นับั้แ่ที่ฉีซิ่นกับชายหนุ่มร่วงหล่นหุบเขาไป ทางการหาได้ผ่อนคลายการติดตามล่าแม้แต่น้อย วังเทียนอี้กลับมีบัญชาเพิ่มพลไพร่ ส่งกองทัพออกค้นหาไม่หลับนอน การที่หัวหน้าจอมโจรสิบเงา มาโผล่กลางเมืองหลวง ก่อการวุ่นวายนองเื ทิ้งร่างศพกองทัพทหารตามรายทาง ฝ่าวงล้อมเหล่าจอมยุทธออกเมืองอย่างไร้เื่ราว การกระทำท้าทายอำนาจฟ้าเช่นนี้ สร้างความสั่นคลอนและความหวาดผวาให้เหล่าราษฎร เื่ราวดังกระฉ่อนไปทั่วหล้า
กองทหารหลายพันหน่วยปูพรมตรวจค้นทุกแห่งหน แต่ ณ ถ้ำศิลาแห่งนี้ เป็กองทัพม้าใต้บัฃคับบัญชาของหวังป๋อที่ได้ตรวจพบเจอโดยบังเอิญ
แม้ยังมิใช่ยามราตรี แต่นับว่าภายในถ้ำมืดสลัวยิ่ง กองทัพม้าห้าสิบนาย ต่างชูคบเพลิงเข้าสำรวจ ยิ่งเดินยิ่งลึก ยิ่งลึกยิ่งวังเวง แสงคบเพลิงลอดผ่านความมืดไปตกกระทบเงาร่างหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่กลางถ้ำ เพ่งพินิจไปมิผิดแน่ นั่นคือฉีซิ่น! หวังป๋อใจหายวูบคบเพลิงแทบร่วงหล่นจากมือ ภาพในหัวของหวังป๋อ หากพบฉีซิ่น มันควรเป็ศพ หรืออย่างน้อยควรใกล้ตายนอนรวยริน หาใช่ท่าร่างที่นั่งสงบเรียบเฉยเช่นนี้
เหล่าไพร่พลหยุดชะงักพร้อมกัน ต่างเหลียวมองไปที่หัวหน้ากอง หวังรอคำสั่งถอย แต่ไร้วี่แวว มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำหยดลงเป็จังหวะช้าๆ ราวนาฬิกาน้ำ บีบให้หวังป๋อต้องตัดสินใจโดยไว แม้ฉีซิ่นจะยังไร้การเคลื่อนไหว แต่บารมีและฝีมือที่สั่งสมมาตลอดชีวิตยังคงกดทับบรรยากาศจนไร้ทหารกล้าก้าวเท้าเข้าไปก่อน ทว่าหวังป๋อเป็ถึงบุตรรองแห่งตระกูลใหญ่ ย่อมมิอาจเสียหน้าต่อหน้าไพร่พล
‘หากเป็ฉีซิ่นในยามปกติ เพียงกองทัพก้าวเข้าเขตถ้ำศิลา คงถูกสังหารเรียบโดยยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ กระนั้นแล้ว จึงมีความเป็ไปได้สูงยิ่งว่า บัดนี้ฉีซิ่นผู้นั้นยังาเ็สาหัสอยู่ กองทัพม้าของตนจึงเข้าใกล้มหาโจรได้เช่นนี้‘
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังป๋อจึงบังคับม้าถอยกายไปหลบอยู่หลังแนวไพร่พลอย่างแเี ก่อนออกคำสั่ง
‘ยิงธนูเข้าไปก่อน มันเป็เพียงเฒ่าชราไกล้ตาย!“ หวังป๋อตวาดสียงเข้ม
เหล่าไพร่พลแม้ลังเลอยู่บ้าง แต่พวกมันถูกฝึกมาให้ทำตามคำสั่ง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ลูกเกาทัณฑ์สามดอกฉีกอากาศ พุ่งตรงเข้าปักที่ไหล่และลำตัวฉีซิ่น ทว่าร่างนั้นยังคงนิ่งสงบ ไร้ปฏิกิริยาใดๆ แม้แต่ลมปราณต่อต้านสักเส้นก็ไม่ปรากฏ หวังป๋อรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไร้เสียงครวญคราง ไร้เสียงคำราม แม้แต่ปลายนิ้วก็มิได้กระดิก จึงััได้ถึงความจริงข้อหนึ่งในบัดดล
‘ห้าสุดยอดจอมยุทธ์ ดับสิ้นไปแล้วอีกหนึ่ง‘
หวังป๋อกลืนน้ำลายลงคอ เสียงที่เปล่งออกกลายเป็ดุดัน “ฉีซิ่นตายแล้ว!“ เหล่าทหารต่างแซ่ซ้องโห่ร้องตาม เสียงกึกก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำศิลา เพิ่มความฮึกเหิมให้ทัพอย่างท่วมท้น
เวลาผ่านไปชั่วครู่ ร่างฉีซิ่นถูกแบกไว้บนแคร่หาม เหล่ากองทัพม้าเคลื่อนตัวออกจากถ้ำศิลาด้วยความคึกคัก ความดีความชอบครั้งนี้ย่อมใหญ่หลวงนัก ยิ่งหวังป๋อรอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจหุบลง มันหวังว่าผลงานครานี้ ท่านพ่อจะชมเชยมันบ้าง ความครึกครื้นอยู่ได้ไม่นานนัก
โครม!!
