เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 วิวาท

            หยวนเอ๋อและหยวนหมินสองขุนนางมีตำแหน่ง ทะเลาะวิวาทกันบนถนนฝ่าฝืนกฎระเบียบของต้าซี ตามหลักต้องโดนโบยสามสิบไม้ คุมขังครึ่งเดือนและโดนเพิกถอนตำแหน่ง

            คนของทางการช่วงนี้ก็ได้รับข่าวจากเบื้องบนว่า เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสกุลหยวนต้องจัดการอย่างเข้มงวดไม่มีใครพูดอะไรได้ จำต้องพาทั้งหยวนหมินและหยวนเอ๋อกลับไปที่ศาลาว่าการ

            พ่อลูกพร้อมใจกันก่อเรื่องจริงๆ!

            คนของทางการไม่ทราบว่าในใจคิดอย่างไรอยู่ถึงขังหยวนหมินซึ่งเป็นนักโทษก่อความวิวาททั่วไป ไว้ในห้องขังที่ติดกับนักโทษประหารอย่างหยวนหยางฮุย

            เมื่อครึ่งเดือนก่อนสองพ่อลูกยังรักใคร่กลมเกลียว คาดไม่ถึงว่ายามนี้จะมานั่งยองๆในคุกอย่างไร้กำหนดออกด้วยกันเสียแล้ว

            มองตาไร้ซึ่งคำพูดใด มีเพียงหยาดน้ำตานับพันสาย?

            ความจริงหยวนหยางฮุยน่าสังเวชมากพอแล้วหลายวันมานี้ติดคุกกินข้าวแดง เขาที่เคยโดนตามใจจนเสียคนจะทนไหวได้อย่างไรแล้วยังไม่รู้จักก้มหัวเมื่ออยู่ใต้ถิ่นคนอื่นทำตัวราวกับว่ายังเป็นบุตรชายคนโตของสกุลหยวน กร่างกับมือปราบทุกวิถีทาง

            บางทีเขาคงนึกว่าท่านพ่อท่านแม่ต้องมาช่วยตนแน่เลยคิดว่าตนยังไม่ใช่นักโทษประหาร โดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่ามารดาตนเองตายไปแล้วและท่านพ่อกำลังจะตามมาเข้าคุกกับตนในไม่ช้า

            หยวนหยางฮุยรนหาที่ตายต่างๆ นานาหลายวันนี้จึงโดนทุบตีหลายครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวไม่ต่างจากหยวนหมินที่โดนจับข้อหาทะเลาะวิวาท

            เมื่อหยวนหมินและหยวนหยางฮุยได้พบกันไม่ว่าจะมองหน้ากันเงียบๆ ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตาเพียงใดก็ไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือราชโองการเกี่ยวกับสกุลหยวนที่มาจากเบื้องบน

            ไม่รู้ว่าทางฮ่องเต้หญิงจากเมืองเซียงเฉิง ต้องการเจียดเวลาจากราชกิจยุ่งวุ่นวายมาเชือดไก่ให้ลิงดูหรือไม่ถึงได้สั่งการลงมาโดยตรงว่าให้ถอดตำแหน่งขุนนางของหยวนหมินและหยวนเอ๋อ

            นี่ยังไม่พอ ฝ่าบาทไม่เพียงถอดยศของทั้งสองคนแต่ยังมีคำสั่งห้ามบุรุษจากสองสาขาของสกุลหยวนนี้กลับเข้ารับตำแหน่งขุนนางใดๆ อีก

            หยวนหมินยังดี สูญเสียตำแหน่งขุนนาง เข้าคุกพอออกมาอย่างไรเสียก็ยังเป็นคนสกุลหยวน

            แต่เขาก็มีจุดที่โชคร้ายอยู่ ในฐานะขุนนางรับใช้เจ้าแผ่นดินทายาทดันใช้ยาต้องห้าม ทั้งยังบีบบังคับสตรีดีๆ มาเป็นนางโลม ก่อกรรมทำชั่วมากมายเลี้ยงดูแต่ไม่สั่งสอน ถือเป็นความผิดของบิดา ฝ่าบาทจึงรับสั่งให้หยวนหมินเฝ้าดูวันที่หยวนหยางฮุยโดนตัดศีรษะแล้วกล่าวขอโทษยอมรับผิดกับครอบครัวของผู้เคราะห์ร้ายที่หยวนหยางฮุยบีบคั้นจนตายทีละครอบครัว

