บทที่ 10 : หอการค้าตระกูลตง
เจียงซูผิงกลับมาเยือนตลาดอีกครั้ง หากคราวนี้นางไม่ได้มาเยือนในฐานะผู้ซื้อ แต่มาในฐานะของผู้ขาย
เมื่อถูกจำกัดเบี้ยหวัดจากฮูหยินรอง นางก็ต้องหาทางเอาตัวรอดเพื่อเก็บเงินไว้กินใช้ นางจึงคิดถึงวิธีนำของไปขายแทน ซึ่งวัตถุดิบล้ำค่านางมีอยู่ในมือไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ ‘ยาประสานิญญา’ จำนวนหลายสิบเม็ดที่ยังไม่มีผู้ใดในยุคนี้ล่วงรู้สูตร
นางเชื่อว่า หากยาประสานิญญาถูกปล่อยออกไป มันจะต้องสร้างความใให้กับผู้คนที่ใช้ปราณ และจะต้องเกิดปรากฏการณ์ตามหาของล้ำค่านี้กันให้ขวั่ก
ฉะนั้น การนำไปวางขายจึงต้องเลือกร้านค้าซึ่งเชื่อถือได้ ที่สำคัญต้องไม่เอาเปรียบนางด้วย
หอการค้าตระกูลหนิง เป็ร้านค้าใหญ่มีชื่อเสียง เหมาะอย่างยิ่งที่จะวางขายของชั้นเลิศ เพราะมีลูกค้าประจำเป็พวกกระเป๋าหนักมีเงินมากพอจะใช้จ่าย
แต่ฮูหยินรองสั่งห้ามนางไม่ให้โผล่หน้าไปที่นั่น อีกทั้งนางก็ไม่คิดจะใช้บริการร้านที่เลือกปฏิบัติกับลูกค้าเช่นนั้นอยู่แล้ว ซูผิงจึงต้องออกมาเดินสำรวจร้านรวงอื่นๆ เพื่อเลือกสรรหาแหล่งเหมาะๆ จะวางขายสินค้าของนางแทน
แต่เนื่องเพราะกว่าจะออกจากจวนก็บ่ายคล้อยแล้ว หลังใช้เวลาค้นหาอยู่นาน ตะวันจึงใกล้ตกดินเต็มที หากซูผิงกลับยังไม่เจอทำเลที่ถูกใจ จนไป๋หลันต้องเอ่ยถาม
“คุณหนูเ้าคะ ใกล้มืดแล้วกลับจวนก่อนเถิดเ้าค่ะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ยังไม่สาย”
ไป๋หลันไม่รู้จุดประสงค์ของคุณหนู ดูเหมือนว่าผู้เป็นาย้าหาอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังไม่เจอ หรืออาจเป็เพราะคุณหนูถูกลดเบี้ยหวัดที่น้อยอยู่แล้วให้ลดลงไปอีก จึงทำให้ยากต่อการตัดสินใจ
บ่าวแสนภักดีได้แต่กล้ำกลืนน้ำตาด้วยความสงสารคุณหนูของตนจับใจ
แต่แล้วจู่ๆ ร่างบอบบางก็หยุดฝีเท้า ชี้นิ้วไปยังสถานที่หนึ่งพร้อมกับคำถาม
“ไป๋หลัน เ้ารู้จักที่นั่นหรือไม่”
ปลายนิ้วพุ่งตรงไปยังร้านค้าเล็กๆ เก่าโทรมร้านหนึ่ง ยิ่งอาบด้วยแสงสีส้มจากพระอาทิตย์ที่ใกล้ตกดินมันก็ยิ่งดูรกร้างน่ากลัว ป้ายเก่าๆ เต็มไปด้วยหยากไย่เอียงกะเท่เร่จะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ เขียนตัวอักษรซีดจางอ่านว่า ‘หอการค้าตระกูลตง’
“บ่าวก็ไม่ค่อยทราบดีเ้าค่ะคุณหนู รู้แต่ว่าเป็ร้านที่ตั้งมานาน แต่ไม่ค่อยมีใครไปซื้อกัน เพราะขายของไม่ได้คุณภาพ ทั้งยังราคาสูงด้วยเ้าค่ะ”
ไป๋หลันอธิบายข้อมูลที่พอจะได้ฟังมาบ้าง ทว่าแทนทีคุณหนูจะละความสนใจ กลับยิ่งเดินตรงไปยังทิศทางของร้าน
“ข้าจะลองเข้าไปดูเสียหน่อย”
การกระทำตรงกันข้ามสร้างความงงงันให้บ่าวรับใช้ แต่ไป๋หลันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเพียงเร่งฝีเท้าตามร่างเพรียวบางไปเท่านั้น
ประตูเลื่อนเก่าไร้การดูแลค่อนข้างฝืด ซูผิงต้องใช้แรงมากกว่าปกติในการเลื่อนมันให้เปิดออกจนส่งเสียงดังกึกกัก ครั้นพอก้าวเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่เห็นคือความมืดทึมสลัว และฝุ่นจางๆ ซึ่งลอยฟุ้งอยู่เต็มอากาศ
