"ข้าไปทำธุระที่ในเมืองเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ไม่กล้าบอกความจริงแก่เหลียงซื่อด้วยเกรงว่าหากจิ้งหรีดของพวกตนคว้าชัยชนะได้ก็ดีไป แต่หากมันไร้ชื่อเสียงกลับมามิหนำซ้ำยังถูกกัดจนพิการ นางคงบอกไม่ลง ด้วยกลัวว่าเหลียงซื่อและคนอื่นๆจะต้องผิดหวังอย่างยิ่ง
"เอาเถอะๆเจ้าโตจนปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่ หากไม่อยากบอกแม่ ก็ตามใจเจ้าเถิด" เหลียงซื่อแสร้งทำทีเป็นงอน หันหน้าหนีไปอีกทาง
อันซิ่วเอ๋อร์ย่อมไม่หลงกลนางเป็นแน่ด้วยท่าทีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการเสแสร้ง เพียงแต่ด้วยวัยที่มากขึ้นริ้วรอยบนใบหน้าก็มีไม่น้อย ท่าทางงอนเช่นเดิมจึงดูขาดความน่ารักสดใสไปบ้างกลับเผยให้เห็นความร่วงโรยตามวัยเสียมากกว่า
"ท่านแม่ อย่าเพิ่งถามเลยเจ้าค่ะพวกเราไปทำธุระในเมือง หากกลับมาอาจมีเรื่องน่ายินดีมาบอกท่านก็ได้นะเจ้าคะ"
อันซิ่วเอ๋อร์คลี่ยิ้มหวานคล้องแขนออดอ้อนพลางผลักดันนางไปยังห้องครัว "เอาล่ะท่านแม่ รีบไปทำอาหารเถิด ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว"
"ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ" ครั้นได้ยินบุตรีบอกว่าหิว เหลียงซื่อก็ลืมเรื่องที่ตนกำลังงอนไปเสียสิ้นหันกลับมาตอบรับประโยคหนึ่งแล้วเดินเข้าครัวไป
อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองอันหรงเหอคลี่ยิ้มอย่างรู้กันแล้วยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบอันหรงเหอก็พยักหน้ารับ เดินเข้ามาข้างกายอันซิ่วเอ๋อร์แล้วกระซิบว่า"ท่านอาวางใจเถิด ข้าจะไม่บอกผู้ใด"
"ใช่แล้ว นี่คือความลับของพวกเรา"อันซิ่วเอ๋อร์ก้มกายลงกระซิบข้างหูเขา
"แต่ข้าก็อยากไปในเมืองด้วย"อันหรงเหอเริ่มออดอ้อนนาง
"เด็กดีคราวนี้ข้ากับท่านอาสองของเจ้าไปทำธุระจริงๆ หากมีโอกาสหน้าข้าจะพาเจ้าไปด้วย"อันซิ่วเอ๋อร์ต้องติดตามพวกของผู้ดูแลอู๋ไปเกรงว่าหากพาอันหรงเหอไปด้วยจะไม่สะดวก
"แต่ท่านพ่ออยู่ในเมืองนี่ขอรับ"อันหรงเหอยู่ปาก "ข้าไม่ได้เจอท่านพ่อมาครึ่งปีแล้ว"
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นเด็กน้อยมีท่าทีผิดหวังเช่นนั้นก็อดใจอ่อนไม่ได้ทว่านางรู้ดีว่าพี่ใหญ่คงไม่อยากให้บุตรชายเห็นสภาพของตนในยามนี้เป็นแน่ทำได้เพียงปลอบประโลมว่า "คราวหน้าคราวหน้าข้าจะให้ท่านอาสองพาเจ้าเข้าเมืองไปด้วยนะ"
อันหรงเหอพยักหน้าอย่างว่าง่ายพ่อเฒ่าอันที่ยืนอยู่ข้างๆมองดูสองอาหลานสนทนากันอย่างสนิทสนมก็แย้มยิ้มขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยต่งซื่อเดินออกมาจากครัว เห็นทั้งสองเข้าก็เอ่ยถาม "พวกเจ้าอาหลานยืนซุบซิบอะไรกันตรงนี้?"
"พี่สะใภ้รอง..." อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าทักทายต่งซื่อ "พวกเราซุบซิบอะไรกันท่านไปถามพี่รองดูก็รู้เองเจ้าค่ะ"
"เป็นอะไรกันนักหนาไปตลาดในเมืองแค่ครั้งเดียว กลับมาทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ข้าบอกพวกเจ้าไว้ก่อนนะถึงแม้จิ้งหรีดของพวกเจ้าจะขายได้เงินไม่น้อย แต่มันกินก็ไม่ได้ ใช้สอยก็ไม่ได้หากวันใดไม่มีคนซื้อ พวกเจ้าก็คงได้แต่นั่งมองมันเปล่าๆ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องตั้งใจทำไร่ทำนา ท่านพ่อ ท่านว่าจริงหรือไม่?"
"อืม พี่สะใภ้รองของเจ้าพูดมีเหตุผล"พ่อเฒ่าอันพยักหน้ารับ
อันซิ่วเอ๋อร์น้อมรับฟัง"เจ้าค่ะ ใช่ ใช่ ใช่ พวกท่านพูดถูกทั้งหมดพวกเราก็แค่เล่นสนุกๆ ไม่ได้คิดว่าจะได้เงินทองอะไร ท่านว่าจริงไหมเจ้าคะพี่รอง?"
"ถูกต้อง พวกเราแค่เล่นสนุก"อันเถี่ยมู่เกาศีรษะ ทำท่าซื่อๆ
"ชิ พวกเจ้าสองคนแสร้งทำไปเถอะดูท่าทางภูมิอกภูมิใจของพวกเจ้าสิ" ต่งซื่อส่ายหน้าทว่าบนใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้มยินดีเช่นกัน
เงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวที่ยากจนแล้วถือเป็นเงินก้อนใหญ่มหาศาลไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดทุกคนจึงมีความสุขถึงเพียงนี้อันซิ่วเอ๋อร์เองก็มีความสุขเช่นกัน นางอยากจะถือเงินสองตำลึงที่เป็นของตนวิ่งไปหาจางเจิ้นอันแล้วบอกว่า ท่านพี่ พวกเรามีเงินแล้ว ท่านไม่ต้องออกไปทำงานข้างนอกแล้ว
ทว่าเขาจากไปเสียแล้ว
นางตัดสินใจแล้วว่าจะต้องพยายามหาเงินให้มากขึ้นไปอีกด้วยเหตุนี้สามีภรรยาจึงจะได้ไม่ต้องพลัดพรากจากกันเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ
วันนี้คนในครอบครัวต่างมีความสุขยิ่งนักบนโต๊ะอาหารมีข้าวสวยขาวหอมหม้อใหญ่ ปริมาณเหลือเฟือ อาหารก็มากมายหลายอย่างมีทั้งปลาทั้งเนื้อ รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลียงซื่อและพ่อเฒ่าอันเบ่งบานไม่หุบครอบครัวที่ยากจนมักมีแต่เรื่องทุกข์เศร้า อันซิ่วเอ๋อร์ปรารถนาให้คนในครอบครัวมีความสุขเช่นนี้ตลอดไป
ครั้นรับประทานอาหารเสร็จอันเถี่ยมู่และอันซิ่วเอ๋อร์ก็รีบร้อนถือตะกร้าเข้าเมือง ครั้นถึงโรงเตี๊ยมผู้ดูแลอู๋และผู้ดูแลเติ้งทั้งสองก็รับประทานอาหารเสร็จพอดีทั้งสี่นั่งสนทนากันครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นเดินทางต่อ
ผู้ดูแลอู๋และผู้ดูแลเติ้งต่างมีเรือจ้างส่วนตัวเรือของพวกเขาหรูหรากว่าเรือไม้ลำน้อยของอันซิ่วเอ๋อร์มากนักพวกเขาเชิญชวนให้ทั้งสองขึ้นไปนั่งบนเรือของตนหลายครั้งทว่าอันซิ่วเอ๋อร์ยังคงรู้สึกว่าอยู่บนเรือของตนเองนั้นอุ่นใจกว่าจึงปฏิเสธความหวังดีของพวกเขาไป
เคยมาเยือนในตัวเมืองแล้วครั้งหนึ่งคราวนี้อันซิ่วเอ๋อร์จึงสงบใจลงได้มากความเจริญรุ่งเรืองตลอดสองข้างทางไม่อาจทำให้นางตื่นตาตื่นใจได้อีกนางเพียงเดินอยู่ด้านขวาของอันเถี่ยมู่ ติดตามผู้ดูแลทั้งสองไปเงียบๆ
ตลอดทางมีการเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปมาอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าคราวที่แล้วดูเหมือนไม่ได้เดินมาทางนี้ทว่าเมื่อทั้งสองหยุดฝีเท้าลงอันซิ่วเอ๋อร์ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้ช่างคุ้นตาอยู่บ้าง
ครั้นเงยหน้ามองก็ไม่ใช่ที่อื่นใดนั่นคือสนามประลองที่เคยมาเมื่อคราวก่อนไม่ใช่หรือ?
ในใจของอันซิ่วเอ๋อร์พลันบังเกิดความกังวลขึ้นมานางกลัวว่าจะได้เจออันเถี่ยสือที่นี่ หากให้พี่รองได้เห็นพี่ใหญ่ทำการเช่นนั้นไม่รู้ว่าในใจของเขาจะปวดร้าวเพียงใด
บางทีอาจไม่ได้พบเจอกันด้วยว่าด้านหลังนั้นมีการป้องกันอย่างเข้มงวดหากไม่ใช่พี่ใหญ่ขึ้นสังเวียนก็คงไม่ได้เห็นรอจนถึงตอนนั้นตนค่อยห้ามพี่รองไม่ให้ไปดูก็คงได้
อีกทั้งคราวก่อนนางกลับไปก็โกหกที่บ้านว่าไม่เจออันเถี่ยสือหากคราวนี้เจอเขาเข้าจริงๆ นางก็คงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปกระมัง
ดูเหมือนว่าผู้ดูแลอู๋จะได้กล่าวอะไรบางอย่างกับทหารยามสองนายทหารยามทั้งสองจึงไม่ได้เก็บเงินค่าผ่านประตูของทั้งสองทั้งยังปล่อยให้เข้ามาโดยง่าย ครั้นเข้ามาในสนามประลองผู้ดูแลเติ้งก็ประสานมือให้แก่ทั้งสอง กล่าวว่ายังมีธุระอื่น จึงขอตัวแยกไปก่อนเหลือเพียงผู้ดูแลอู๋เพียงผู้เดียวคอยต้อนรับ
อันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองก็ไม่ได้ใส่ใจอันใดด้วยว่าตลอดทางผู้ที่พูดคุยมากที่สุดก็คือผู้ดูแลอู๋ส่วนผู้ดูแลเติ้งส่วนใหญ่มักจะนิ่งเงียบ
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวคลื่นเสียงอึกทึกที่คุ้นเคยก็ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ผู้ดูแลอู๋เผยสีหน้าภาคภูมิใจกล่าวว่า"ได้ยินหรือไม่ นี่คือสนามประลองของพวกเราช่างครึกครื้นเพียงใด เพียงได้ยินก็รู้สึกเลือดลมสูบฉีดแล้วไม่ใช่หรือ?"
"ใช่ขอรับ" อันเถี่ยมู่พยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเขาเข้าใจผิดไป "ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่การกัดจิ้งหรีดก็สามารถเรียกเสียงโห่ร้องของผู้คนได้มากมายถึงเพียงนี้"
ผู้ดูแลอู๋ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอันซิ่วเอ๋อร์จึงอธิบายอยู่ข้างๆ ว่า "ท่านพี่รองสนามประลองแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงการกัดจิ้งหรีดเท่านั้นนะเจ้าคะได้ยินมาว่ายังมีชนไก่ ชนสัตว์ และประลองยุทธ์ด้วย!"
"คุณหนูท่านนี้กล่าวถูกต้องแล้ว"ผู้ดูแลอู๋ไม่ได้เยาะเย้ย เพียงกล่าวว่า "ในสนามประลองของเรา การกัดจิ้งหรีดเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้นสิ่งที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นเร้าใจอย่างแท้จริงคือการประลองระหว่างสัตว์ร้ายและนักสู้ต่างหาก!"
"ข้าความรู้น้อยนัก" อันเถี่ยมู่รู้ว่าตนเข้าใจผิดไปแล้ว ใบหน้าจึงแดงก่ำทว่าก็ยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับว่าตนเองนั้นความรู้ตื้นเขิน
ผู้ดูแลอู๋ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนั้นก็ไม่กล้ากล่าวว่ากระไรเขาอีก เพียงกล่าวว่า "เพียงมองดูก็รู้ว่าสหายอันเป็นคนซื่อตรงปกติไม่ได้ข้องแวะกับเรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นธรรมดา"
กล่าวพลางก็พาคนทั้งสองเดินต่อไปสถานที่กัดจิ้งหรีดอยู่ทางด้านซ้ายของสนามประลอง เดินผ่านตรอกเล็กๆแล้วเดินผ่านระเบียงทางเดิน ก็ปรากฏห้องโถงลายบุปผาขึ้นตรงหน้า
"การกัดจิ้งหรีดนั้นมีผู้คนมาชมไม่มากนักไม่อาจเทียบได้กับการชนสัตว์ที่มีฉากยิ่งใหญ่อลังการ" ผู้ดูแลอู๋กล่าวพลางนำคนทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน
อย่างไรก็ตามภายในนี้ไม่ได้เป็นดังที่ผู้ดูแลอู๋กล่าวว่ามีผู้คนมาชมเพียงเล็กน้อยในความเป็นจริงกลับเต็มไปด้วยผู้คนมากมายครั้นเห็นผู้ดูแลอู๋นำอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองเข้ามาผู้คนเหล่านั้นก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างเฉื่อยชาแวบหนึ่งแล้วก็ก้มหน้าจดจ่ออยู่กับอ่างกัดจิ้งหรีดที่อยู่ตรงหน้าต่อไป
