ห่านตัวเมียเชิดจะงอยปากขึ้นสูง อกอวบอ้วนยืดผึ่งผายด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
'รอให้เจอกับองค์ชายห้าอีกรอบก่อนเถอะฉันจะงัดมารยาร้อยเล่มเกวียนออกมาใช้ให้เขาหลงจนต้องอุ้มฉันกลับจวนไปนอนกอดบนเตียงนุ่มๆ ให้ได้เลยคอยดู!'
ทันทีที่คิดจบ บุรุษหนุ่มรูปงามก็เดินเอามือไพล่หลังผ่านมาพอดิบพอดี
เจียงลี่หยูรีบงัดมารยาออกมาใช้ด้วยสัญชาตญาณแม่เสือสาวเ้าก้อนขนรีบแสร้งล้มลงอีกครั้ง และกะพริบตาปริบๆ มองชายหนุ่มเป้าหมายส่งสายตาแบบเย้ายวนที่สุด... เย้ายวนเท่าที่ห่านตัวหนึ่งจะทำได้
“การดูแลอุทยานหลวงก็ยังแย่ตามเคยสินะ ดูสิ... เ้าห่านอ้วนดูเหมือนจะป่วยไปเสียแล้ว”องค์ชายห้าบ่นพึมพำพร้อมส่ายหัว ก่อนจะเดินหายไปยังโถงทางออกปล่อยให้เจียงลี่หยูกะพริบตาจนลูกตาเริ่มแดงเถือก
เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งหมดนั้นไร้ความหมายห่านสาวก็ยันกายลุกขึ้น เอาปีกสะบัดไล่ฝุ่นที่ติดตูดออก เดินหลบหายเข้าไปอยู่ในกองฟางตามลำพังปล่อยให้เสียงจิ้งหรีดร้องกลบทับความอับอายทั้งหมดให้เลือนหายไปราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น ณ อุทยานหลวงแห่งนี้
หลังจากนั้น…
แสงตะวันยังคงสาดส่องผ่านช่องหลังคาคอกไม้เช่นเดิม กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปโดยที่ห่านสาวเองก็จำไม่ได้อีกแล้วแถมการใช้ชีวิตกินนอนร่วมกับกองฟางและรางอาหารกลายเป็กิจวัตรประจำวันที่ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นราวกับพนักงานสาวกลายร่างเป็ห่านโดยสมบูรณ์
ก้อนขนสีขาวอวบอ้วนกำลังก้มหน้าก้มตาจิกทึ้งเศษผักกาดใบช้ำที่ร่วงหล่นคลุกฝุ่นอยู่บนลานดิน
จะงอยปากแบนกว้างสีส้มขยับขึ้นลงด้วยความเร็วพร้อมเคี้ยวเศษผักเหี่ยวเฉาตุ้ยๆ อย่างเมามัน
กร้วม!
รสชาติจืดชืดผสมกลิ่นโคลนเหม็นเขียว กระจายซ่านไปทั่วลิ้นัั ทว่ามันกลับกลมกล่อมถูกปากราวกับได้ลิ้มรสเนื้อตุ๋นน้ำแดงชั้นเลิศก็มิปาน
แต่แล้วจู่ๆ การกระทำทุกอย่างก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
ดวงตากลมสีดำขลับเบิกกว้างั์ตาฉายแววตื่นตระหนกเมื่อสมองขนาดเล็กจิ๋วเพิ่งตระหนักถึงความผิดปกติบางประการของตนเอง!
'เดี๋ยวนะ... ชาติก่อนฉันเป็ถึงมนุษย์ผู้ประเสริฐเป็สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์สูงสุดบนห่วงโซ่อาหารเชียวนะ!'
อดีตพนักงานออฟฟิศในร่างสัตว์ปีกะโก้องในใจสองปีกกระพือขึ้นลงเล็กน้อยด้วยความสับสนมึนงง
'แล้วทำไมฉันถึงมานอนเกลือกกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนกองฟางแข็งกระด้างราวกับแปรงขัดหม้อขัดไหพวกนี้ได้ล่ะแถมยังเคี้ยวเศษผักเปื้อนดินซะแซ่บนัวจนแทบจะกลืนลิ้นของตัวเองลงไปด้วยซ้ำ'
ตีนผังผืดสีส้มขยับก้าวถอยหลัง ก้อนขนสีขาวค่อยๆถอยห่างออกจากกองผักกาดช้ำๆ ด้วยความขยะแขยงที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่น
'หรือว่าพื้นที่สมองของฉันมันจะหดเล็กลงตามขนาดกะโหลกที่เล็กเท่าลูกมะนาวแห้งนี่กันแน่ความนึกคิดและสติปัญญาถึงได้เสื่อมถอยจนแยกไม่ออกระหว่างอาหารคนกับของกินสัตว์'
ปีกสีขาวสะอาดยกขึ้นมาแตะลงบนหัวกลมๆ ของตนเองเบาๆคล้ายกำลังสำรวจหาขนาดของรอยหยักในสมองที่อาจจะเลือนหายไป
ก้าบ...
