บทที่ 6
นอกเมืองชั่งหลิน
ตลอดเกือบห้าปีที่ผ่านมา ไป๋ซือเหนียงเลี้ยงดูเถาเถาด้วยมือของตนเอง
นางซ่อนตัวอย่างระมัดระวังในเมืองซั่งหลินแห่งนี้ เมืองเล็ก ๆชายขอบแดนเหนือที่ถูกสายลมหนาวปกคลุมเกือบตลอดปีและคล้ายเป็เพียงจุดแวะพักไร้ความสำคัญ
และไม่มีผู้ใดรู้ว่าไป๋เสี่ยวเถาเด็กหญิงร่าเริงที่ชอบวิ่งเล่นใต้ต้นท้อ... คือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตนางและเป็สายเืของพี่สาวของนาง
แต่ในวันนั้นเอง...
วันที่หิมะโปรยปรายเบาบาง
เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำ ท่ามกลางแสงอุ่นสุดท้ายของยามเย็น
ชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านหลังเก่า
เขายืนเงียบงันอยู่ตรงนั้น
เงาร่างสูงชะลูดแม้อายุจะล่วงเลยไปมากแล้ว
แต่หลังตรงไม่คดงอ เสื้อคลุมยาวสีเทาอ่อนปักลายเมฆเบาบาง รอยพับที่ขอบเสื้อเรียบกริบประณีตเส้นด้ายปักละเอียดเกินกว่าคนธรรมดาจะสวมใส่
เขาไว้เคราสั้นเรียบ ดูสงบนิ่งผมขาวทั้งศีรษะรวบขึ้นด้วยปิ่นเงินเรียบง่าย แต่สลักลายับรรทม
ดวงตาของชายชราคมกริบ แฝงอำนาจข่มขวัญโดยไม่ต้องกล่าววาจา
แม้ดูคล้ายข้ารับใช้ชราธรรมดา แต่อีกฝ่ายไม่ธรรมดาอย่างที่คิด
ฉือเยียนขมวดคิ้ว นางมองชายชราผู้นั้นผ่านการมองเห็นของไป๋ซือเหนียง
เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง
เสียงฝีเท้าเบาเสียจนแทบไม่ต่างจากเสียงหิมะร่วงหล่น
แต่ทุกย่างก้าวที่เข้ามาใกล้กลับทำให้บรรยากาศเย็นเยียบไปทั่วทั้งลานบ้าน
ไป๋ซือเหนียงนิ่งงัน สายตาเยือกเย็นจ้องมองร่างนั้นโดยไม่หลบเลี่ยง
ชายชราหยุดอยู่หน้านาง ยอบกายคารวะเล็กน้อยอย่างสมฐานะ
"ท่านหญิงไป๋ซือเหนียง..." เสียงของเขาทุ้มต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง "ข้ามีเื่บางประการที่จำเป็ต้องแจ้งให้ท่านทราบ"
นางไม่ตอบ แต่สายตานิ่งสงบ แต่สิ่งที่เขากล่าวถัดมากลับทำให้มือของนางที่กำชายเสื้อแน่นถึงกับกระตุก "เจิ้งหลงผู้ที่ท่านรู้จักในนามขุนนางเมืองเล็กและผู้ช่วยนายอำเภอหนุ่มที่แต่งงานกับพี่สาวของท่าน..."
ชายชราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตานิ่งดั่งแผ่นน้ำแข็งสะท้อนแสงจันทร์
"แท้จริงแล้ว เขาคือบุตรชายคนโตของเหยียนหลงอ๋อง"
"น้องชายร่วมมารดาของฮ่องเต้"
คำพูดทุกคำหนักแน่น
แ่เบา... แต่สะท้อนดังในหัวใจไป๋ซือเหนียงยิ่งกว่าประกาศา
ชายชราขยับปลายนิ้วบางเบา พลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
"และเขา... เป็ซื่อจื่อโดยชอบธรรม"
"หลานสาวของท่าน เด็กน้อยที่ท่านเลี้ยงดูมากับมือเกือบห้าปี"
"คือทายาทสายตรงของราชวงศ์เหยียน...บุตรีเพียงหนึ่งเดียวของซื่อจื่อผู้สิ้นแล้ว"
"เืของราชวงศ์... ไหลเวียนอยู่ในตัวของนาง"
แล้วก็เพราะเหตุการณ์นี้ มันจึงทำให้ฉือเยียนได้รู้ว่าเถาเถามีสายเืของราชวงศ์เหยียน
เจิ้งหลงผู้นั้นที่แท้ก็เป็ซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋องเหยียนหลงอ๋องผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายเป็น้องชายร่วมมารดากับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ฉือเยียนเคยได้ยินว่าอีกฝ่ายอำนาจมากมายในมือและยังเป็อ๋องที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด
ไป๋ซือเหนียงยามนี้เด็ดเดียวกล้าหาญกว่าผู้ใด นางพูดออกมาอย่างดุดัน “นางเป็บุตรสาวของข้า!”
