ม่านหมอกสีเทาหม่นลอยอ้อยอิ่งปกคลุมผืนป่าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา กลิ่นอายของความตายและคาวเืจางๆ พัดพามาตามสายลมเย็นเยือกที่กรีดผ่านิั ‘ป่าอสูรหมอกทมิฬ’ สถานที่แห่งนี้มิได้มีชื่อเสียงเพียงเพราะความลึกลับ ทว่ามันคือหลุมศพขนาดมหึมาที่ฝังร่างของผู้ฝึกยุทธ์ผู้ละโมบมานักต่อนัก ต้นไม้โบราณขนาดหลายสิบคนโอบมีกิ่งก้านบิดเบี้ยวชี้ขึ้นสู่ฟ้า ราวกับมือของปีศาจร้ายที่พยายามจะฉุดดึงผู้ที่ล่วงล้ำให้ดำดิ่งลงสู่ขุมนรก ปราณฟ้าดินในสถานที่แห่งนี้สับสนอลหม่านและเต็มอวลไปด้วยเจตนาฆ่าฟันอันรุนแรง
มู่เฉินยืนตระหง่านอยู่ที่ชายป่า แววตาของเขามั่นคงดุจศิลาพันปีที่มิอาจสั่นคลอน เขาเปลี่ยนจากชุดหรูหราของตระกูลมู่มาเป็ชุดรัดกุมสีดำสนิทที่ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ในมือขวากำกระชับมีดสั้นเหล็กดำที่เพิ่งซื้อมาจากตลาด พลังปราณดาราในจุดตันเถียนของเขาหมุนวนอย่างเงียบเชียบ ััทั้งห้าถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด
‘ที่นี่แหละ... สมรภูมิที่จะพิสูจน์ว่า ข้ามีคุณสมบัติพอจะท้าทาย์และปฐีหรือไม่’
เด็กหนุ่มรำพึงในใจ เขาไม่รอช้า พลิกตัวพุ่งทะยานเข้าไปในดงไม้หนาทึบอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของเขาแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ราวกับเป็เพียงิญญาเร่ร่อนดวงหนึ่งที่เลื่อนลอยผ่านเงาไม้ เคล็ดวิชากลืนดารา์มิได้มอบเพียงพลังทำลายล้างอันอหังการ ทว่ามันยังมอบทักษะการซ่อนเร้นกลิ่นอายที่แเี จนแม้แต่สัตว์อสูรที่จมูกไวที่สุดก็ยังยากจะจับััได้
ยิ่งลึกเข้าไป หมอกก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น แสงตะวันที่เคยสาดส่องถูกบดบังจนหลงเหลือเพียงความสลัวราง มู่เฉินััได้ถึงสายตาดุร้ายหลายคู่ที่ลอบมองมาจากความมืด ทว่าเขาหาได้หยุดฝีเท้าลง เป้าหมายของเขาคือเขตชั้นนอกที่ลึกที่สุด ซึ่งเป็แหล่งอาศัยของสัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ปลายและระดับสอง่ต้น สัตว์อสูรที่ระดับต่ำเกินไปย่อมไม่อาจมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่ความเสี่ยง และไม่อาจกระตุ้นให้เส้นชีพจรดาราของเขาเกิดการพัฒนาได้
เวลาล่วงเลยไปราวสองชั่วยาม มู่เฉินล่วงล้ำเข้ามาลึกกว่าสิบลี้
กร๊อบ...
เสียงกิ่งไม้แห้งหักเป๊าะดังขึ้นเพียงแ่เบาทางด้านซ้ายมือ ทว่าในป่าที่เงียบสงัดดุจป่าช้า เสียงนั้นกลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของมู่เฉิน เขาชะงักฝีเท้าพลัน ร่างของเขาพลิกวูบเดียวก็แนบชิดไปกับลำต้นไม้ใหญ่อย่างไร้ร่องรอย ั์ตาสีรัตติกาลหรี่แคบลง เพ่งมองฝ่าม่านหมอกไปยังทิศทางต้นกำเนิดเสียง
ทว่า... มิต้องรอให้เขาค้นหานาน เ้าของเสียงนั้นก็ก้าวเดินออกมาปรากฏกายให้เห็น
ร่างสีเหลืองนวลที่มีลายพาดขวางสีดำทมิฬค่อยๆ เยื้องย่างออกมาจากพุ่มไม้หนา มันคือ ‘พยัคฆ์ลายเมฆา’ สัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ปลาย พลังรบโดยธรรมชาติของมันเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมปราณระดับหก!
