ถังฉือเย่เดินตามวังซื่อออกไปที่ประตูก็พบว่าเกวียนของตระกูลเฉินนั้นได้จอดรออยู่ก่อนแล้ว แถมยังมีหลี่ซื่อนั่งรออยู่ด้านใน เมื่อเห็นนางก็กล่าวทักทายสีหน้าระรื่น ส่วนหญิงสาวได้แต่ยิ้มอย่างฝืน ๆ แกล้งทำเป็นก้มหน้าลงไปกำชับเสี่ยวเหยาให้ดูแลบ้าน แต่กลับกระซิบที่ข้างหูของน้องสาวว่า “เจ้าไปที่โรงหมอ แล้วไปหาฉีจิงบอกกับเขาว่ากระต่ายตัวที่สอง!” เมื่อเห็นเสี่ยวเหยายังทำหน้างง ๆ จึงย้ำอีกครั้งว่า
“จำได้หรือยัง…เจ้าต้องบอกกับฉีจิงว่ากระต่ายตัวที่สอง”
คราวนี้เด็กสาวพยักหน้ารับ ถังฉือเย่จึงขึ้นเกวียนไปหางตาเหลือบเห็นเสี่ยวเหยากำลังวิ่งไปทางโรงหมออย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้นางเดิมพันกระต่ายสามตัวเพื่อแลกกับการที่ฉีจิง ‘ทำเรื่องง่าย ๆ’ ให้นาง จนถึงตอนนี้เขายังติดหนี้นางอยู่อีกสองครั้ง ซึ่งตอนนี้ฉีหยางกำลังไม่สบายอยู่ ถังฉือเย่จึงเชื่อว่าชายหนุ่มจะต้องเฝ้าอยู่ไม่ห่างแน่นอน และตอนนี้ก็คงไม่มีใครที่จะช่วยนางได้อีกแล้วนอกจากเขา
เรื่องในวันนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ และจะต้องเกี่ยวข้องกับตระกูลถังแน่นอน หากนางไม่ยอมไปโดยดีมีหวังคนพวกนี้จะต้องลักพาตัวเอาไปจนได้นั่นแหละ แล้วหากเป็นเช่นนั้นจริงนางก็จะยิ่งเป็นรองหนักขึ้นไปอีก!
แม้ว่าในใจจะทรงพลังมากแค่ไหนก็ตาม แต่ความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของถังฉือเย่กลับบอบบาง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เพราะแม้กระทั่งถังฉือหยินยังสามารถอุ้มนางขึ้นมาได้ราวกับไม้ฟืนไร้ค่า ดังนั้นนางจะติดกับดักไม่ได้อีก มิเช่นนั้นคงยากที่จะหาโอกาสแก้ตัว
หญิงสาวกวาดสายตามองที่วังซื่อและหลี่ซื่อทั้งสองคน หลี่ซื่อยังคงทำตัวเป็นกันเองอ่อนโยนและสนิทสนม ผิดกับวังซื่อที่สีหน้าของนางนั้นดูทุกข์ใจเป็นอันมาก แต่ในความทุกข์ใจนั้นถังฉือเย่กลับสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวเมื่อได้สบตากันวังซื่อจึงรีบหลุบหลบทันที
เช้านี้วังซื่อมัดผมแล้วผูกด้วยเชือกสีฟ้าอ่อนบนเชือกที่มีความกว้างเท่าตะเกียบนั้นปักลวดลายดอกไม้สีขาวได้อย่างประณีตผิดกับปิ่นอีกอันที่ดูสวยงามแปลกตาเป็นอย่างมาก ดูแล้วอ่อนหวานนุ่มนวล คนสมัยโบราณมักแต่งงานเร็วทำให้แม้จะมีบุตรชายบุตรสาวถึงสามคนแล้ว แต่วังซื่อก็เพิ่งจะมีอายุเพียงสามสิบเท่านั้น นางเป็นคนที่บำรุงผิวพรรณเป็นอย่างดี ใบหน้าไร้ริ้วรอย มิเพียงเท่านี้ นางยังมีท่าทางที่สง่างาม ดูแล้วผู้หญิงแบบนี้ควรจะเป็นทั้งภรรยาและแม่ที่ดีซึ่งต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกด้วยความเต็มใจ ยิ่งได้มาพบกับบุตรสาวที่ฟ้าส่งมาให้อย่างนาง วังซื่อก็ควรดูแลชี้นำแนวทางไปสู่ชีวิตใหม่ คอยให้กำลังใจเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ และมีความกล้าที่จะไขว่คว้าหาความสุข
แต่ผลลัพธ์ที่ได้เล่า! พันธนาการทุกอย่างนั้นกลับกลายเป็นถังฉือเย่ที่ต้องแบกรับไว้เอง มิหนำซ้ำยังถูกตีหน้าว่าเป็นลูกเนรคุณ!