            ส่วนหยวนเอ๋อย่ำแย่ไม่ต่างกัน ตัวเขามีตำแหน่งขุนนางกลับพลั้งมือทำร้ายนายหญิงใหญ่จนตาย โทษตายผ่อนปรนได้ โทษเป็นหลีกหนีไม่พ้นฝ่าบาทมีรับสั่งเนรเทศเขาไปซีเป่ย [1] มิอาจกลับแผ่นดินจงหยวน[2] ได้อีกตลอดชีวิต

            ขณะที่หยวนเอ๋อโดนควบคุมตัวออกนอกเมืองซูโจวเพื่อเนรเทศไปยังซีเป่ยหยวนหยางฮุยก็ถูกลากไปตัดหัวที่แดนประหารต่อหน้าสาธารณชน

            ช่วงเวลาก่อนตาย เขายังคงฝันว่าตนอาจได้รับความช่วยเหลือ พึ่งจะกินอาหารมื้อสุดท้ายอิ่มหนำเสร็จก็ถูกใส่โซ่ตรวนแล้วพาตัวออกไป

            กรงขังแห่วนตามท้องถนน หยวนหยางฮุยถูกคนปาผักเน่าปาไข่เน่าใส่สุดท้ายมีดฟันฉับลงมา ตายไปอย่างเรียบง่าย

            หยวนหมินรับแรงกระแทกนี้ไม่ไหวการตายของภรรยาและบุตรชายคนเดียวกระทบกระเทือนจิตใจของเขามาก กลับถึงบ้านไม่ถึงสองวันก็เริ่มคลุ้มคลั่งใช้ผ้าคาดเอวแขวนคอตนเองตายบนคานในเรือนหลัก

            นี่เป็นการถอนรากถอนโคนสกุลหยวน

            ผู้อาวุโสหยวนมู่กลับทราบดีว่าฝ่าบาทคงไม่พอใจกับการกระทำทั้งหมดของหยวนหมินหยวนเอ๋อ และนายหญิงใหญ่ หากมิใช่เพราะเห็นแก่หน้าผู้อาวุโสอย่างตนเองเกรงว่าในพระราชโองการของฝ่าบาทจะมิใช่แค่ห้ามสายเลือดสองสายของสกุลหยวนดำรงตำแหน่งขุนนางแต่คงเป็นทั้งสกุลหยวนแล้ว

            หยวนหมินแขวนคอตายหรือกระทั่งหยวนเอ๋อติดคุกโดนปลดออกจากตำแหน่งมาสอบสวน และถูกเนรเทศล้วนไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือพระราชโองการดังกล่าวระบุชื่อติเตียนโดยตรงทำให้สกุลหยวนแห่งซูโจวโด่งดังไปทั่วอาณาเขตทางใต้ไปพักหนึ่ง

            ยามนี้ตระกูลชนชั้นสูงสอนบุตรหลานไม่ได้กล่าวว่าหากไม่ตั้งใจเรียน ภายภาคหน้าจะอดอยากแล้ว แต่กล่าวว่าหากไม่เรียนให้หนักต่อไปจะเป็นเหมือนหยวนหมินและหยวนเอ๋อ นำพาหายนะมาสู่ครอบครัวจุดจบมีเพียงถูกเนรเทศและฆ่าตัวตาย กลายเป็นตัวตลกแห่งยุค

            แต่อย่างไรก็ตาม ประสงค์ของฝ่าบาทก็ยากจะคาดเดา

            ลงโทษคนชั่วช้าสองคนจากสกุลหยวนเสร็จหลังจากนั้นฝ่าบาทก็มีราชโองการใหม่กล่าวว่าสถานศึกษาสกุลหยวนบ่มเพาะคนมีความสามารถให้ราชสำนักและใต้หล้ามาหลายปีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองผู้อาวุโสหยวนมู่และท่านผู้เฒ่าทั้งหลายในสถานศึกษาลำบากจริงๆจึงตกรางวัลเป็นแก้วแหวนเงินทอง และตำราหายากลงมา

            คนอื่นไม่เข้าใจ เพียงคิดว่าฝ่าบาทต้องการตบหัวแล้วลูบหลังแต่ผู้อาวุโสหยวนมู่ตระหนักดี

            ฝ่าบาทไม่พอใจสกุลหยวน แต่ยังพอใจในตัวผู้อาวุโสหยวนมู่อยู่มากเลยทำทุกสิ่งลงไปเพราะต้องการชดเชยให้แก่เขา อย่างเช่นในบรรดาตำราหายากที่มอบมาก็มีหลายเล่มที่เขาเคยขอแล้วไม่ได้

            ข่าวลือข้างนอกนั้นไม่สำคัญ ความจริงสถานการณ์ในจวนสกุลหยวนนั้นสลับซับซ้อนยิ่งกว่า

            ท่านผู้อาวุโสของสกุลหยวนได้ยินเรื่องราวทั้งหมด มีผู้อาวุโสอายุมากกว่าผู้อาวุโสหยวนมู่กว่ารอบหลายคนรีบเดินทางไกลกลับมา

            แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าทำอะไรผู้อาวุโสหยวนมู่พูดให้ถูกคือผู้อาวุโสหยวนมู่เป็นขุนนางมีคุณูปการที่ทำให้สกุลหยวนผงาดขึ้นในซูโจวพวกเขาจะกล้าพูดกับผู้อาวุโสหยวนมู่ได้อย่างไร

            พวกเขาต้องการพุ่งเป้าไปที่นายหญิงผู้เฒ่า

            เรื่องที่เกิดกับบ้านใหญ่และบ้านรองและสิ่งที่เกิดกับนายหญิงใหญ่ ล้วนเป็นความผิดของนายหญิงผู้เฒ่า

            อย่างไรเสียนายหญิงผู้เฒ่าก็เป็นผู้ให้กำเนิดหยวนหมินและหยวนเอ๋อและนายหญิงใหญ่ก็เป็นคนจากสกุลหลินของนายหญิงผู้เฒ่ายามนี้สกุลหยวนตกต่ำกลายเป็นตัวตลกแห่งยุคนายหญิงผู้เฒ่าย่อมหนีความรับผิดชอบไม่พ้น

            ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสจึงมาขอให้ผู้อาวุโสหยวนมู่ตัดขาดกับนายหญิงผู้เฒ่าสกุลหลินโดยเฉพาะ

            ในจวนเกิดนั่นเกิดนี่ บุตรชายทั้งสองของตนทะเลาะวิวาทกันเองนายหญิงผู้เฒ่าล้วนทนได้ แต่กลับทนรับเรื่องนี้ไม่ไหว

            ตนเองอายุปูนนี้แล้วยังต้องถูกหย่าจะให้นางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

            เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลเอะอะ นายหญิงผู้เฒ่าก็โวยวายไร้เหตุผลจนทั้งจวนสกุลหยวนตกอยู่ในความโกลาหล

            ผู้อาวุโสหยวนมู่กลับไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

            อาจเพราะเจินเจินอ้ายอ้ายสูญเสียมารดาไป จึงเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดันในการเล่าเรียนเด็กทั้งสองต่างหลักแหลม ผู้อาวุโสหยวนมู่รู้สึกดีที่ได้สอนพวกนางในจวน

            ปัจจุบันฤดูเหมันต์ถาโถมเข้ามา เหล่าเด็กๆจากสถานศึกษาต่างเตรียมปิดภาคการศึกษาฤดูหนาวแล้วและจะทยอยกลับมาหลังผ่านงานเทศกาลโคมไฟในวันที่สิบห้าช่วงปีใหม่ไปผู้อาวุโสหยวนมู่จึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับไป

            นายหญิงผู้เฒ่าดิ้นรนเพียงใด ก็มิอาจสู้กับเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลได้

            หยวนมู่ไม่กลัวคนอื่นกล่าวว่าเขาไร้ปรานีความรู้สึกของเขาล้วนจากไปพร้อมกับการตายของภรรยาคนแรกแล้ว นายหญิงผู้เฒ่าสมควรโดนและเขาเฝ้ารอวันนี้มาเนิ่นนาน