ความสูงของมันเทียบเท่าบุรุษร่างั์ กล้ามเนื้อของมันมัดแน่นทุกลูกที่ขยับเขยื้อน ล้วนแสดงถึงพละกำลังอันมหาศาล เขี้ยวสีขาวโพลนสะท้อนแสงสลัวดูน่าสยดสยอง น้ำลายเหนียวหนืดหยดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงซ่าเบาๆ บ่งบอกถึงฤทธิ์กัดกร่อนอันตราย มันขู่คำรามต่ำในลำคอ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาสะกดข่มบรรยากาศรอบข้างจนมวลอากาศดูหนักอึ้ง
มู่เฉินตระหนักดีว่าหากเป็เมื่อสามปีก่อน ยามที่เขายังอยู่ระดับเจ็ด พยัคฆ์ตัวนี้เป็เพียงมดปลวกในสายตาเขา ทว่ายามนี้เขามีพลังเพียงขอบเขตระดับสาม การเผชิญหน้าตรงๆ กับสัตว์อสูรที่ทรงพลังเทียบเท่าระดับหก ย่อมมิใช่เื่ง่ายดาย มันคือการท้าทายมัจจุราชอย่างแท้จริง
"ดี... ข้ากำลัง้าแรงกดดันเพื่อทะลวงคอขวดอยู่พอดิบพอดี!"
แทนที่จะหวาดหวั่น เืในกายของมู่เฉินกลับเดือดพล่าน รอยยิ้มอหังการปรากฏขึ้นบนมุมปาก เขาไม่รอให้มันเป็ฝ่ายค้นพบและลงมือจู่โจมก่อน มู่เฉินโคจรเคล็ดวิชากลืนดารา์อย่างดุดัน ปราณดาราสีดำปะทุพลุ่งพล่านในเส้นชีพจร ความเ็ปจากการขยายตัวของเส้นลมปราณกระตุ้นให้เขารู้สึกตื่นตัวถึงขีดสุด เขาพุ่งร่างออกไปประดุจดาวตกสีดำทมิฬ มีดสั้นในมือวาดเป็เส้นโค้งที่งดงาม ทว่าแฝงไปด้วยจิตสังหารอันป่าเถื่อน!
โฮก!
พยัคฆ์ลายเมฆาคำรามก้องเมื่อััได้ถึงรังสีฆ่าฟัน สัญชาตญาณสัตว์ป่าของมันฉับไวเหนืุ์ มันดีดตัวหลบคมมีดได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะตวัดกรงเล็บขนาดเท่าชามอ่างสวนกลับเข้าใส่กลางลำตัวของมู่เฉิน ความเร็วของมันมิคาดว่าจะสูงล้ำถึงเพียงนี้!
มู่เฉินเบิกตากว้าง เขาจำต้องบิดเกลียวลำตัวกลางอากาศอย่างพิสดารเพื่อหลบเลี่ยง ปลายเล็บที่แหลมคมดุจใบดาบของมันเฉี่ยวหน้าอกเขาไปเพียงเส้นผมคั่น ทิ้งรอยขาดวิ่นบนเสื้อผ้าและรอยแผลตื้นๆ ปล่อยให้โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมาเล็กน้อย
ทว่าความเ็ปเพียงน้อยนิดนั้น กลับเป็ชนวนชั้นดีที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายมู่เฉินให้ตื่นรู้ ั์ตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็สีเงินวาวโรจน์ พลังหยินหยางจากดาราในร่างเริ่มบิดเบี้ยวและควบแน่น
‘วิชากลืนดารา... กระชากฟ้าลงสู่ดิน!’
มู่เฉินคำรามลั่นในใจ พลันกระทืบเท้าลงบนพื้นดินอย่างหนักหน่วงจนหินแตกร้าว คลื่นปราณสีดำแผ่กระจายออกไปรอบตัวในรัศมีสามวา บรรยากาศรอบกายพยัคฆ์ลายเมฆาพลันหนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัว ราวกับมันถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น นี่คืออำนาจแห่งการกดทับของมวลปราณดารา!
สัตว์อสูรร้ายชะงักงันไปชั่วพริบตา แววตาสีเหลืองอำพันของมันฉายแววสับสนเมื่อร่างกายอันทรงพลังกลับรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาดื้อๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับยอดฝีมือที่เคยว่ายวนในสระโลหิตมานับไม่ถ้วน!