นี่มันเรื่องอะไรกัน…จริง ๆ แล้วนางทำอะไรไว้กันแน่ถึงต้องแบกรับเรื่องราวพวกนี้เอาไว้เพียงลำพัง!
หญิงสาวคิดโทษอยู่ในใจ สีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก ในขณะที่หลี่ซื่อยังชวนวังซื่อคุยเรื่องสัพเพเหระ รวมถึงเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบในหมู่บ้านไปตลอดทาง ถังฉือเย่นั่งฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ลองพูดขึ้นบ้าง
“ท่านป้ารอง ท่านเป็นคนนัดให้แม่ข้าออกมางั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!” สะใภ้รองตระกูลถังกล่าว “แม่ของเจ้าเป็นคนมีฝีมือ เย็บปักถักร้อยเก่ง ข้าเลยอยากให้นางมาช่วยเลือกลายผ้าให้หน่อย”
“จูเอ๋อร์จะแต่งงานหรือเจ้าคะ?”
หลี่ซื่อหัวเราะเบา ๆ “เจ้าเด็กคนนี้ เรื่องแบบนี้เจ้าควรถามหรืออย่างไร?”
“พวกเราคุยกันเองจะกลัวอะไรไปล่ะเจ้าคะ” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะพลางแอบถาม “จะว่าไปแล้ว ท่านย่ายอมอนุญาตให้ท่านไปมากับพวกข้าได้แล้วหรือ?”
“ท่านย่าเจ้าไม่รู้หรอก ข้าแอบขอให้ท่านแม่เจ้ามาด้วยน่ะ”
“แล้วทำไมท่านแม่ของข้าต้องพยายามให้ข้ามาให้ด้วยล่ะเจ้าคะ ข้าเพลียจะตายอยู่แล้วไม่ได้อยากมาด้วยเสียหน่อย”
หลี่ซื่อเผยรอยยิ้มตรงมุมปากนิดหนึ่งก่อนกล่าวว่า “ป้ารองเองก็รู้ดีว่าสองวันนี้เจ้ายังไม่หายดี กว่าจะถึงในเมืองก็คงอีกสักพัก ถ้าเช่นนั้นก็พักเสียหน่อยเถิด โชคดีที่เกวียนเล่มนี้มีหลังคา เจ้าก็ไม่ต้องกลัวว่าลมหรือแดดจะพัดเข้ามาหรอกนะ”
ตลอดการสนทนาหลี่ซื่อสามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดโดยไม่มีจุดบกพร่องเล็ดลอดให้เห็นเลยสักนิด ในใจของถังฉือเย่รู้ว่าสตรีผู้นี้ฉลาดหลักแหลมนัก แต่ตัวละครที่ฉลาดขนาดนี้ทำไมในความทรงจำของนางแล้วกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นคนที่อ่อนโยนมีเมตตา…หรือว่านางจะจำผิด
จากนั้นหญิงสาวจึงเอนหลังพักสายตา เกวียนได้เคลื่อนตัวมาถึงตัวเมืองอย่างรวดเร็ว หลี่ซื่อก็พูดขึ้นว่า “พวกเราไปกันเถอะ พวกเราไปดูลายปักกันเถอะ”
“ข้าเย็บปักถักร้อยไม่เป็นเสียหน่อย ข้าขอออกไปเดินเล่นนะเจ้าคะ” ถังฉือเย่กล่าว แต่ก็ถูกหลี่ซื่อกับวังซื่อพูดขึ้นพร้อมกันพลางดึงแขนนางไว้ ก่อนที่หลี่ซื่อจะหันมาพูดอย่างอ่อนหวานว่า
“อย่าซุกซนไปเลย เจ้าเป็นเด็กตัวคนเดียวหากพลัดหลงไปจะทำอย่างไร พวกเราไปด้วยกันน่ะดีแล้ว ยังไม่รีบตามพวกข้ามาอีก”
