เล่ม 1
บทที่ 1
นางใต้ต้นท้อ
ราชวงศ์เหยียน
ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าสีทองเรื่อสาดส่องลงบนป่าดำเฮ่ยหลินอันกว้างใหญ่เสียงสายลมยามเย็นกรีดผ่านยอดไม้สูงเสียดฟ้าส่งเสียงหวีดหวิวราวกับบทสวดของิญญาเก่าแก่ที่ไม่เคยหลับใหล
ที่ริมขอบป่าเหนือูเา มีกำแพงศิลาเก่าคร่ำทอดยาวลวดลายอักขระโบราณที่สลักไว้ดูจางจืดลงตามกาลเวลาแต่ยังคงเปล่งแสงเรืองรองบางเบายามต้องแสงตะวัน นั่นคือ เมืองซั่งหลิน เมืองเล็กๆ แห่งชายแดนราชวงศ์เหยียนที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างเขตแดนอันปั่นป่วนและผืนป่า
ถนนหลักที่ทอดเข้าสู่เมืองปูด้วยหินสีเทาคล้ำลื่นแฉะเพราะสายหมอกยามเย็นมักจับตัวหนาแน่น ทว่าก็ยังมีผู้คนสัญจรไม่ขาดสายพ่อค้าหาบเร่เดินเท้า เรือนคาราวานที่ลากม้าสัตว์อสูรและเกวียนสินค้าพวกเขามุ่งหน้าสู่ประตูเมืองซึ่งเปิดอ้า ทหารยามในเกราะเหล็กแดงยืนเฝ้าด้วยสายตาเฉื่อยชาทว่าทุกคนรู้ดี
สองฟากฝั่งถนน มีร้านค้าและโรงน้ำชาขึ้นเรียงราย
บางแห่งเรืองแสงตะเกียงแดง บางแห่งมีเสียงบรรเลงขลุ่ยเงียบงัน
จากถนนใหญ่ หากเลี้ยวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเดินเลาะผ่านตรอกแคบทอดยาวที่ชื่อ ตรอกเหม่ยฮวา
ตรอกเก่าแก่ที่ปูด้วยหินขรุขระผนังกำแพงทั้งสองข้างมีเถาวัลย์เลื้อยพันสีของผนังที่เคยขาวตอนนี้ซีดเซียวกลายเป็สีหม่นคล้ำสายลมที่พัดผ่านที่นี่เย็นะเืยิ่งกว่าในส่วนอื่นของเมืองราวกับเวลาหยุดนิ่งอยู่ในตรอกนี้นานนับสิบปี
และในสุดทางของตรอกนั้น มี บ้านเก่าหลังหนึ่ง
ประตูไม้สีดำถูกทิ้งให้ผุกร่อน หน้าต่างไม้แตกเล็กๆเป็ช่องโหว่ผนังไม้ด้านข้างแตกร้าวจนเห็นโครงไม้ภายใน แต่หน้าบ้านหลังนั้นกลับมี ต้นท้อต้นหนึ่งตั้งตระหง่าน
แม้ฤดูกาลนี้ไม่ใช่ฤดูผลิบาน แต่ดอกท้อสีชมพูอ่อนยังคงผลิบางตากลีบหนึ่งร่วงหล่นปลิวตามสายลม ตกลงบนพื้นดินที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และตะไคร่น้ำ
ยามตะวันคล้อยต่ำเหนือเมืองซั่งหลินแผ่นฟ้าแต้มสีแดงเรื่อเหมือนเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้แสงอาทิตย์สุดท้ายสะท้อนลงบนหลังคาบ้านเก่าแก่ที่ผุกร่อนจนเผยให้เห็นโครงไม้ด้านในสีสนิมบนประตูเหล็กบานใหญ่ชุ่มโชกด้วยคราบกาลเวลารั้วไม้เก่าบางส่วนเอียงลาดคล้ายจะพังทลายลงทุกเมื่อ
ใต้ต้นท้อหน้าเรือนหลังนั้นหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยทรุดโทรมมือเรียวขาวซีดถือเข็มปักในมือ ด้ายไหมสีแดงสดค่อยๆ ถูกชักผ่านผืนผ้าขาวบริสุทธิ์ผ้าที่สะอาดเกินไปสำหรับดินแดนที่เปื้อนโคลนเช่นนี้ ด้ายไหมแดงย้อมเหมือนหยาดโลหิตเส้นแล้วเส้นเล่าร้อยทอเป็ลวดลายดอกท้อบานสะพรั่งกลางพายุหิมะ
เสียงเข็มแทงทะลุเนื้อผ้า เสียดแทงซ้ำไปมา
เป็เสียงที่นิ่งสงบ ทว่าแฝงด้วยความหนาวเหน็บที่ค่อย ๆ คลืบคลาน
นอกรั้วไม้ผุๆ ชายร่างใหญ่หลายสิบคนยืนเรียงหน้ากระดานพวกมันสวมเสื้อเกราะหนังหนาหนัก อาวุธครบมือ ทั้งดาบ หอก และขวาน บางคนกัดฟันกรอดบางคนกำคมอาวุธแน่นจนเส้นเืบนแขนปูดโปน ความหวาดระแวงฉายชัดในดวงตาของแต่ละคน