มู่เฉินพุ่งทะยานเข้าประชิดใต้ท้องของมันอย่างรวดเร็วดุจภูตผี มีดสั้นเหล็กดำถูกห่อหุ้มด้วยปราณดาราจนกลายเป็สีดำสนิทที่กลืนกินแสงสว่าง เขาตวัดฟันแทรกผ่านขนหนาและแผ่นหนังที่เหนียวทนทานดุจเกราะ เข้ากะซวกจุดตายที่ลำคอของมันอย่างแม่นยำ!
ฉั๊วะ!
เสียงเนื้อและหลอดลมถูกตัดขาดสะบั้นดังชัดเจน โลหิตอุ่นๆ พุ่งกระฉูดออกมาอาบชโลมใบหน้าของมู่เฉิน พยัคฆ์ร้ายดิ้นรนทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่งด้วยความเ็ปแสนสาหัส กรงเล็บของมันตะกุยตะกายสะเปะสะปะหมายจะลากศัตรูลงนรกไปด้วยกัน ทว่ามู่เฉินไม่ยอมปล่อยโอกาสหลุดลอย เขาใช้มือซ้ายที่อาบไปด้วยปราณดารากดศีรษะขนาดใหญ่ของมันตรึงไว้กับพื้น ส่วนมือขวาที่กำมีดสั้นก็บิดควงแทงลึกลงไป เพื่อทำลายกระดูกสันหลังของมันให้ขาดสะบั้น!
เสียงคำรามเฮือกสุดท้ายเงียบหายไป หลงเหลือเพียงเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของมู่เฉิน ท่ามกลางซากพยัคฆ์ที่นอนตายตาไม่หลับจมกองเื
"อึ่ก... พลังปราณดารานี้สิ้นเปลืองยิ่งนัก เพียงการลงมือจู่โจมด้วยกำลังทุ่มสุดตัวครั้งเดียว ก็แทบจะสูบปราณในจุดตันเถียนข้าไปจนเกือบครึ่ง" มู่เฉินพึมพำ ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวลงกว่าเดิม ทว่าดวงตายังคงเปล่งประกายเจิดจ้า
เขาไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า รีบทิ้งตัวลงนั่งข้างซากพยัคฆ์และวาดมุทราอย่างรวดเร็ว เคล็ดวิชากลืนกินถูกเปิดใช้งานถึงขีดสุด!
"กลืนกิน!"
ละอองแสงสีเืและปราณิญญาที่ยังหลงเหลืออยู่ในซากอสูร รวมไปถึง 'แก่นอสูร' ขนาดเท่าผลท้อที่อยู่กลางหน้าผากของมัน ถูกแรงดูดมหาศาลจากฝ่ามือของมู่เฉินกระชากหลุดออกมา พลังงานดิบเถื่อนเ่าั้ถูกสูบทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ซากพยัคฆ์ลายเมฆาที่เคยกำยำ พลันเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก พลังงานที่บริสุทธิ์และรุนแรงพุ่งเข้าสู่จุดตันเถียน ปะทะเข้ากับกำแพงขอบเขตพลังที่ขวางกั้นเขามาั้แ่เมื่อวาน
ครืนนนน...
ภายในร่างกายของมู่เฉินบังเกิดเสียงะเืเลื่อนลั่นราวกับมีพายุฟ้าคะนอง แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นล้อมรอบตัวเขา าแที่หน้าอกสมานตัวประสานกันอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ กลิ่นอายของเขาเริ่มขยายตัวและมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ มวลปราณในร่างอัดแน่นจนถึงขีดจำกัดสูงสุด ก่อนที่มันจะะเิออก!
ปัง!
เสียงทึบๆ ดังก้องอยู่ในศีรษะ กำแพงของระดับสามพังทลายลงอย่างราบคาบ พลังปราณดาราพุ่งทะยานเข้าสู่ดินแดนใหม่...
ขั้นรวบรวมปราณระดับสี่!
มู่เฉินลืมตาขึ้น ััได้ถึงพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว เส้นชีพจรสีดำประกายเงินขยายกว้างขึ้นและมีความแข็งแกร่งเหนียวแน่นยิ่งกว่าเดิมอย่างมหาศาล เขาแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างอหังการ
"ระดับสี่... ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ข้าสามารถทะลวงผ่านระดับพลังมาได้อย่างต่อเนื่อง! ด้วยความหนาแน่นของปราณดารานี้ แม้ข้าจะอยู่เพียงระดับสี่ ทว่าพลังรบของข้าในยามนี้... ย่อมสามารถบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดให้แหลกคาฝ่าเท้าได้อย่างแน่นอน!"
ทว่า ในขณะที่เขากำลังซึมซับและสร้างความคุ้นชินกับพลังสายใหม่นั้นเอง โสตประสาทอันเฉียบแหลมก็พลันจับความผันผวนของปราณฟ้าดิน และเสียงฝีเท้าของ 'มนุษย์' ได้กลุ่มหนึ่ง พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูง
มู่เฉินขมวดคิ้ว เขาเพิ่งจะทะลวงระดับ พลังปราณในร่างยังไม่เสถียรดีนัก หากต้องปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เื่ฉลาด
เด็กหนุ่มรีบสวม 'หน้ากากแห่งความอ่อนแอ' ในทันที เขาใช้วิชาเร้นกายสะกดข่มพลังปราณระดับสี่ของตนเองให้ซ่อนลึกลงไปในจุดตันเถียน จนภายนอกดูเหมือนคนพิการที่ไร้ปราณ เขาแสร้งทำเป็เสียหลักล้มลงข้างซากพยัคฆ์ที่แห้งเหี่ยว นำโลหิตของมันมาละเลงตามใบหน้าและเสื้อผ้า ปั้นสีหน้าให้ดูขาวซีดและอิดโรยปางตาย ร่างกายสั่นเทางกๆ ประดุจลูกนกตกน้ำ
"เฮ้ย! พวกเ้าดูนั่นสิ มีคนอยู่ตรงนั้นด้วย! และนั่นมัน... ซากสัตว์อสูร!" เสียงะโหยาบกระด้างดังโพล่งมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้า
กลุ่มคนจำนวนห้าคนก้าวพรวดพลาดออกมาจากม่านหมอก พวกเขาอยู่ในชุดเกราะหนังสัตว์ที่ดูสมบุกสมบัน มีรอยแผลเป็ตามร่างกายบ่งบอกถึงการผ่านการเข่นฆ่ามาอย่างโชกโชน ที่ต้นแขนของพวกเขาทุกคนมีสัญลักษณ์รูปหัวหมาป่าสีแดงสลักเอาไว้
พวกเขาคือ 'ทหารรับจ้างกลุ่มเขี้ยวหมาป่า' กลุ่มคนเถื่อนที่หากินด้วยการปล้นชิงในเขตป่าอสูรหมอกทมิฬ มีชื่อเสียงกระฉ่อนในด้านความโเี้ ระยำ และไร้ความปรานี!
นำโดยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มีรอยแผลเป็ทางยาวพาดผ่านแก้มซ้าย นามว่า 'หลางต้า' ผู้เป็หัวหน้ากลุ่ม มันจงใจแผ่กลิ่นอายขั้นรวบรวมปราณระดับเจ็ดออกมาข่มขวัญ ส่วนลูกสมุนอีกสี่คนล้วนอยู่ในระดับสี่และระดับห้า
เมื่อพวกมันทอดสายตาเห็นซากพยัคฆ์ลายเมฆาและมู่เฉินที่นอนาเ็จมกองเื ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนตื่นเต้น
"นั่นมัน... พยัคฆ์ลายเมฆา! สัตว์อสูรระดับหนึ่ง่ปลาย! ผู้ใดเป็คนลงมือสังหารมันกัน? แล้วเหตุใดสภาพศพมันถึงได้ดูวิปริตนัก ทำไมถึงแห้งเหี่ยวราวกับถูกสูบเืสูบเนื้อเช่นนี้?" ทหารรับจ้างคนหนึ่งเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง มือหนากำด้ามดาบแน่นเตรียมพร้อมรบ
หลางต้าเดินสืบเท้าเข้าไปดูซากสัตว์อสูรใกล้ๆ ก่อนจะหันมามองมู่เฉินด้วยสายตาสำรวจั้แ่หัวจรดเท้า ั์ตาของมันฉายแววดูแคลนระคนสมเพช เมื่อไม่อาจััได้ถึงพลังปราณใดๆ จากร่างของเด็กหนุ่ม
"เ้าเป็ใคร? สัตว์อสูรตัวนี้เ้าฆ่ามันรึ?" หลางต้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดันคุกคาม
มู่เฉินแสร้งทำเป็ไอโขลกจนสำรอกเืออกมา และตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือหวาดกลัว "ข... ข้าชื่อมู่เฉิน จากตระกูลมู่แห่งเมืองชิงเฟิง... ข้าพลัดหลงเข้ามาและถูกมันลอบโจมตี... ข... ข้าไร้ซึ่งทางเลือก จึงใช้ 'ยันต์ะเิเพลิงระดับสูง' ที่บิดาให้ไว้คุ้มครองกายสังหารมันลง... อึก... ข้าาเ็สาหัสเหลือเกิน พวกท่าน... ได้โปรดเมตตาช่วยข้าด้วย บิดาข้าจะตบรางวัลให้พวกท่านอย่างงาม"
"ตระกูลมู่งั้นรึ? มู่เฉิน?" หลางต้าชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะลั่นป่า "อ๋อ... ไอ้สวะที่เส้นชีพจรขาดสะบั้น ที่เขาลือกันอย่างสนุกปากไปทั่วเมืองชิงเฟิงนั่นเอง! ฮ่าๆๆ! ข้าได้ยินมาว่าเ้าโดนคนในตระกูลซ้อมจนตกหน้าผาตายไปแล้ว มิคาดว่าจะดวงแข็งคลานตะเกียกตะกายมาถึงที่นี่ได้"
แววตาที่เคยหวาดระแวงของหลางต้าและลูกสมุน กลับแปรเปลี่ยนเป็ความดูแคลนและเปี่ยมล้นไปด้วยความโลภโมโทสันในพริบตา
"มิคาดว่าสวะอย่างเ้าจะมีของดีอย่างยันต์ะเิเพลิงติดตัวมาด้วย... มิน่าเล่า สภาพศพของพยัคฆ์ตัวนี้ถึงได้พิลึกพิลั่นนัก คงถูกอานุภาพของยันต์เผาผลาญจนแห้งเกรียมไปสินะ" หลางต้าคาดเดาเอาเองอย่างผิดมหันต์
มันทอดสายตามองดูซากพยัคฆ์ แม้แก่นอสูรจะสูญหายไปแล้ว ทว่าหนังและกระดูกของมันยังคงสามารถนำไปขายทำกำไรได้มหาศาล มันหันกลับมามองมู่เฉินด้วยสายตาที่เป็ศัตรูและหิวกระหาย
"ในเมื่อเ้าเป็เพียงสวะที่กำลังจะลงโลง การมีของล้ำค่าหรือแหวนมิติอยู่กับตัวคงเป็ภาระอันหนักอึ้งเปล่าๆ... พวกเราทหารรับจ้างกลุ่มเขี้ยวหมาป่า จะขออาสารับภาระเ่าั้ไปดูแลเองก็แล้วกัน! ส่งของมีค่าในตัวเ้ามาให้หมด แล้วข้าอาจจะเมตตา... ฟันคอเ้าให้ขาดกระเด็นในดาบเดียว จะได้ไม่ต้องนอนรอความตายอย่างทรมาน!"
มู่เฉินที่นอนคว่ำหน้าซุกกับดิน ลอบกำมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่นขึ้น ั์ตาที่ก้มต่ำซ่อนความอำมหิตและรังสีฆ่าฟันไว้อย่างมิดชิดไม่มีรั่วไหล
‘พวกสุนัขลอบกัด... กฎเกณฑ์แห่งมรรคาเต๋าในป่าแห่งนี้ช่างเถรตรงเสียจริง ผู้อ่อนแอคือเหยื่ออันโอชะของผู้เข้มแข็ง... คิดจะมาปล้นชิงและฆ่าปิดปากข้าอย่างนั้นรึ?’
ความเคียดแค้นที่ถูกสั่งสมมาจากการถูกตระกูลทรยศหักหลัง และการถูกกดขี่ข่มเหงจากสารพัดทิศทาง หล่อหลอมให้จิติญญาของมู่เฉินในยามนี้โเี้และเด็ดขาดดุจมารร้าย! เขาไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวความเมตตาใดๆ ให้กับผู้ที่คิดชั่วร้ายต่อเขาอีกต่อไป
‘ในเมื่อพวกเ้าอยากสวมบทบาทเป็ผู้ล่า... วันนี้ ป่าอสูรหมอกทมิฬจะต้องรับเอาโลหิตสกปรกของพวกมนุษย์โสมม ไปรดน้ำต้นไม้อีกกลุ่มแล้ว!’