หลังโต๊ะคิดเงิน ร่างของชายคนหนึ่งนั่งฟุบหลับอยู่ ขนาดมีลูกค้าเข้ามาในร้านอีกฝ่ายก็ยังไม่รู้ตัว หากซูผิงไม่คิดจะเดินเข้าไปปลุก เพราะนาง้าสำรวจสินค้าที่ขายในร้านเสียก่อน
บนชั้นไม้เหลือของอยู่ค่อนข้างบางตา บางชิ้นฝุ่นเกาะหนาเป็ปื้น บ่งบอกว่าไม่มีลูกค้าคนไหนให้ความสนใจแตะต้อง
หากเพียงแค่เจียงซูผิงเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ดวงตาของนางก็ลุกโชนเป็ประกาย แล้วจึงตัดสินใจเดินกลับไปยังโต๊ะคิดเงิน เพื่อส่งเสียงปลุก เถ้าแก่ที่หลับใหล
“เถ้าแก่...เถ้าแก่...”
คนที่กำลังฝันหวาน พอได้ยินเสียงเรียกก็เริ่มจะรู้สึกตัว กะพริบเปลือกตาเปิดขึ้น
“หืม?”
ห้วงสติสะลึมสะลือเห็นสตรีวัยรุ่น ร่างบอบบางหน้าตางดงามราวกับนางฟ้านาง์ ส่งเสียงเอ่ยถามเขาอย่างอ่อนหวาน
“เถ้าแก่ ข้าอยากจะถามราคาสินค้าหน่อย”
แต่นางฟ้านาง์ที่ไหนจะมาถามราคาสินค้า สมองเริ่มกลับเข้าที่ในฉับพลันสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้
“ละ...ลูกค้าเหรอ!?”
เพราะไม่มีใครแวะเวียนเข้าร้านมานาน ตงเลี่ยงจิง เ้าของหอการค้าตระกูลตงเล็กๆ จึงมักเผลองีบหลับอยู่เป็ประจำ แต่ครั้นถึงคราวต้องปฏิบัติหน้าที่ เขาก็ไม่ลืมค้อมกาย กล่าวคำต้อนรับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ยินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้”
“ข้าสนใจสินค้าชิ้นหนึ่ง จึงอยากรู้ราคา”
แม้ลูกค้าจะเป็เพียงเด็กสาวอายุห่างจากเขาในวัยยี่สิบสี่อยู่หลายปี อีกทั้งยังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่าย ไร้เครื่องประดับมีค่าติดตัว หากตงเลี่ยงจิงไม่เคยิ่เงินน้อย เพราะไม่ว่าใครสนใจเข้ามาในร้านก็นับเป็ลูกค้าผู้มีพระคุณทั้งนั้น
เถ้าแก่ตงจึงเต็มใจบริการด้วยความสุภาพ
“ไม่ทราบว่าคุณหนูสนใจชิ้นไหนขอรับ”
“หม้อใบนั้น”
หม้อสีดำเลอะฝุ่น มีสนิมเก่าสภาพเกรอะกรัง ชนิดที่ว่าจะแถมฟรีให้กับใคร คนคนนั้นยังโกรธ ดูแล้วไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อะไร ยิ่งไปกว่านั้นมูลค่าที่ตั้งไว้ของมันยังทำให้เถ้าแก่ตงเอ่ยตอบอ้อมๆ แอ้มๆ
“อา...ชิ้นนั้นราคา หนึ่งตำลึงทอง ขอรับ”
หนึ่งตำลึงทองเป็ราคาที่สูงลิบ โดยเฉพาะกับร้านที่ดูไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ แต่ทำยังไงได้ มันเป็ราคาของท่านปู่ ซึ่งตั้งเอาไว้นานนมแล้ว ไม่ใช่แค่นั้น ท่านปู่ผู้เป็อดีตเถ้าแก่ร้านนี้ ยังเที่ยวตั้งราคาของด้วยตัวเลขอันน่าตะลึง ทำให้ลูกค้าต่างเบือนหน้าหนีกันไปหมด
ก่อนท่านปู่ผู้หัวแข็งจะจากไปเมื่อครึ่งปีก่อน ท่านสั่งเสียเขาเอาไว้อย่างเข้มงวดหลายอย่าง เื่ราคาสินค้าก็เป็หนึ่งในเื่ที่ท่านกำชับ แต่กระนั้น นับวันเงินที่เหลืออยู่ก็ยิ่งลดน้อยจนแทบไม่พอเยียวยาปากท้อง เมื่อนานๆ ทีจะมีลูกค้าเข้ามาให้ความสนใจ ตงเลี่ยงจิงจึงกัดฟัน ละเลยคำสั่งสอน รีบเอ่ยรั้งเอาไว้
“แต่เดี๋ยวก่อน...ถ้าคุณหนูสนใจ ข้าลดให้เหลือสองตำลึงเงิน ไม่สิ...เหลือหนึ่งตำลึงเงิน ไม่ๆ ...เหลือห้าร้อยอีแปะก็ได้เอ้า!”
