ตั้งแต่พี่สาวของเขายืนกรานว่าจะแต่งงานกับหนุ่มชนบทอย่างหลินอันและมีลูกด้วยกันถึงสองคน หลินอันก็คือคนตระกูลสวีแล้ว
ทว่าความแตกต่างคือหลินอันที่ได้รับการยอมรับจากทุกคนจะถือเป็นคนกันเอง คนตระกูลสวีรักพวกพ้องมาก หลินอันจะกลายเป็นหนึ่งในคนที่พวกเขาต้องการปกป้อง
สวีเม่าเหยียนเห็นพ่อคุยกับหลินอันเสร็จแล้วจึงกล่าวเสียงเรียบว่า“พวกเรามาคุยกันหน่อยไหม”
“ครับ”
สวีเม่าเหยียนลุกขึ้น“ไป ไปที่ห้องหนังสือ”
สวีหว่านหนิงไม่รู้ว่าพ่อกับพี่ชายคุยอะไรกับหลินอันบ้างตอนนี้เธอต่อสายไปที่ฝ่ายคณะใหญ่สำเร็จแล้ว
เมื่ออีกฝ่ายรับสายสวีหว่านหนิงกลับไม่ได้ยินเสียงของหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่แต่เป็นเสียงโล่งใจของผู้อำนวยการซุน
“ขอบคุณฟ้าดินสวีจือชิง ในที่สุดคุณก็โทรกลับมา!”
“ผู้อำนวยการซุนคุณมีธุระสำคัญกับฉันเหรอคะ”
“สำคัญสิต้องสำคัญอยู่แล้ว!สวีจือชิง คุณจะกลับมาที่หมู่บ้านต้าเจียงเมื่อไรคุณคงไม่รู้ว่าโรงงานอาหารสาขาย่อยของพวกเราขาดคุณไม่ได้ ช่วงที่คุณไม่อยู่โรงงานสาขาของเราใกล้จะดำเนินงานตามปกติไม่ได้แล้ว”
ผู้อำนวยการซุนพูดเหมือนเป็นเรื่องใหญ่แต่สวีหว่านหนิงเชื่อแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
ก่อนมาปักกิ่งเธอเดาได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเจอกับข้อซักถามของผู้อำนวยการซุนเธอจึงสามารถควบคุมทิศทางของเรื่องนี้ได้
“ผู้อำนวยการซุนคุณพูดอะไรคะ โรงงานสาขายังมีคุณกับรองผู้อำนวยการจางช่วยกันบริหารนี่คะแล้วจะขาดฉันไม่ได้ได้อย่างไร”
“ยังไงคุณก็เป็นผู้รับผิดชอบโรงงานสาขาแห่งนี้นี่ครับ”
“ผู้รับผิดชอบอย่างฉันมีแค่ตำแหน่งที่น่าฟังเท่านั้นค่ะแต่จริงๆ ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ผู้อำนวยการซุนงานที่โรงงานสาขาคงต้องรบกวนคุณกับรองผู้อำนวยการจางแล้ว แต่วางใจได้นะคะงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของฉัน ฉันก็จะทำให้สำเร็จ ครั้งนี้ที่มาปักกิ่งฉันจะพกใบสั่งซื้ออีกสองใบกลับไปให้โรงงานสาขาของพวกเราด้วยค่ะ”
“ใบสั่งซื้อยอดเยี่ยมไปเลย! ครั้งนี้ยอดสั่งซื้อคือเท่าไรล่ะครับไม่สิ...” ผู้อำนวยการซุนเพิ่งรู้ตัว “ที่ผมอยากคุยด้วยไม่ใช่เรื่องใบสั่งซื้อ”
“เอ๋? ถ้าอย่างนั้นผู้อำนวยการซุนอยากคุยอะไรกับฉันคะ”
ผู้อำนวยการซุนละเหี่ยใจก่อนจะเล่าสถานการณ์ที่โรงงานกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ให้สวีหว่านหนิงฟัง
ที่แท้หลังลูกท้อในโหลแก้ววางขายได้ไม่กี่วันโรงงานอื่นก็มองเห็นโอกาสจึงเริ่มผลิตลูกท้อในโหลแก้วออกมาเลียนแบบเต็มไปหมด
บางโรงงานไม่อาจเรียกว่าลูกท้อในโหลแก้วด้วยซ้ำเพราะพวกเขาไม่ได้ใช้โหลแก้ว แต่เลือกใช้บรรจุภัณฑ์อื่น
พอทำเช่นนี้ต้นทุนการผลิตจะต่ำลงแล้วราคาขายก็จะถูกกว่าหลายคนจึงยินดีเลือกซื้อของถูกไปชิมรสชาติแต่ไม่ยอมควักเงินก้อนโตเพื่อซื้อลูกท้อในโหลแก้วที่หน้าตาดูดีกว่า
อีกทั้งก่อนหน้านี้ที่ลูกท้อในโหลแก้วขายดี เป็นเพราะคนจากเมืองใกล้เคียงนิยมซื้อไปรับประทาน
แต่เมืองอื่นๆก็มีโรงงานผลิตอาหารเช่นกัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์จากโรงงานอาหารเมืองจี๋ของพวกเขาเมื่อส่งไปขายในต่างเมืองเลยไม่มีใครยินดีซื้อสักเท่าไร
แถมยังเกิดเหตุการณ์ส่งคืนสินค้ากลับมาเป็นจำนวนมาก
“ไม่น่ามั้งคะ”สวีหว่านหนิงขมวดคิ้ว “ตามกำลังการผลิตของโรงงานสาขาหลังผลิตสินค้าตามใบสั่งซื้อของปักกิ่งแล้ว เดิมทีก็มีสินค้าส่งให้เมืองอื่นไม่มากต่อให้ขายไม่หมดก็ไม่ควรมีสินค้าจำนวนมากถูกตีกลับมานี่คะ”
โรงงานสาขามีคนงานแค่ยี่สิบคนแถมยังต้องตรวจสอบคุณภาพของรสชาติ ดังนั้นปริมาณการผลิตจึงไม่สูงสักนิด
เธอเพิ่งมาปักกิ่งได้แค่ครึ่งเดือนไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผู้อำนวยการซุนเล่ามา
หรือว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เธอยังไม่รู้?
ตามคาดหลังได้ยินคำพูดของสวีหว่านหนิง ผู้อำนวยการซุนก็หัวเราะแห้งๆ สองครั้ง
“ก็เพราะมีสาเหตุน่ะสิพวกเรารู้สึกว่ากำลังการผลิตของโรงงานสาขาของพวกคุณต่ำมากจึงเกรงว่าจะผลิตไม่ทันความต้องการของลูกค้าโรงงานอาหารชุนหัวของเราจึงผลิตเพิ่มด้วยจำนวนหนึ่งแต่ใครจะไปคิดว่าโรงงานแห่งอื่นก็เริ่มทำลูกท้อในโหลแก้วแล้วเช่นกันทีนี้สินค้าจึงล้นตลาดจนสินค้าของพวกเราขายไม่ออก”
อย่างนี้นี่เอง!
สวีหว่านหนิงหัวเราะเสียงเย็นชา“ผู้อำนวยการซุน พวกเราตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ฉันแค่รับผิดชอบโรงงานสาขาย่อยไม่จำเป็นต้องช่วยตามเช็ดตามล้างปัญหาของโรงงานสาขาใหญ่ เรื่องนี้พวกคุณต้องหาทางแก้ไขเองมาหาฉันก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ!”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็เตรียมวางสาย
ผู้อำนวยการรีบห้ามไว้อย่างร้อนใจ“ทำไมคุณถึงใจร้อนเช่นนี้ ผมยอมรับว่าเรื่องนี้พวกเราทำงานได้ไม่น่าชื่นชมเท่าไรแต่พวกเราเป็นคนของโรงงานอาหารเหมือนกัน จะแบ่งแยกกันทำไม คุณว่ามาได้เลยว่า ต้องทำอย่างไรคุณถึงจะยอมช่วยพวกเรา”
“ฉันช่วยไม่ได้ค่ะ!”สวีหว่านหนิงวางสายทันที
เธอรู้ว่ารองผู้อำนวยการจางเป็นคนทะเยอทะยานในบางแง่มุมเขาเหมาะจะเป็นผู้อำนวยการโรงงานอาหารมากกว่าผู้อำนวยการซุน
แต่ผู้ชายคนนี้เจ้าแผนการเกินไปทั้งยังเป็นคนจิตใจคับแคบ ไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลจนทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างทุกวันนี้
จางไคบอกเองไม่ใช่หรือว่าต่อให้โรงงานสาขาไม่มีเธอก็ดำเนินการได้ตามปกติ ถ้าอย่างนั้นเธอขอดูหน่อยสิว่าจางไคจะแน่สักแค่ไหน!
อีกด้านผู้อำนวยการซุนวางหูโทรศัพท์แล้วถอนหายใจยาว
เขามองจางไคที่กำลังส่งสายตาร้อนรนมาให้ก่อนจะแบมือสองข้างแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “สวีจือชิงบอกแล้วว่าเธอเป็นผู้รับผิดชอบโรงงานสาขา ย่อมมีหน้าที่บริหารงานของโรงงานสาขาเท่านั้นปัญหาของโรงงานใหญ่เธอคงช่วยไม่ได้”
คิ้วของจางไคผูกกันเป็นปมเขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรว่า “ทุกคนเป็นพนักงานของโรงงานอาหารเหมือนกันจำเป็นต้องแบ่งแยกโรงงานใหญ่กับโรงงานสาขาด้วยหรือ”
“เหอะๆ”ผู้อำนวยการซุนยิ้มพลางกล่าว “คนที่ดูถูกพนักงานของโรงงานสาขาคือคุณ ไม่ใช่ผม”
“อีกอย่างแม้สวีจือชิงจะเป็นผู้รับผิดชอบโรงงานสาขาแต่เธอได้เงินเดือนเดือนละยี่สิบสี่หยวนเท่านั้นนอกเหนือจากนี้ก็ไม่ได้รับสวัสดิการอื่นแล้วเงินเดือนของเธอน้อยกว่าคนงานเก่าแก่ของพวกเราบางคนด้วยซ้ำแถมพวกเขาแค่ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบงานอื่น”
“แต่สวีจือชิงทั้งต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ตรวจสอบคุณภาพ ทำงานอื่นๆ รวมถึงหาลูกค้าให้พวกเราอีกเธอคนเดียวรับผิดชอบงานของคนหลายคนเชียวนะ”
“พวกเราเองก็ไม่ได้เห็นเธอเป็นพวกเดียวกันตั้งแต่แรกแล้วตอนนี้จะขอให้เธอช่วยเราได้อย่างไร”
คิ้วของจางไคเพิ่งคลายออกแต่หลังจากฟังคำพูดของผู้อำนวยการซุนแล้วมันก็กลับมาขมวดมุ่นอีกครั้ง
เขามีหรือจะไม่เข้าใจแต่ตามหลักการเมื่อโรงงานเจอปัญหาทุกคนก็ควรร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาจึงจะถูกต้อง
ทำไมสวีจือชิงคนนี้ถึงไม่ทำตัวเหมือนคนอื่นๆทำไมถึงต้องแบ่งแยกโรงงานใหญ่กับโรงงานสาขาชัดเจนเช่นนี้ด้วย?
“แล้วคุณว่าตอนนี้เราควรจะทำอย่างไร”
ผู้อำนวยการซุนทำหน้าเศร้าอย่างอ่อนใจ“ใครเป็นคนเสนอให้โรงงานใหญ่ผลิตผลไม้กระป๋องก็ให้คนคนนั้นแก้ไขปัญหาครั้งนี้แล้วกัน”
“อ้อ ขอโทษทีผมลืมไปว่าคนเสนอคือคุณ แต่จะว่าไปตอนแรกคนเก่าคนแก่อย่างพวกผมรวมถึงหัวหน้าเทศบาลชุมชนอย่างหัวหน้าเฉินก็ไม่เห็นด้วยที่ทางโรงงานใหญ่จะผลิตผลไม้กระป๋องแต่คุณยืนกรานเสียงแข็ง ทำไมคุณถึงทำแบบนั้นล่ะ”
“รองผู้อำนวยการจางไม่ใช่ว่าคนเป็นหัวหน้าอย่างผมไม่อยากช่วยคุณ แต่ผมไม่รู้จะช่วยคุณอย่างไรจริงๆ!”
พูดจบผู้อำนวยการซุนก็ถอนหายใจยาวอีกครั้ง
จางไคอยากปล่อยหมัดอัดหน้าคนเหลือเกิน