ในขณะนั้นเองเสียงเล็กๆก็ดังแว่วมาแต่ไกล “ท่านแม่” พร้อมกับร่างของเสี่ยวเถาที่เร่งวิ่งเข้ามา
ไป๋ซือเหนียงตื่นตระหนก นางกลัวว่าบุตรสาวจะโดนแย่งชิงไป
ทว่าเมื่อนางหันไปดู ชายชราผู้นั้นก็หายไปแล้ว
ฉือเยียนเห็นเช่นนั้นหรี่ตาของตนเองลง แล้วให้คำตอบออกมาในทันทีว่า “ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตจันทรา”
และวันนั้นไป๋ซือเหนียงก็ทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของนาง…
อาจจะเป็เพราะว่านางหวาดกลัวคนพวกนั้น หลังจากที่ชายชราจากไปแล้วสิ่งที่นางทำก็คือการรีบเก็บข้าวของแล้วก็พาเถาเถาเดินทางออกจากเมืองในทันที
…
ค่ำคืนในเมืองซั่งหลิน เงียบงันจนแทบไร้ซึ่งเสียงใด นอกกำแพงเมืองห่างออกไปไกลพอสมควรบนเส้นทางที่ทอดยาวสู่แดนเหนือ ท้องฟ้าคลุมด้วยม่านหมอกหนาแน่นหิมะโปรยปรายหนักขึ้นทุกขณะ ขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาทั่วทั้งพื้นปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะเย็นเฉียบลมหนาวกรรโชกแรงจนผิวกายชาเย็นราวกับจะตัดลึกถึงกระดูก
ณ ที่โล่งกว้างกลางหุบเขา เงาร่างในชุดสีดำสนิทหลายสิบคนยืนกระจายกำลังปิดล้อมพื้นที่โดยรอบอย่างเงียบงัน
ชุดของพวกมันเหมือนกันทุกคน เป็อาภรณ์ยาวสีดำล้วนทว่าปักลวดลายเมฆทองอย่างประณีต เส้นด้ายทองสว่างเรืองรองแฝงอำนาจแม้ไม่สวมหน้ากากปกปิดตัวตน แต่สายตาของแต่ละคนกลับเ็าและแข็งกระด้างราวกับคนที่ผ่านการสังหารมาไม่รู้กี่ศพ
แต่ละคนยืนแน่นิ่ง อาวุธหลากชนิดประดับข้างเอวไม่ว่าจะเป็ดาบพกมือหรืออาวุธลับเล็ก ๆ ทุกสิ่งพร้อมชักออกมาได้ในพริบตา
บรรยากาศรอบกายพวกมันนั้นเงียบสนิทจนน่าขนลุกมีเพียงเสียงหิมะบดเบียดใต้ฝ่าเท้า กับเสียงลมหายใจหนักแน่นยามลมพัดเฉียดผ่านชุดคลุมที่สะบัดแ่เบา
ท่ามกลางกลุ่มชายชุดดำเ่าั้
มีชายชราคนหนึ่ง ยืนเด่นกลางวงล้อม ร่างสูงสง่าแม้หลังจะโค้งเพียงเล็กน้อย แต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงเสมือนภูผาไม่ยอมเอนเอียง
เขาสวมอาภรณ์เช่นเดียวกับคนอื่น แต่คอเสื้อและแขนเสื้อปักลวดลายัทองสามกรเท้าเหยียบรองเท้าหนังสัตว์สีดำเงา
ดวงหน้าของเขาเงียบขรึม เต็มไปด้วยรอยย่นที่แกะสลักด้วยกาลเวลาแต่แววตายังคมกริบและเย็นเยียบดั่งดวงตาของพญาอินทรีที่คอยเฝ้ามองเหยื่อจากยอดเขาสูง
บนแผ่นหลังของชายชราคนนี้ มีร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งถูกแบกอยู่
เด็กน้อยหลับสนิทอยู่ในห่อผ้าขาว ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเืลมหายใจเบาหวิวราวกับจะดับสูญได้ทุกขณะ
เด็กน้อยนั้นคือ... ไป๋เสี่ยวเถา
ท่ามกลางความเงียบงัน
พลันมีเสียงหัวเราะหยันดังขึ้นจากชายชุดดำคนหนึ่งทางด้านข้าง
ชายผู้นั้นรูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาคมกร้าวมีรอยแผลเฉือนผ่านคิ้วซ้ายสะพายดาบใหญ่ขัดไว้บนบ่าขวา
เขาแสยะยิ้ม มุมปากยกขึ้นเย้ยหยัน กล่าวเสียงดังว่า "งานนี้ง่ายดายกว่าที่พวกข้าคิดไว้เสียอีก"