เสียงดังคล้ายวัตถุพุ่งกระแทกผนังถ้ำ ทุกคนหันขวับไปพร้อมกัน เห็นเงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากส่วนลึกของถ้ำ ท่วงท่าแม้ดูไม่มั่นคงนัก แต่รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ เงาร่างนั้นหยุดชะงักอยู่กลางถ้ำ แม้มีผ้าพันปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตาอันเยาว์วัยฉายแววมิอาจปิดบัง — เป็ซูิ!
ลมเย็นพัดโหมเข้ามาจากปากถ้ำ ก่อเสียงหวีดหวิวราวเสียงครวญของิญญา ฝุ่นผงฟุ้งกระจายคลุ้งไปทั่ว แม้สายลมนั้นมิได้หนาวเหน็บนัก แต่กลับทำให้ซูิขนลุกชันไปทั้งกาย เมื่อครู่มันมุ่งหน้าไปยังทางออกลับแล้ว แต่ครานึกถึงภาพร่างอาจารย์ที่มิรู้จะถูกกระทำเยี่ยงใด ก็มิอาจหักใจทอดทิ้งไปได้ จึงหวนกลับมาด้วยความเร่งรีบจนพุ่งชนผนังถ้ำเสียงดังลั่น
ภาพเบื้องหน้าคือร่างฉีซิ่นผู้ไร้ิญญา ถูกลูกธนูปักคาตัว นอนแน่นิ่งอยู่บนแคร่หาม รายล้อมด้วยทหารหลายสิบนาย ร่างกายกำยำล่ำสัน เสียงหอบหายใจของฝูงม้าดังระงม เสียงเกราะเหล็กเสียดสีกันไปมา สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตัวมันราวเหยี่ยวจับเหยื่อ ทำให้ความฮึกเหิมของซูิลดวูบลงไปมาก
‘เมื่อลั่นวาจาจะช่วยแล้ว ต้องช่วยให้ถึงที่สุด!’
ซูิกัดฟันแน่น ลมปราณฟ้าไหลเวียนเข้มข้นทั่วเส้นลมปราณ
“จับเป็! มันเป็บุรุษที่อยู่กับฉีซิ่น!”
สิ้นเสียงบัญชา เสียงลมหวีดพัดเข้าอีกครา ตามมาด้วยเสียงโห่ของทหาร ดวงตาประหม่าของซูิเกิดขึ้นวูบเดียว ก่อนกลายเป็เด็ดเดี่ยว
‘เท้าผีขั้นสอง‘ ชายหนุ่มพุ่งเข้าหาเหล่าทหาร! เด็กหนุ่มผู้เคยหวาดกลัวผู้คน บัดนี้มันพุ่งเขาหากองทัพม้าห้าสิบนายอย่างไร้ความลังเล..
เงาร่างวูบไหวไปมาดุจภูตผี สร้างความปั่นป่วนแก่ขบวนทหาร ชายหนุ่มเทียวเข้าเทียวออกหลอกล่อจนแนวรบสับสนอลหม่าน ซูิลอบภูมิใจในความเร็วของตนอยู่ลึกๆ เมื่อเห็นทหารคุ้มกันร่างฉีซิ่นเริ่มบางตาลง จึงดีดตัวจากเพดานถ้ำพุ่งตรงเข้าไปด้วยความรวดเร็วปานลมกรด ทว่าเมื่อใกล้ถึงร่างฉีซิ่น กลับมีดาบใหญ่เล่มหนึ่งฟาดแหวกอากาศสวนทางเข้ามาอย่างรุนแรง ร่างซูิดั่งลูกธนูที่พุ่งออกจากแล่งแล้วมิอาจหวนคืน เสียงปะทะดังตึง! ร่างมันกระเด็นไปกระแทกผนังถ้ำอย่างจัง
หวังป๋อผู้ฟาดสันดาบออกไปก็อดงุนงงมิได้ ‘ชายหนุ่มโพกหัวผู้นี้ วิชาตัวเบานับว่าน่าเกรงขามยิ่ง ดูท่าทีเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งแน่ เหตุใดจึงมิใช้กระบวนท่าหรือลมปราณป้องกันดาบใหญ่ของข้าเลย?’ หวังป๋อเหลือบมองไปทางที่ชายหนุ่มกระเด็นไป สั่งให้ไพร่พลรุมฟันแทงตาม แต่กลับฟันถูกเพียงอากาศธาตุเปล่าๆ ยิ่งทำให้หวังป๋อผวาตื่นตระหนก มันเพิ่งถูกโจมตีอย่างรุนแรงทั้งที่ไร้ลมปราณป้องกัน เหตุใดยังมีเรี่ยวแรงเคลื่อนไหวได้เช่นนี้ ต่อให้เป็ตนเอง หากรับกระบวนท่าเมื่อครู่โดยไร้การป้องกัน คงมิอาจทนทานอยู่ได้ หากปล่อยไว้เนิ่นนาน มิอาจหยั่งรู้ว่ามันจะก่อเื่พิสดารใดขึ้นอีก