แม้คนพวกนี้จะผ่านศึกและการฆ่าฟันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในยามนี้...พวกมันกลับไม่กล้าก้าวข้ามประตูไม้เก่าคร่ำบานนั้นเข้าไป
ห่างออกไปในตรอกเหม่ยฮวาผู้คนในย่านเก่าแก่แอบชะโงกหน้าจากบานหน้าต่างและซุ้มประตูบ้านซุบซิบเสียงเบาไม่ต่างจากเสียงใบไม้ต้องลม บางคนเบิกตากว้างบ้างก็ซ่อนตัวอยู่หลังม่านไม้ไผ่แต่ทุกสายตากลับจับจ้องไปยังหญิงสาวผู้เดียวที่นั่งอยู่ใต้ต้นท้อ
"นั่นนางหรือ... ไป๋ซือเหนียง..." เสียงของคนที่เฝ้ามองอยู่ไกลๆพูดขึ้น
หลายคนให้คำตอบโดยการพยักหน้า
“ไม่น่าเลย ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าในเมืองชั่งหลินตระกูลหลินมีอำนาจเพียงใด”
“นั่นสินางโง่หรืออย่างไรกัน..”
พูดคนเริ่มพูดคุยกันไกลๆ
สตรีชุดขาวนามไป๋ซือเหนียงทำเหมือนไม่ได้ยินอันใดเลย
"ท่านแม่~ เถาเถาอยากกินขนม!" เสียงเด็กน้อยดังแว่วมาแต่ไกล
เด็กน้อยเพศหญิงวัยห้าขวบ เสียงฝีเท้าเล็กๆ กระทบพื้นดินเบาๆร่างเล็กของ เถาเถา วิ่งดุ่มๆ ออกจากเรือนหลังเก่าๆ
เพราะเสียงนี้จึงทำให้สตรีนามไป๋ซือเหนียงเริ่มการปฏิกิริยาบ้างนางเงยใบหน้าขึ้นมาคลี่ยิ้มมองไปยังร่างเล็กๆที่กำลังวิ่งเข้ามาหา
“ว่าไง~ เถาเถาน้อยของแม่” เสียงไพเราะดังออกมาจากปากของนาง
“เป็เด็กน้อยนั้น!!” ในกลุ่มชายร่างใหญ่หลายสิบคนยืนเรียงหน้ากระดานมีชายผู้นึงอยู่ด้านหน้าสุดพูดขึ้นมาพร้อมนิ้วที่ชี้ไปยังเด็กน้อยเถาเถาวิ่งออกมาจากหลังเรือนเก่า
เด็กน้อยเถาเถาเลิ่กลั่กเห็นคนร่างใหญ่หลายสิบคนอยู่ๆก็ชี้มาที่ตนเอง
ไป๋ซือเหนียงปรายตาไปมองที่คนพวกนั้นในส่วนลึกของแววตาของนางเ็าประหนึ่งขุมนรก
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหล่าชายร่างใหญ่หลายสิบคนยังคงก้าวเข้าใกล้ประกายคมดาบและหอกสะท้อนแสงแดงฉานจากอาทิตย์ยามเย็น เหมือนกับพบเจอเป้าหมายแล้ว
พวกมันกำลังจะบุกเข้าไป ทว่าพวกมันก็ต้องหยุด…
เพราะหางตาของพวกมันมองเห็นบางอย่าง สิ่งที่ปรากฏคือเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์อีกฝ่ายกำลังย่างเท้าอย่างแ่เบาเดินตรงมาที่พวกมัน
พวกมันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายปรากฏกายขึ้นมาั้แ่เมื่อใด
ไม่รู้ว่ามาจากทางไหน
ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือแรงปราณสั่นไหว
ชายหนุ่มผู้สวมชุดขาวเรียบสะอาด ดั่งหิมะที่ไม่เคยเปื้อนโคลนใด ๆ
ผ้าคลุมบางเบาพลิ้วไหวตามแรงลม ดวงหน้าคมคายไร้อารมณ์ใดเจือบนสีหน้า
ั์ตาคมเรียวหรี่ต่ำมองไปยังกลุ่มคนด้านหน้า
หนึ่งในชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้นเสียงต่ำ “ท่านเป็ผู้ใด?เหตุใดจึงเข้ามายุ่งเื่นี้? นี่คือเื่ของตระกูลหลินแห่งเมืองชั่งหลิน”
ชายหนุ่มชุดขาวยังไม่หยุดเท้าแต่ริมฝีปากของเขาเปิดออกแล้วกล่าวออกมาอย่างแ่เบา “ข้าเพียงมารับฮูหยินของข้ากับบุตรสาวกลับบ้านเท่านั้น”
ชายร่างใหญ่หรี่ตา “ท่านไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็คิดจะยื่นมือเข้ามาแล้วงั้นหรือ?”
ชายชุดขาวเลิกคิ้วขึ้น “ ต้นสายปลายเหตุ เื่นั้นข้าไม่สนใจหรอกแต่.จริงสิ.. ผู้ใดคิดทำร้ายพวกนางต้องตาย”
สิ้นสุดคำพูดนั้นทุกคนภายในตรอกแห่งนี้ไม่มีผู้ใดรับรู้หรือััได้
ชายร่างใหญ่พวกนั้นยังคงยืนอยู่ เพียงแค่ว่าพวกมันไม่มีลมหายใจแล้วพวกมันตายไปหมดแล้ว จนตอนนี้ศพของพวกมันก็ยังคงยืนอยู่ตำแหน่งเดิมไม่ขยับ
ไม่มีผู้ใดเห็นการลงมือในครั้งนี้มีเพียงไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่เท่านั้นที่มองเห็นมัน
ไป๋ซือเหนียงหันใบหน้าไปหาเถาเถา ไป๋ซือเหนียงยิ้มแล้วเอ่ย “เถาเถาไปเอาน้ำให้แม่หน่อยสิ”
เถาเถาพยักหน้ารัวเร็วอย่างน่ารักแล้วหันหลังพร้อมกับเสียงฝีเท้าเล็กๆ กระทบพื้นดินเบาๆวิ่งเข้าไปในบ้านเรียบร้อย
ในตอนนี้เหลือเพียงไป๋ซือเหนียงบุรุษชุดขาวที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่นอกรั้ว แล้วก็ศพพวกนั้นที่ยืนตาย
ส่วนชาวบ้านในตรอกไม่ต้องสนใจก็ได้
บุรุษชุดขาวมองมาที่นาง นางก็มองไปที่เขา
“นางไม่ใช่บุตรของเ้า” ไป๋ซือเหนียงเอ่ยเสียงเรียบ
“นางก็ไม่ใช่บุตรของเ้าเช่นกัน..” ชายหนุ่มชุดขาวตอบคำตอบสตรีชุดขาวนามไป๋ซือเหนียงว่าน่าใแล้วคำตอบที่ชายชุดขาวให้ออกมานั้นน่าใยิ่งกว่า
ไป๋ซือเหนียงคลี่ยิ้มอย่างดงาม “อันใด เหยียนหลงซื่อจื่อคิดจะมานำพาสายเืที่เหลือเพียงน้อยนิดของตระกูลไป๋เราไปอีกงั้นหรือ?”
ชายชุดขาวขมวดคิ้ว
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาจริงจัง เขาไม่คิดว่านางจะรู้ฐานะของเขา
ชายชุดขาวดวงตาหรี่เล็กอยู่ครู่นึง ก่อนจะเปิดปากถามออกมา “เ้า..คือไป๋ซือเหนียงจริงๆงั้นหรือ?”
ไป๋ซือเหนียงที่นั่งอยู่ใต้ต้นท้อยิ้ม
นางเล่นเข็มปักผ้าในมือแล้วถามออกไป “ถ้าข้าไม่ใช่ไป๋ซือเหนียงแล้วจะเป็ผู้ใด?”
แต่มีเพียงนางที่รู้ว่านางมิใช่ไป๋ซือเหนียงจริงๆแต่ว่าในบัดนี้นางคือไป๋ซือเหนียง เพราะไป๋ซือเหนียงตายไปแล้วส่วนตัวของนางเป็ผู้ใดอืม… ฉือเยียน นั่นคือนามของนาง