            ผู้อาวุโสหยวนมู่รู้สึกว่าชีวิตช่วงหลังๆของตนบนโลกใบนี้ไม่ได้มีความสุขนัก แต่ได้ตัดขาดกับนายหญิงผู้เฒ่าถือเป็นหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยทีเดียว

            ดังนั้นนายหญิงผู้เฒ่าจึงถูกบังคับให้หย่าขาดกับผู้อาวุโสหยวนมู่ก่อนปีใหม่ไม่ว่านางจะยินดีหรือไม่นางก็ต้องนำใบทะเบียนสมรสเมื่อครั้งอดีตไปกองทะเบียนราษฎร์เพื่อทำเรื่องขอให้การสมรสของตนเป็นโมฆะ

            อย่างน้อยที่สุดผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ไม่ได้ละเลยนางในด้านทรัพย์สินนางนำสินเดิมมายังจวนสกุลหยวนมากเท่าไร ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็คืนกลับไปมากเป็นสามเท่าทั้งยังแบ่งเงินให้อีกห้าพันตำลึงทองและเชิญคนส่งนายหญิงผู้เฒ่ากลับไปอย่างให้เกียรติ

            ห้าพันตำลึงทองสะท้อนอะไรหรือ?

            ตอนแรกหยวนหยางฮุยเสียเงินสองพันตำลึงทองในหอเฟิ่งไหลนับเป็นจำนวนมหาศาลแล้วผู้อาวุโสหยวนมู่กลับหยิบเงินห้าพันตำลึงทองออกมา คาดว่าจะเป็นการใช้ทรัพย์สินที่สะสมมาหลายปีของสกุลหยวนจนเกลี้ยงเพียงเพื่อส่งตัวนายหญิงผู้เฒ่ากลับสกุลหลินไปโดยไม่คำนึงสิ่งใด

            ละครของสกุลหยวนมีให้ผู้คนในซูโจวได้ชมตั้งแต่คิมหันต์ไปจนถึงเหมันต์ตอนนี้วันสิ้นปีกำลังจะมาถึง ใกล้ขึ้นปีใหม่อีกครั้งแล้ว

            สกุลหลินมีตัวตลกอย่างนายหญิงใหญ่กระทั่งตายยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฝังในสุสานบรรพชน ผ่านไปไม่ถึงเดือน ก็มีเรื่องตลกของนายหญิงผู้เฒ่าออกมาอีกทำเอาประชาชนในเมืองซูโจวกินแตงโมรอชมเรื่องชาวบ้านจนท้องแทบแตก กลับกันไม่มีใครสนใจสถานการณ์ในจวนฉีจวิ้นอ๋องแล้ว

            สถานการณ์นี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวหนานหมิงเหอเล่าให้เยี่ยนเจาเจาฟังราวกับเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง

            ที่แท้เป็นเรื่องเกี่ยวกับหยวนอีเฉี่ยวที่หนีไปเป็นอนุภรรยา

            ฉีจวิ้นอ๋องซื่อจื่อภายนอกดูดีแต่เนื้อแท้แล้วเป็นหนุ่มเจ้าสำราญเหมือนบิดาของเขาตอนแรกเพราะหยวนอีเฉี่ยวหน้าตาหมดจด ทั้งยังนำทรัพย์สินมามากมายเลยลุ่มหลงนางมากแต่นานวันเข้าก็เลิกโปรดปราน ยามนี้มีคนโปรดคนใหม่แล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นฉีจวิ้นอ๋องซื่อจื่อมีสัญญาหมั้นหมายกับสตรีสูงศักดิ์สกุลอื่นอยู่และจะแต่งงานกับนางในช่วงวสันตฤดูปีหน้านี้แล้ว

            หยวนอีเฉี่ยวทนรับความเฉยชาเช่นนี้ไม่ไหวจึงทุบแจกันดอกไม้ในเรือนตน แล้วกรีดใบหน้าอนุภรรยาคนโปรดที่สุดของฉีจวิ้นอ๋องซื่อจื่อตอนนี้จนเละจากนั้นก็ขโมยทรัพย์สินเงินทองส่วนหนึ่งของจวนฉีจวิ้นอ๋อง ก่อนหลบหนีไปในยามวิกาล