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศโดยรอบคล้ายเบาบางลงเล็กน้อย
แต่ชายชราผู้นำกลุ่มที่กำลังแบกเถาเถาอยู่บนหลังกลับหันสายตาไปมองอีกฝ่ายช้าๆ ดวงตาคมเย็นฉายแววปรามปราม
"เดิมทีมันก็ควรจะง่ายอยู่แล้ว...หากมิใช่เพราะพวกเราต้องระวังว่าจะดึงดูดความสนใจของผู้ใดเข้ามา"
เสียงของเขาราบเรียบ ทว่าหนักแน่น
"ครั้งนี้ เป็โอกาสเดียวที่พวกเรามี... ระหว่างที่ทุกสายตาต่างจดจ่อไปที่ความวุ่นวายที่ชายแดนทางเหนือพวกเราถึงได้มีโอกาสลงมือ"
ยังไม่ทันขาดคำ
ชายอีกคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น อย่างไม่เห็นด้วยเล็กน้อย
เขาเป็ชายหนุ่มรูปร่างปราดเปรียว ใบหน้าคมสันแต่ในแววตาฉายชัดถึงความเย่อหยิ่ง
"อันที่จริง... ั้แ่แรก เราก็ไม่จำเป็ต้องใช้คนมากมายเช่นนี้แต่แรกเพียงส่งคนมาเพียงคนเดียว ก็น่าจะพอเพียงสำหรับภารกิจนี้แล้ว เหตุใดต้องรอเวลาต้องวางแผนซับซ้อนและระมัดระวังขนาดนี้?"
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจ
ชายชราผู้นำกลุ่มหันไปมองอีกฝ่ายอีกครั้ง แววตาไร้อารมณ์แต่แฝงแรงกดดันมหาศาล
เสียงของเขายังคงเยียบเย็น
"แล้วถ้าเกิดผิดพลาดเล่า?"
"เ้ารู้หรือไม่ ว่าแผนการในครั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดขึ้นมาจะนำหายนะอันใดมาให้? ใครจะรับผิดชอบไหว?"
คำพูดแต่ละคำ หนักหน่วงจนบรรยากาศโดยรอบพลันเย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะโปรย
ชายหนุ่มผู้นั้นเม้มริมฝีปากแน่น รอยขมวดคิ้วเข้มขึ้นทว่าเขาก็ยังเอ่ยเสียงต่ำ
"อันที่จริงแล้ว จะมีเื่อันใดผิดพลาดได้? สองแม่ลูกคู่นั้น...บัดนี้แทบไม่มีผู้ใดรู้จักอีกแล้วด้วยซ้ำ"
แต่คำพูดนั้นเพิ่งหลุดออกจากปาก
ชายชราผู้นำกลุ่มก็กล่าวตอบกลับมาทันที น้ำเสียงเรียบเย็นราวคมดาบ
"นี่เป็คำสั่งจากเบื้องบน"
เพียงคำเดียว... เงียบงันไปทั่วทั้งลานหิมะ
ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวคำใดต่ออีก
ขณะนั้นชายอีกคนหนึ่งในกลุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แววตาเฉียบคมและเ็าสวมเกราะหนังบางทับชุดคลุมสีดำก้าวออกมาเล็กน้อย
เขามองไปรอบด้าน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ
"แล้วพวกเราจะจัดการกับนางอย่างไร?"
น้ำเสียงของเขาเรียบง่าย แต่แฝงความหมายที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที
ทุกสายตาในกลุ่มนักฆ่าทั้งหมดหันขวับไปยังทิศทางเดียวกันโดยพร้อมเพรียง
พวกเขาจ้องมองลงไปยังพื้นหิมะเบื้องหน้า
หิมะหนาทึบเปื้อนเืสีเข้ม และในนั้น...ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดขาวนอนแน่นิ่งจมกองโลหิต
หน้าอกของนางทะลุเป็โพรงรอยไหม้ดำเกรียมเผยให้เห็นว่าหัวใจถูกทำลายจนไม่หลงเหลือ
ไป๋ซือเหนียง... นางตายแล้ว
ใบหน้าของนางยังคงงดงามแต่กลับแต้มรอยตื่นตระหนกและความเสียใจในวาระสุดท้าย
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงช้า ๆ ปกคลุมร่างและใบหน้านั้นทีละเล็กทีละน้อย
เงียบงันเย็นเยียบ... ราวกับไม่มีผู้ใดเคยมีชีวิตอยู่ตรงนั้นมาก่อน