หญิงสาวไม่มีโอกาสได้พูดอะไรต่อ เพราะถูกพวกนางลากไปที่ร้านลายปักร้านหนึ่งชื่อว่า ‘จี๋ชิ่งลายปัก’ ซึ่งเป็นร้านเล็ก ๆ แม้ไม่ได้อยู่ในมุมอับแต่ถนนด้านหน้านั้นช่างเงียบเหงาวังเวงเป็นอย่างมาก
สะใภ้ทั้งสองคนของตระกูลถังกำลังเลือกของกันอยู่ด้านใน ถังฉือเย่มองดูพวกเขาขณะยืนรออยู่ตรงหน้าประตู มีเพียงสายตาของหลี่ซื่อเท่านั้นที่เหลือบมองมาเป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร
ถังฉือเย่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้หนักยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่นางไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นกำลังถูกสายตาสองคู่จับจ้องมาจากร้านอาหารที่อยู่เยื้องออกไปไม่ไกลนักชนิดไม่วางตา และหนึ่งในนั้นคือสายตาเจ้าเล่ห์ของถังหย่งหมิงที่พูดขึ้นว่า
“เถ้าแก่ เด็กคนนั้นมาแล้ว ท่านดูสิ!”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นลุกขึ้นจากที่นั่ง และลูบเคราเบา ๆ ก่อนจะเดินตรงมาที่หน้าต่าง เมื่อมองลงมาด้านล่างเขาก็ชะโงกหน้าออกไปพร้อมเพ่งสายตามองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ภาพที่เขาเห็นคือเด็กสาวอายุราวสิบสองสิบสามปีที่ยังไม่ทันโตเป็นสาวเต็มตัว ผิวขาวดุจหิมะดวงตาเปล่งประกาย หากรอให้โตมากกว่านี้อีกสักหน่อยจะต้องกลายเป็นสตรีงดงามที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง
ชายวัยกลางคนมองดูอยู่พักใหญ่ ถังหย่งหมิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มพรายอย่างสมใจเพื่อแผนการที่วางไว้กำลังจะบรรลุผล เขาบอกว่า
“หลานสาวของข้าคนนี้ข้าไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ นางเป็นสตรีที่งดงามโดดเด่นที่สุดในหมู่บ้าน โดยเฉพาะผิวขาวนั่นแล้วไม่ว่าจะตากแดดยังไงก็ไม่เคยหมองคล้ำเลย ไม่รู้ว่าท่านจะพอใจหรือไม่?”
ทั้งที่เถ้าแก่หนิวรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากแต่กลับทำเป็นเฉย ๆ ตอบเพียงว่า “ก็น่าสนใจอยู่”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านหมายความว่า?”
“ได้” ชายวัยกลางคนผู้นั้นกระแอมออกมาเล็กน้อย “ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนกตัญญูหรอกนะ ข้าจะให้เจ้าเยอะหน่อยแล้วกัน สักหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงเป็นไง?”