"พวกท่านก็หาที่นั่งลงเสียก่อนเถิดดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มกันไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้นรอบนี้ก็ถือว่าพวกท่านพักไปก่อนรอจนมีคนว่างข้าค่อยให้พวกเขาจับคู่กับพวกท่าน" ผู้ดูแลอู๋พาอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองไปหาที่นั่งลงไม่ช้าก็มีสาวใช้เข้ามาปรนนิบัติรินชาให้
อันซิ่วเอ๋อร์ประคองถ้วยชาไว้มองดูความเคลื่อนไหวภายในสนาม ผู้ดูแลอู๋ไม่ได้กล่าวอันใดแก่ทั้งสองมากนักเพียงกล่าวว่า "พวกเขาล้วนเริ่มการแข่งขันแล้วพวกท่านไปเดินดูได้ หากถึงรอบแล้วข้าจะเรียกพวกท่านเอง"
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้มีความสนใจอันใดหากแต่อันเถี่ยมู่กลับกระตือรือร้นยิ่งนักครั้นได้ยินผู้ดูแลอู๋กล่าวเช่นนั้นก็กล่าวคำขออภัยแก่เขาแล้วเดินวนเวียนชมการประลองอยู่ในห้องโถงลายบุปผา
อันซิ่วเอ๋อร์เองก็ลอบสังเกตผู้คนเหล่านั้นพบว่าท่าทีของผู้คนในยามดูกัดจิ้งหรีดนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนตื่นเต้นเป็นพิเศษเส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน บางคนกลับสงบนิ่งดุจน้ำในบ่อเก่า บางคนแสดงท่าทีผ่อนคลายถึงขั้นมีแก่ใจสนทนากับคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้
อันซิ่วเอ๋อร์สังเกตการณ์ได้ไม่นานก็มีผลแพ้ชนะตัดสินกันในสนาม ผู้ดูแลอู๋จึงเรียกอันเถี่ยมู่เสียงดังให้เขาเตรียมตัวลงประลอง
ในยามที่อันเถี่ยมู่นั่งลงตรงข้ามคู่ต่อสู้เขากลับมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองไปยังผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ด้านข้างกล่าวว่า"จิ้งหรีดของสหายผู้นี้เพิ่งจะประลองเสร็จไปยกหนึ่งไม่ควรให้พักผ่อนก่อนสักครู่หรือขอรับ?"
"ไม่ได้วันนี้สนามประลองของเราจัดการแข่งขันต่อเนื่องไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าเงินหนึ่งร้อยตำลึงนั้นหามาได้ง่ายๆ หรือ?" ในยามนี้ผู้ดูแลอู๋มองอันเถี่ยมู่ด้วยสายตาเย็นชาปราศจากความโอบอ้อมอารีดังเช่นก่อนหน้า
อันเถี่ยมู่เม้มริมฝีปากแน่นไม่กล่าวอันใดอีกอันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินผู้ดูแลอู๋ให้คนติดหมายเลขเก้าสิบเก้าให้แก่จิ้งหรีดในมือของพวกเขาแล้วให้คนนำหมายเลขของมันไปแขวนไว้บนกระดานเดิมพันที่ทางสนามเปิดขึ้นเพื่อให้ผู้คนมาทายผล
ทว่าไม่ใช่การทายว่าใครเป็นผู้ชนะหากแต่เป็นการทายว่ามันจะสามารถยืนหยัดสู้ได้กี่ยกอันซิ่วเอ๋อร์มองไปยังกำแพงที่เต็มไปด้วยตัวอักษรยุ่งเหยิงบนนั้นมีอัตราต่อรองสูงสุดคือคำว่า 'ราชันย์'
อันซิ่วเอ๋อร์รู้แล้วว่าจิ้งหรีดของพวกตนกำลังถูกสนามประลองใช้เป็นเครื่องมือทำเงินหากต้องสู้ต่อเนื่องหลายยกเช่นนี้ เจ้าจิ้งหรีดตัวนี้คงต้องพิการเป็นแน่
นางเหลือบมองอันเถี่ยมู่เขาเป็นผู้ที่รักจิ้งหรีดยิ่งนัก การตายของท่านแม่ทัพใหญ่ในครานั้นไม่รู้ว่าทิ้งรอยแผลเป็นใดไว้ในใจของเขาหรือไม่ อุตส่าห์เริ่มต้นใหม่อีกครั้งกลับต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้อีก
ทว่าบนใบหน้าของอันเถี่ยมู่กลับไม่ได้มีความเศร้าโศกอันใดกลับกลายเป็นการตั้งมั่นยิ่งขึ้น เขาหยิบใบหญ้าที่ทางสนามประลองเตรียมไว้ให้มาลูบไล้จิ้งหรีดตัวนี้เบาๆ ครั้นเขาวางใบหญ้าลงก็มีคนเทจิ้งหรีดตัวนี้ลงไปในอ่างประลอง