เสียงร้องแ่เบาหลุดรอดออกมาจากลำคอยาวระหงอย่างกับคนหมดอาลัยตายอยาก
'อ้อ ลืมไป... ตอนนี้ฉันเป็ห่านหน้าโง่ไปแล้วนี่หว่าสมองห่านมันก็คงประมวลผลได้แค่วิธีกินกับนอนนั่นแหละมั้ง แต่... ช่างมันเถอะน่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องทำงานนี่'
เมื่อหาเหตุผลมารองรับความตกต่ำของชีวิตได้สำเร็จ จะงอยปากแบนๆก็ก้มลงไปจิกเศษผักเปื้อนดินขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างหน้าตาเฉยปล่อยตัวปล่อยใจให้กับสัญชาตญาณความตะกละของสัตว์ปีกไปโดยปริยาย
แล้วกาลเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกหลายราตรี อุทยานหลวงที่เคยเงียบสงบจู่ๆ ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย คนพวกนั้นกำลังเดินขวักไขว่ไปมาราวกับตลาดสดตอนเช้าตรู่
เจียงลี่หยูในร่างห่านอวบอ้วนยังคงก้มหน้าก้มตาจิกทึ้งเศษผักกาดใบช้ำที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นดิน
กร้วม!
จะงอยปากสีส้มเคี้ยวเศษใบไม้เหี่ยวเฉาตุ้ยๆอย่างไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างสักเท่าใดนัก
กระทั่งขบวนเสด็จชุดใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ชายชราผู้หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีเหลืองทองอร่ามบนเนื้อผ้าปักลายัห้าเล็บดิ้นทองดูแสบตาเดินนำหน้ากลุ่มคนนับสิบชีวิตที่ค้อมเอวเดินตามหลังประหนึ่งฝูงมดงานกำลังเดินต่อแถว
ก้อนขนสีขาวชะงักงันจะงอยปากที่กำลังเคี้ยวผักกาดอ้าค้างจนเศษใบไม้สีเขียวร่วงแหมะลงพื้น
ดวงตากลมสีดำขลับเบิกกว้าง จ้องมองชายชราผู้นั้นั้แ่หัวจรดเท้า
'ชุดสีเหลืองอ๋อย ปักลายั แถมมีลูกหาบเดินตามเป็พรวนขนาดนี้...ตาแก่นี่ต้องเป็ฮ่องเต้แน่ๆ'
อดีตพนักงานออฟฟิศประเมินสถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว
'แต่ดูจากรัศมีความสง่างามที่แผ่ออกมาทำไมหน้าตาถึงได้ดูเหมือนนักแสดงรับบทราชวงศ์ชั้นสองในซีรีส์ทุนต่ำที่ฉันเคยดูเลยล่ะ'
"ฮ่องเต้เสด็จ!"
เสียงแหลมเล็กประหนึ่งคนถูกบีบลูกกระเดือกของขันทีเฒ่าผู้หนึ่งดังก้องไปทั่วบริเวณ
เจียงลี่หยูเอียงลำคอยาวๆ หูที่ซ่อนอยู่ใต้ขนสีขาวผึ่งรับเสียงโดยอัตโนมัติ
'อา... ถึงร่างกายจะกลายเป็สัตว์ปีกหน้าโง่แต่ระบบแปลภาษามนุษย์ของฉันก็ยังทำงานได้ดีเยี่ยมอยู่นี่'
ขันทีเฒ่าผู้นั้นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งจองหองคล้ายกับควายร้องหาพระมารดา
"อาณาจักรต้าเฉียนของเรารุ่งโรจน์เกรียงไกร!บัดนี้แคว้นโจวได้ส่งเครื่องบรรณาการล้ำค่า...ซึ่งเกิดจากพิธีอันศักดิ์สิทธิ์มาถวายนั่นก็คือสัตว์เทพ 'วิหคเพลิง' และฝ่าามีพระกระแสรับสั่งให้นำมาเลี้ยงดูไว้ณ อุทยานหลวงแห่งนี้!"
สิ้นเสียงประกาศ กรงเหล็กดัดลวดลายวิจิตรก็ถูกราชองครักษ์หามเข้ามาวางลงบนลานกว้าง
ตึ้ง!
ภายในกรงปรากฏร่างของนกขนาดใหญ่ที่มีขนสีแดงฉานเปลวไฟลุกโชนสว่างไสวไปทั่วทั้งตัว ราวกับเตาถ่านที่เพิ่งถูกลมพัดเป่าจนไฟลุกโชติและบางครั้งก็ยังดูเหมือนเปลวไฟจากคบเพลิงของมหกรรมกีฬาโอลิมปิคอีกด้วย
เจียงลี่หยูกลอกตามองบนจนแทบจะเห็นตาขาว
ดวงตากลมบล็อกจ้องเขม็งไปยังสัตว์เทพตัวนั้นด้วยความรู้สึกอิจฉาริษยาที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอก
'ดูความยุติธรรมของโลกใบนี้สิ!นกบ้าอะไรเกิดมาก็มีเอฟเฟกต์ไฟลุกท่วมตัว แถมยังได้สเตตัสเป็ถึงสัตว์เทพบรรณาการชิ'
ตีนผังผืดสีส้มกระทืบลงบนเศษผักกาดช้ำๆ อย่างหงุดหงิด
'แล้วตัดภาพมาที่ฉันสิทะลุมิติมาทั้งที ดันได้เป็แค่ก้อนขนเปื้อนโคลน วันๆ เอาแต่เคี้ยวผักเหี่ยวอ้ากกกก... นี่มัน์ลำเอียงชัดๆ!'