            อนุภรรยาตัวน้อยก็ช่างน่าสงสารโดนทำลายรูปโฉมทั้งที่ได้รับความโปรดปรานไม่ถึงครึ่งเดือนไม่นานยังถูกฉีจวิ้นอ๋องซื่อจื่อเย็นชาใส่ สุดท้ายหมดอาลัยตายอยากก็มีความกล้าอาละวาดเหมือนหยวนอีเฉี่ยวจุดไฟเผาเรือนหลังของฉีจวิ้นอ๋องซื่อจื่อจนโล่งเตียน

            เยี่ยนเจาเจาได้ยินเรื่องนี้ขณะกำลังตัดกระดาษอยู่กับเจินเจินและอ้ายอ้าย

            ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของเจินเจิน อ้ายอ้ายกับผู้อาวุโสหยวนมู่เรียกได้ว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วพวกนางเลื่อมใสศรัทธาท่านปู่คนเดียวของตนมองเขาเป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวบนโลกอีกทั้งยังเป็นอาจารย์ที่เคารพที่สุดของตนดังนั้นจึงมีสิทธิพิเศษร่วมเฉลิมฉลองวันปีใหม่กับผู้อาวุโสหยวนมู่

            ส่วนเยี่ยนเจาเจาเองไม่จำเป็นต้องพูดถึง

            เด็กๆ ไม่กี่คนประดับตกแต่งจวนสกุลหยวนอันเงียบเหงาอ้างว้างในตอนนี้เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับจวนสกุลหยวนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

            เยี่ยนเจาเจาตัดกระดาษสีแดงเป็นรูปมงคลประดับหน้าต่างพลางยิ้มถามเจินเจินกับอ้ายอ้ายว่าอยากจัดการกับหยวนอีเฉี่ยวหรือไม่

            เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่ได้รังเกียจหยวนอีเฉี่ยวมากนักจึงส่ายศีรษะและเงียบลง ก่อนพูดถึงหยวนอีย่วนแทน

            หยวนอีย่วนน่าจะถูกผีสิงเข้าแล้วนางโดนหยวนหยางฮุยทำร้ายในวันนั้น กลับเรือนไปก็สงบเงียบเหมือนไก่นอกจากตามหมอมารักษาบาดแผลตนแล้ว ก็แต่งกายสวยงามวิ่งแจ้นมายังเรือนของเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอ

            น่าเสียดายที่เท้าเล็กๆ ของนางนั้นใช้การไม่ได้เดินไปสองก้าวก็ปวด หนานหมิงเหอยิ่งรู้สึกขยะแขยงแต่เยี่ยนเจาเจาไม่ออกปากว่าจะจัดการนาง จึงปล่อยให้นางกระทำไป

            ได้ยินในเวลานี้ มือของเยี่ยนเจาเจายังตัดรูปเด็กไร้เดียงสาออกมาบนกระดาษสีแดงได้อย่างไม่สะทกสะท้านยิ้มเล็กๆ เผยลักยิ้มออกมาจางๆ “นาง นางยังไม่ถึงเวลา”

            นางเอ่ยเช่นนั้น เจินเจินกับอ้ายอ้ายก็ไม่สนใจอีก

            เมื่อไม่มีเจ้านายที่น่ารำคาญผู้อาวุโสหยวนมู่ตัดสินใจไล่ข้ารับใช้ในจวนทิ้งไปมากมาย เหลือไว้เพียงคนสนิทเพียงเล็กน้อยแล้วเตรียมงานปีใหม่พร้อมกันกับเหล่าหลานสาว

            -------------------------------------------------------

            [1] ซีเป่ย หมายถึง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

            [2] แผ่นดินจงหยวน หมายถึง ดินแดนภาคกลางของจีนตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง ปัจจุบันคือมณฑลซ่านซี เหอหนานหูเป่ย อันฮุยและชานตงซึ่งเป็นบริเวณที่ถือเป็นจุดตั้งต้นของอารยธรรมจีนมาตั้งแต่โบราณ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730