“จับตาย! หากผู้ใดฆ่ามันได้ เราเลื่อนยศสามขั้น!” สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าทหารยิ่งดุดัน
ซูิหลบหลีกไปมาด้วยความเ็ป สันดาบใหญ่ที่ฟาดใส่มันนับว่าหนักยิ่ง ทุกคราที่เคลื่อนไหวเกิดความรู้สึกจุกเสียดรุนแรงจากภายใน เหลียวมองไปที่ร่างของอาจารย์ถูกคุ้มกันด้วยนายทหารถือดาบใหญ่น่าหวั่นเกรง
เวลายิ่งผ่านไป ทั้งหวังป๋อและเหล่าทหารยิ่งมั่นใจ ว่าซูิไร้กระบวนท่าโจมตี ได้แต่หลบหลีกไปมาเท่านั้น
ซูิแม้วิชาเท้าผีอันลึดล้ำ แต่อย่างไรก็ยังไม่มีประสบการณ์การต่อสู้ ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเพี่ยงพล้ำ
กองทหารม้าถูกจัดอย่างมีระเบียบ มีรุกมีรับมีปิดล้อม ซูิเริ่มมีเืซึมตามลำตัวจากคมดาบ ทางหนีไม่ทราบถูกปิดล้อมั้แ่เมื่อใด มือดาบฟาดฟันเข้ามาอย่างรุนแรง เมื่อซูิม้วนหลบไปมา ที่ด้านหลังเหล่ามือดาบ ตามมาด้วยหอกหลายเล่มบนหลังม้าพุ่งพรวดออก ทั้งรุนแรงรวดเร็ว ซูิแตกตื่นลนลาน ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวหมายถึงการจบชีวิต มันมัวแต่ถอยหลบจนมิได้สังเกตสิ่งรอบกาย ซูิถูกปิดล้อมให้ถอยร่น มันพุ่งตัวไปติดกับผนังถ้ำ เหล่าทหารได้ทีปิดล้อมเข้ามาเป็วงแคบยิ่งขึ้นอีก
เหนือศีรษะเหล่าทหาร มีเงาหนึ่งะโโผลงมา คือหวังป๋อผู้ถือดาบใหญ่ ฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรงไร้ความปรานี เหตุการณ์ตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วน
ซูิเมื่อคับขันถึงที่สุด ลมปราณฟ้าในร่างกลับยิ่งเข้มข้นพลุ่งพล่าน สติสัมปชัญญะกลับแจ่มใสอย่างประหลาด เตรียมกระบวนท่าฝ่ามือพายุขั้นที่หนึ่งขึ้นทันที
‘จะได้ผลหรือไม่ ขอลองดูสักครา‘
ลมปราณพายุหมุนวนวิ่งเลื้อยวนไปที่แขนขวา ซูิยกมือใช้กระบวนท่า หากใช้ออกได้ ทางรอดหนึ่งส่วนของมันจะเป็ผล!
ว่างเปล่า ……
ลมปราณเพียงมารวมตัวที่ฝ่ามือไม่อาจปล่อยออก
ขณะที่กำลังจะยอมรับความตายอย่างสิ้นหวัง ลมปราณฟ้าจากท้องน้อยกลับพลันแผ่ซ่านออกมาเอง ไหลผสานเข้ากับฝ่ามือพายุที่ค้างคาอยู่ ณ ฝ่ามือของซูิบังเกิดคลื่นพลังสีฟ้าและสีเขียวหมุนปะทะกันไปมาจนอัดแน่นเป็ก้อน ก่อนะเิออกเป็พลังมหาศาลในพริบตาหวังป๋อที่พุ่งลงมาได้เพียงเหม่อมอง พร้อมเกร็งพลังต้านทาน ร่างมันถูกพัดปลิวกระเด็นไปชนกับเหล่าหทหารที่กำลังโซเซจากแรงปะทะ
ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วลาน ท่ามกลางความตื่นตะลึงตลบหนึ่ง เงาร่างของชายหนุ่มได้อันตรธานหายไป ทุกคนเหลียวหลังไปพร้อมกัน เป็อย่างที่คาดคิด ร่างของฉีซิ่นก็หายไปแล้ว…..