยังหลุมฝังศพของตระกูลจางที่อยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์เจ้าเมืองมู่
เมื่อมาถึงเนินเขาด้านหลังของคฤหาสน์เจ้าเมือง จางหลินก็พบว่า พื้นที่โดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน และมีบรรยากาศของความเงียบงันไร้ซึ่งเสียงใดๆมารบกวน
จางหลินมองเห็นป้ายชื่อของสมาชิกตระกูลจางเรียงรายไปทั่วทั้งพื้นที่ หัวใจของเขารู้สึกหนักอึ้งและเกือบจะร้องไห้ออกมา
เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้เขาหมดสติไปและไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นในเร็ววัน ดังนั้นหยุนเหวินและเจ้าเมืองมู่จึงลงความเห็นว่าควรจะฝังศพของสมาชิกตระกูลจางทั้งหมดภายในเวลาไม่เกินสามวัน
ดังนั้นเมื่อจางหลินฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ เขาจึงไม่มีช่วงเวลาที่จะได้ร่ำลาก่อนจะทำพิธีฝังศพของตระกูลจางทั้งหมด
จางหลินจุดธูปสิบสามดอกและปักลงที่กระถาง ก่อนจะโขกศีรษะลงกับพื้นและพูดด้วยเสียงแห้งผาก “ท่านพ่อ หลินเอ๋อร์ไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถกลับมาช่วยเหลือท่านได้ทัน”
“ลุงหยูเซิง ลุงหนานฮวน พวกท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ในการปกป้องพี่สาวเจียหยู จางหลงและหวู่ฮุ่ยเอง ข้าขอให้พวกท่านจงไปสู่สุขคติอย่างหมดห่วงเถิด” เขากล่าวพึมพำราวกับต้องการจะส่งข้อความนี้ให้ไปถึงผู้ที่ล่วงลับ
จางหลินค่อยๆลุกขึ้นและสูดลมหายใจเย็นๆเข้าปอด ก่อนที่แสงในแววตาของเขาจะเข้าครอบงำด้วยความเกลียดชัง “ส่วนเรื่องของคนที่สังหารพวกท่าน ข้าจะนำหัวของพวกมันมาเซ่นไหว้ในภายหลัง!”
จากนั้นเขาก็หันหลังกลับและสวมหน้ากากไหมสีดำออกจากพื้นที่อนุสาวรีย์
ก่อนจะจากไปจางหลินเหลือบมองไปยังทิศทางของคฤหาสน์เจ้าเมือง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อมจากระยะไกล “พ่อบุญธรรม พี่สาว ขออภัยที่ข้าไม่ได้ตอบแทนพวกท่านในตอนนี้ แต่ในอนาคต ข้าจะกลับมาตอบแทนพวกท่านอย่างแน่นอน”
จากนั้นร่างของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางหมอกและหิมะโปรยปรายในยามวิกาล
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้นในคฤหาสน์เจ้าเมือง ขณะนี้บังเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ เมื่อมีเสียงคำรามของเจ้าเมืองมู่ดังกึกก้อง
“รีบออกตามหาเขาเร็วเข้า! หากพวกเจ้าไม่พบเขา พวกเจ้าก็ไม่ต้องโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีก!”
เจ้าเมืองมู่มีสีหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ เขาออกคำสั่งกับองครักษ์และทหารยามทั้งหมดด้วยความเดือดดาล
เหตุสืบเนื่องหลังจากที่มู่รั่วหลานตื่นขึ้นมา กิจวัตรประจำวันของนางคือข้ามไปอีกห้องหนึ่งเพื่อดูอาการของจางหลิน
แต่เมื่อนางเปิดประตูเข้าไป ร่างของจางหลินที่ควรจะพักผ่อนอยู่บนเตียงกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย และสิ่งแรกที่นางรู้สึกได้ก็คือกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลอย่างแรงจนนางเกือบจะอาเจียนออกมา
มู่รั่วหลานไม่รอช้าที่จะตรวจสอบพื้นที่ภายในห้อง ก่อนจะพบว่า กลางห้องมีกองเลือดกองใหญ่เจิ่งนองและมีรอยเลือดที่กระซ่านกระเซ็นไปทุกทิศทาง!
ในขณะที่นางรู้สึกตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก นางก็ได้ยินเสียงหยดเลือดที่ดังมาจากตู้เสื้อผ้า โดยไม่รอช้านางรีบเปิดตู้เสื้อผ้าก่อนจะพบเข้ากับร่างที่ไร้วิญญาณของหัวหน้านักฆ่า ซึ่งนั่นทำให้นางกรีดร้องออกมาเสียงดัง
เสียงกรีดร้องของนางได้ดึงให้เจ้าเมืองมู่มาปรากฏตัวขึ้นในห้องอย่างฉับพลัน เมื่อเขาเห็นที่เกิดเหตุ ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด!