บทที่ 10
รีเบคก้าได้แต่เม้มริมฝีปากด้วยความไม่พอใจ แต่มิได้ตอบโต้ลูกชายอีกต่อไป โบกมือให้อลิซาเบธกับเอมี่นั่งลงในที่ของตนอย่างรำคาญใจ ส่วนตัวเธอเองนั้นทรุดตัวลงนั่งปลายโต๊ะด้านตรงข้ามกับเจด“ว่าแต่ว่า...” เขาตัดชิ้นเนื้อวางลงในจานของเอมี่ไปพลาง “แม็กกี้ไปไหนเสียล่ะครับ? หรือว่าวันนี้เป็นวันหยุดของเขา?”แม็กกี้ คอนเนอร์เป็นทั้งแม่ครัวและแม่บ้าน รับใช้ครอบครัวคาร์เรลมานานปี และเกือบจะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้านก็ว่าได้ แม้เมื่ออลิซาเบธกับเจอเรมี่แต่งงานกันแล้วก็ตาม“แกแก่มากแล้วก็เลยลาออก หลังจากที่พ่อตาย” แม่ของเขาอธิบาย “และหลังจากที่พ่อตายแล้ว เราก็ไม่ได้มีแขกเหรื่อหรืองานเลี้ยงรับรองอะไร เพราะฉะนั้น เมื่อมีคนอยู่เพียงแค่ 3 คน มันก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องจ้างแกให้อยู่ต่อ พ่อเขาก็มอบเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้ในพินัยกรรม แม่ก็เลยอนุญาตให้ลาออก”“อาหารมื้อนี้อร่อยมากนี่ครับ” เจดพูดอย่างตั้งข้อสังเกต “แล้วเวลานี้ใครเป็นคนทำอาหารล่ะ แม่เองหรือครับ? ”“ส่วนใหญ่แล้วเป็นฝีมือของอลิซาเบธเขา แม่ก็เข้าไปช่วยเพียงบางครั้งเท่านั้น”มีเพียงอลิซาเบธเท่านั้นที่รู้ว่า การเข้าไปช่วยนั้นดูจะน้อยเต็มที แต่เธอก็มิใช่ว่าจะไม่พอใจ ออกจะชอบเสียอีกที่ได้เข้าครัวแต่เพียงลำพัง“เดี๋ยวนี้คาร์เรลคนหนึ่งต้องเข้าครัวเองแล้วหรือนี่?” ดวงตาคู่สีน้ำตาลปรายตามองทางเธอ แววในดวงตาคู่นั้นเป็นประกายพราวเมื่อเห็นเธอรีบเบือนหน้าหลบ “ไปเรียนทำอาหารอร่อยๆ อย่างนี้มาจากไหนน่ะ ลิซ่า?”อลิซาเบธออกจะลำบากใจอยู่มากที่จะตอบคำถามประโยคนั้น มีความรู้สึกอยากจะป้องกันตัว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าความไม่พอใจนั้นมันเกิดขึ้นจากน้ำเสียงที่คล้ายจะดูหมิ่น หรือการที่เขามักจะเรียกชื่อเธอสั้นๆ กันแน่ บางทีมันจะเป็นการดีกว่า ถ้าเธอจะทำใจให้คุ้นชินเสียกับการที่จะต้องมีเจดเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วย“ที่จริงฉันเรียนเรื่องการทำอาหารนี่มาตั้งแต่เด็กแล้ว” เธอตอบเสียงแข็งๆ “น้าฉันมีความคิดว่า มันเป็นความรู้พิเศษที่ฉันควรจะหาใส่ตัวไว้ เพราะฉะนั้นฉันก็เลยต้องรับหน้าที่เป็นคนทำอาหารมาตลอด หลังจากที่แต่งงานกับเจอเรมี่ ฉันก็ชอบเข้าไปช่วยแม็กกี้ทำงานในครัว ก็เลยได้เรียนรู้เรื่องอาหารจานโปรดของเขา แล้วพอมาตอนหลังๆ ก็ลงมือทำเอง”“ในระยะหลังๆ แม็กกี้แกแก่ลงมาก” รีเบคก้าเสริม “ทำอะไรก็ช้าแล้วก็มักจะเผอเรออยู่เสมอ เพราะฉะนั้นมันก็ดีแล้วละที่แกลาออกไปเสีย”“เอ๊ะ แม็กกี้นี่ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าแม่อยู่สักปีหรือสองปีนี่ใช่ไหมครับ?” เจดเอ่ยถามขึ้น แววในดวงตาเป็นประกายขึ้น“ฉันไม่รู้หรอก” ท่าทางของรีเบคก้าขึ้งโกรธขึ้นมาอย่างไม่ปิดบัง“แล้วนี่คุณต้องทำงานบ้านด้วยหรือ อลิซาเบธ?”