จู่ๆ ราคาก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว แม้เจียงซูผิงจะยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ทว่า ต่อให้ลดแลกแจกแถมขนาดนี้ นางก็ยังเกริ่นถามอย่างหยั่งเชิง
“แล้วถ้าเหลือสี่สิบอีแปะล่ะจะได้หรือไม่”
จากราคาหนึ่งตำลึงทอง กลายเป็ราคาเท่ากับซื้อซาลาเปาได้ยี่สิบลูกทำเอาเ้าของร้านครางเสียงอ่อย
“...น้อยขนาดนั้น”
ก่อนเถ้าแก่ตงจะก้มหน้าครุ่นคิดกับตัวเองอย่างหนัก
เจียงซูผิงไม่รีบร้อนให้เวลากับอีกฝ่ายอย่างเต็มที เพราะการที่นางสนใจร้านเก่าโทรมเช่นนี้ก็เพราะชื่อของ หอการค้าตระกูลตง
ในอดีต ผู้ริเริ่มหอการค้าตระกูลตง เป็เพื่อนเก่าของนางเอง และเมื่อนางพบเจอของหายาก นางก็มักจะนำมาขายให้หอการค้าตระกูลตงอยู่เสมอจนทำให้ร้านนี้เฟื่องฟูเป็อันดับต้นๆ ยากหาใครเทียบ ทั้งยังซื้อขายให้ราคาดี มีความซื่อสัตย์ยุติธรรม
แต่ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านมาห้าร้อยปี จากหอการค้าอันดับหนึ่งในแคว้น กลับตกอับแทบเหลือเพียงแค่ชื่อร้าน ถึงกระนั้น โชคดีที่อย่างน้อยก็ยังรักษามาตรฐานของการสรรหาของล้ำค่ามาได้
หม้อสนิม ใบนั้นใช่เพียงหม้อธรรมดา
มองปราดเดียวนางก็รู้ว่ามันเป็ของวิเศษ ตัวหม้อสีสนิมนั้นเกิดจากการตีด้วย แร่หินสนิมไฟ ที่มีคุณสมบัติทนทานต่อจุดเดือด จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการหลอมโอสถที่ต้องใช้ไฟปราณซึ่งมีอุณหภูมิสูง ซ้ำรอบๆ ตัวหม้อยังลงอักขระเวทย์ที่จะช่วยทำให้ส่วนผสมของเม็ดยาบริสุทธ์มากขึ้น
สมัยเป็พญาเม่ย นางเคยเป็ศิษย์ของเซียนโอสถอยู่หลายปี จึงทำให้คุ้นเคยกับสมุนไพรและอุปกรณ์หลอมโอสถอยู่บ้าง จึงสามารถตีมูลค่าของมันออกมาได้
ทีเหลือก็ขึ้นอยู่กับว่า เ้าของหอตระกูลตงจะรู้ถึงคุณค่าอันแท้จริงของมันรึเปล่า เพราะราคาหนึ่งตำลึงทองยังนับว่าถูกเกินไปสำหรับของวิเศษชิ้นนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้นางกำลังแลกมันแค่สี่สิบอีแปะ
นับว่าได้กำไรมหาศาลเลยทีเดียว...
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
เปิดตัวละครใหม่ที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอีกคน
งานนี้คนอยู่มานานได้เปรียบมากกว่า
มาลุ้นกันว่าน้องจะได้กำไรกลับไปหรือไม่?