ถังหย่งหมิงดีใจจนเนื้อเต้นพูดเร็ว ๆ “ขอบคุณท่านมากที่เอ็นดูข้ามาตลอด”
เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย เถ้าแก่หนิวก็เดินนำถังหย่งหมิงออกไปจากร้าน โดยที่หญิงสาวผู้ตกเป็นเป้าสายตานั้นไม่มีโอกาสได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนพูดกันเลย แต่ด้วยความที่เป็นนักแสดงมาหลายปี ถังฉือเย่จึงรับรู้ได้อย่างรวดเร็วหากถูกใครสักคนจับจ้อง
หญิงสาวรู้สึกมาสักพักแล้วว่าตัวเองกำลังถูกสายตาของใครสักคนจ้องมอง นางหันซ้ายหันขวา คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วหางตาก็เหลือบเห็นด้านข้างของถังหย่งหมิง รวมทั้งและชายวัยกลางคนที่สวมชุดยาวสีม่วงที่กำลังยื่นของอะไรสักอย่างให้อีกฝ่าย
จากนั้นชายวัยกลางคนผู้นั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินมาที่บันไดก่อนจะสั่งลูกน้องของตัวเองว่า “ทำตามเดิม!”
บุรุษอีกสี่คนที่สวมชุดธรรมดานั้นต่างก้มหน้าและขานรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะออกมาจากร้านอาหารแล้วช่วยกันแบกเกี้ยวที่ไม่ได้มีอะไรสะดุดตานักขึ้นแล้วแยกย้ายหายไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฉีจิงก็กำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองอย่างเร่งรีบ ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าเต็มที่ แต่กว่าจะเข้าไปถึงตัวเมืองก็ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่!
ตอนที่เสี่ยวเหยาวิ่งกระหืดกระหอบไปส่งข่าวนั้น ชายหนุ่มกำลังตรวจดูกระท่อมของเขาที่ถูกไฟไหม้อยู่ เด็กสาวนั้นเฉลียวฉลาดมากเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่โรงหมอประจำหมู่บ้านก็เข้าไปถามท่านหมอเฉิน พอรู้ว่าฉีจิงกลับมาดูบ้าน นางก็รีบวิ่งมาหาเขาทันที
ฉีจิงรีบกลับมาจัดเตรียมข้าวของทุกอย่างให้ฉีหยาง แต่ใครจะคิดว่าจู่ ๆ กำแพงซึ่งสร้างมาจากดินเหนียวนั้นได้พังทลายลงมาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงจำใจต้องอยู่ช่วยเหลือจนต้องเสียเวลาอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้ออกมาจากโรงหมอทำให้สายมากแล้ว
ส่วนถังฉือเย่เองนางก็ไม่คิดว่าฉีจิงจะโชคร้ายขนาดนั้น เดิมทีนางไม่เคยเอาความหวังไปฝากไว้ที่คนอื่น นางจะต้องคิดหาหนทางเพื่อช่วยเหลือตัวเอง เพราะหลังจากที่เห็นถังหย่งหมิงแล้ว หญิงสาวก็พอจะเดาได้ว่าคนพวกนี้กำลังคิดจะทำอะไร ดังนั้นนางจึงทำเป็นเดินเล่นอย่างคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรรอบหนึ่ง ก่อนจะแอบไปร้านข้าง ๆ แล้วซื้อมีดเล่มเล็กซ่อนเอาไว้ในมือ
หญิงสาวเพิ่งจะแยกตัวออกมาได้ไม่นานนัก ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์แอบเดินตามหลังมา ถังฉือเย่ยังไม่ทันได้หันหลังไป หนึ่งในคนกลุ่มนั้นก็ยื่นมือออกมาผลักจนนางล้มลงไปกองกับพื้นตามแรงนั้น โถกระเบื้องในมือที่ถืออยู่นั้นก็ตกแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลูกกวาดสีฟ้ากระจายเต็มพื้น
ชายฉกรรจ์อีกคนใช้แขนข้างหนึ่งยกนางขึ้นมาแล้วลากไปที่ตรอกเล็ก ๆ จากนั้นก็ใช้เชือกมัดอย่างรวดเร็วพร้อมกับผลักให้เข้าไปในเกี้ยว ไม่นานนักก็ช่วยกันยกแล้วเดินออกไปราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาทำงานกันรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเรื่องแบบนี้นั้นคงไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก!
.
.
.