การที่เขาเน้นน้ำหนักเสียงตรงชื่อของเธอ ยิ่งทำให้อลิซาเบธรู้สึกอึดอัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม“เปล่า ไม่ได้ทำหรอก”“เราจ้างเด็กผู้หญิงมาทำความสะอาดบ้านอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง” รีเบคก้าอธิบายแทน“หนูชอบแมรี่” เอมี่เอ่ยขึ้นบ้าง พร้อมกับเสริมด้วยน้ำเสียงอย่างผู้ใหญ่ว่า “แกใจดีออก”“เออ...พวกไรส์เนอร์สยังเป็นเจ้าของฟาร์มที่อยู่ตรงถนนนั่นอยู่หรือเปล่าครับ?” เจดเอ่ยถามขึ้น“ยังเป็นอยู่ แกก็เคยไปโรงเรียนกับเคิร์ทนี่ ใช่ไหม?” ผู้เป็นมารดาเงยหน้าขึ้นถาม และได้รับคำตอบด้วยการพยักหน้า “เขารับช่วงทำฟาร์มมาจากพ่อ ส่วนพ่อแม่เขาน่ะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองแล้ว ถามทำไม?”“ผมคิดว่าคืนนี้จะแวะไปเยี่ยมเขาสักหน่อย” เขาเอี้ยวคอมองมารดา “ถ้าแม่จะให้ผมขอยืมรถขับไปหน่อย”“กุญแจสำรองอยู่ในตู้เก็บเครื่องถ้วยชามแน่ะ” รีเบคก้าตอบเรียบๆอลิซาเบธต้องบังคับตัวเองไว้มิให้หายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอไม่อยากจะอยู่สนทนากับเขาด้วยเรื่องที่ไร้สาระหลังจากที่รับประทานอาหารค่ำ แม้ว่าจะเป็นการพูดคุยกันอย่างสุภาพ แต่บรรยากาศระหว่างแม่ลูกคู่นี้ก็มองเห็นชัดอยู่แล้วว่า ลงรอยกันได้ยาก และสำหรับตัวเธอเองแล้วใคร่ที่จะหลีกเลี่ยงจากเจดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขาชักจะล่วงล้ำเข้ามาในเรื่องส่วนตัวของเธอมากขึ้นทุกที ตั้งคำถามต่างๆ นานาทั้งที่มิใช่เรื่องของเขา และหัวเราะเยาะในคำตอบที่เธอให้ การอยู่ห่างกันเพียงแค่มือคว้านั้นมันไม่เพียงพอเลยทันทีที่การรับประทานอาหารค่ำมื้อนั้นสิ้นสุดลง เจดก็ขอตัวออกไปเยี่ยมเพื่อนบ้านคือครอบครัวไรส์เนอร์ส จน 10 โมงกว่า หลังจากที่อลิซาเบธเข้านอนแล้วเขาก็ยังไม่กลับ และแม้ว่าเธอจะนอนลืมตาค้างอยู่ในเตียงอีกเกือบชั่วโมง แต่ก็ยังมิได้ยินเสียงเขากลับบ้านเช้าวันรุ่งขึ้น อลิซาเบธได้พบ ตอนที่เดินเข้าไปในห้องครัวว่า ได้มีการต้มกาแฟเรียบร้อยแล้ว จานอาหารเช้าใบหนึ่งได้รับการล้างเช็ดและคว่ำไว้ในชั้นวางจานข้างอ่าง รีเบคก้าคงจะไม่ตื่นเช้าเช่นนี้แน่ ดังนั้น จานใบนี้น่าจะเป็นของเจดมากกว่า แต่ก็ไม่มีวี่แววของเขาทั้งในบ้านและในสนามรอบๆ ตัวบ้านจนกระทั่งเมื่อเธอเดินย้อนกลับเข้าไปในครัวเพื่อที่จะปิ้งขนมปัง และรินน้ำผลไม้ให้ตัวเองนั่นแหละที่อลิซาเบธได้พบจดหมายสั้นๆ ที่เขาวางไว้ใต้จานผลไม้บนโต๊ะอาหารเช้า ลึกลงไปในใจ เธอแอบหวังว่า เจดจะทำตัวให้หายไปในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่มีการบอกกล่าวให้รู้ตัวล่วงหน้า เช่นเดียวกับตอนที่เขากลับมา แต่ทว่า ตัวอักษรใหญ่ๆ เส้นหนาและหนักนั้นบอกให้เธอรู้เพียงแค่ว่า วันนี้เขาจะไม่กลับมารับประทานอาหารกลางวันด้วย แต่มิได้บอกว่าจะออกไปที่ไหนถ้าเขาจะออกไปข้างนอกเพื่อเยี่ยมเยียนใครสักคนหนึ่งในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ก็เห็นจะมีสถานที่อยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือฟาร์มของไรส์เนอร์ส และอลิซาเบธก็แน่ใจว่ามันจะต้องเป็นเช่นนั้น เธอไม่เคยรู้มาก่อน ว่าเจดกับเคิร์ทเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ถ้าเขาเคยไปโรงเรียนด้วยกันมา มันก็อาจจะเป็นไปได้ เธอเคยพบเคิร์ทครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ส่วนใหญ่พวกผู้คนที่รู้จักกับครอบครัวคาร์เรลดี ก็ดูเหมือนไม่มีใครอยากจะเอ่ยชื่อเจด คาร์เรลในวงสนทนากันเท่าไรนักถึงแม้ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่อลิซาเบธก็ไม่ใคร่จะรู้จักเคิร์ทดีนัก เธอรู้แต่เพียงว่าเขาเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้หย่าขาดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเธอได้รับทราบมาจากน้องสาวของเคิร์ทที่ชื่อเฟรด้า ซึ่งอายุน้อยกว่าเธอประมาณปีหรือ 2 ปี เธอออกจะชอบเฟรด้าอยู่มาก และอยากจะได้พบปะกันในงานสังคมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพียงแต่เธอมีความรู้สึกว่ารีเบคก้าไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างเธอกับเพื่อนบ้านสาวผู้นี้เท่าใดนัก ซึ่งถ้าจะมองย้อนกลับไปข้างหลัง เธอก็ออกจะรู้สึกว่ามันเป็นเหตุผลที่อ่อนมากที่รีเบคก้าจะห้ามมิให้เธอคบกับใคร ซึ่งถ้าเจดรู้เรื่องเข้า เขาจะต้องประณามมารดาอย่างรุนแรงแน่แต่ที่จริง ความคิดเห็นของเขาก็มิใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรสำหรับเธอเลย อลิซาเบธพยายามเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่เธอปรารถนาในยามนี้ก็คือ ไม่อยากจะให้เจดกลับมาบ้านอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ชีวิตของเธอดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก แต่ขณะนี้ มันคล้ายกับมีเรื่องโง่เขลาเบาปัญญารายเรียงอยู่ตรงหน้า ท่าทางที่บ่งบอกถึงความมีอำนาจก็ดี อิทธิพลในทางส่วนตัวของเขาก็ดี ทำให้เธอรู้จักวิธีที่จะหลีกเลี่ยงเขาให้มากที่สุดเพื่อเห็นแก่สันติในหัวใจของตัวเอง“อรุณสวัสดิ์ อลิซาเบธ” รีเบคก้าเดินเข้ามาในครัวในชุดเสื้อคลุมสีชมพูผ้าซาติน ทำให้เธอดูอ่อนกว่าวัยมาก เรือนผมสีเงินยวงตบแต่งอย่างประณีต แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ “เช้าวันนี้มีเกรฟฟรุ๊ตไหมนี่?”“มีค่ะ ดิฉันจะเอาให้” อลิซาเบธวางชิ้นขนมปังในมือลง ลุกขึ้นเดินไปยังตู้เย็น“เจดยังไม่ตื่นสินะนี่ สงสัยจะนอนจนถึงเที่ยงละมั้ง” รีเบคก้าย่นจมูกอย่างไม่พอใจในความเกียจคร้านของลูกชาย“เขาตื่นแล้วละค่ะ ออกไปข้างนอกแล้วด้วย” เธอผ่าผลเกรฟฟรุ๊ตออกเป็นสองซีกปอกผิวของมันออก“อ้าว แล้วเธอรู้ได้ยังไงล่ะ?”“เขาทิ้งโน้ตบอกไว้ว่าจะไม่กลับมาทานอาหารกลางวันค่ะ” อลิซาเบธตอบ “ยังล้างจานอาหารเช้าไว้ให้ด้วยก่อนที่จะออกไป สงสัยว่าคงจะตื่นแต่เช้าทีเดียว”“ดี” รีเบคก้ายิ้มกว้าอย่างพอใจ อลิซาเบธต้องใช้เวลาอยู่เป็นครู่จึงได้รู้ว่า การที่แม่สามีแสดงความพอใจนั้นเนื่องมาจากว่าเธอจะได้ทำตามที่คิดไว้เมื่อไม่มีเขาอยู่ในบ้าน มิใช่เพราะการที่เขาล้างจานอาหารเช้าโดยไม่ทิ้งไว้เป็นภาระของใครมากกว่า “เช้าวันนี้เธอจะเข้าไปในเมืองไม่ใช่หรือ?”“ค่ะ จะไปดูเรื่องการขายบัตรงานดินเนอร์การกุศลที่เคาท์ตี้ คลับว่ามันก้าวหน้าไปแค่ไหนแล้ว” อลิซาเบธตอบพร้อมกับวางจานเกรฟฟรุ๊ตลงตรงหน้ามารดาของสามี