เพียงไม่นานหลิวซือซือก็มาอยู่ในร่างของเ้าของเดิมนับเดือนแล้วทุกวันเธอจะเลี้ยงลูกทำงานบ้านทำอาหารเอาไว้ให้พ่อกับแม่กินทั้งสามมื้อ
บางวันที่อากาศดีหน่อยเธอจะพาลูกแฝดทั้งสองเข้าป่าหาผักป่าผลไม้ป่าและไข่ไก่ฟ้า
ตอนนี้เงินสามหยวนยังคงนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเธอกะว่ารอเวลาอีกสักหน่อยรอให้ลูกชายลูกสาวอายุสักห้าเดือนเธอจะพาพวกเขาเดินลงเขาไปขายอาหารเช้าที่ตลาดนัดในตำบล
ตอนแรกคิดว่าจะทำขนมขายแต่พอคิดๆดูแล้วเงินทุนแค่นี้ไม่พอจะให้ซื้อวัตถุดิบได้มากพอดังนั้นเธอจึงคิดว่าจะทำเจียนปิ่งขาย ตอนแรกอาจจะทำขายไม่มากเพราะทุนไม่เยอะและไส้ก็คงยังไม่หลากหลายแต่ที่แน่ๆต้องมีไข่เพราะถ้าทุกคนเห็นว่าเธอใส่ไข่ลงไปพวกเขาจะ้าซื้อมันกลับไปกินแน่นอน
คิดวางแผนไปพลางก็ใช้หมวกสานพัดให้สองแฝดที่นอนอยู่ในตะกร้าเล็กๆไปด้วย“ลูกสองคนรอแม่อยู่ตรงนี้ก่อนนะจ๊ะ แม่จะไปเก็บผลไม้ป่าตรงนั้นก่อน”ว่าพลางก็ชี้ไม้ชี้มือบอกลูกแฝดทั้งสองถ้าคนอื่นมาเห็นคงจะหาว่าเธอบ้าไปแล้วเด็กอายุแค่สี่เดือนจะไปรู้เื่อะไรแต่เธอรู้ว่าพวกเขาต้องรู้แน่นอน
หลิวซือซือรีบเก็บสตรอเบอร์รี่ป่าและบลูเบอร์รี่ป่าอย่างรวดเร็วไม่รู้เธอคิดไปเองหรือเปล่าทุกครั้งที่เธอพาสองแฝดมาหาของป่าด้วยกัน เธอมักจะเก็บเกี่ยวได้มากเป็พิเศษแม้แต่ไข่นกหรือไข่ไก่ฟ้าก็ได้ครั้งละสิบถึงยี่สิบฟองเลยทีเดียวมันทำให้เธอไม่ต้องซื้อไข่ที่สหกรณ์ร้านค้าของหมู่บ้าน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปสตรอเบอร์รี่ป่าและบลูเบอร์รี่ป่าก็เต็มตะกร้าใบใหญ่ทั้งสองนับว่าเธอรวดเร็วไม่น้อยเลยจากนั้นก็เร่งรีบกลับมาหาสองแฝดที่นอนดูดนิ้วตัวเองอยู่ในตะกร้า
“หิวแล้วสินะเสี่ยวเหว่ย”เธออุ้มลูกชายออกมาจากตะกร้าจากนั้นก็เอาเขาเข้าเต้า โดยใช้ผ้าผืนบางคลุมเอาไว้ส่วนมืออีกข้างก็หยิบหมวกออกมาพัดให้พวกเขา “เสี่ยวซือเย่ก็หิวแล้วเหรอจ๊ะรออีกนิดนะเด็กดี”
เด็กน้อยเสี่ยวซือเย่ยิ้มหวานจนเห็นเหงือกพร้อมกับขยับมือและเท้าอย่างกระตือรือร้น
หลิวซือซือหัวเราะแ่เบาอย่างมีความสุขการมีพวกเขาอยู่ด้วยมันก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ละวันของเธอล้วนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ตอนนี้แม่ทำผลไม้ป่ากวนเอาไว้ได้ไม่น้อยเลยสองตะกร้าในวันนี้คงต้องเอาไปตากเก็บไว้กินตอนหน้าหนาวส่วนไข่พวกนี้เก็บเอาไว้ไม่ได้นาน คงต้องทำอาหารบำรุงร่างกายคุณตาคุณยายของพวกลูกไปด้วย”
ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วเธอมีเวลาหาเงินอีกไม่กี่เดือนเพราะถ้าเข้าสู่ฤดูหนาวจะลงจากหมู่บ้านบนเขาแห่งนี้ได้ลำบากเพราะหิมะจะขาวโพลนเต็มไปหมดนั่นเอง
สองแฝดส่งเสียงอ้อแอ้ตอบโต้คำพูดของคุณแม่เป็ระยะๆ
เมื่อลูกชายกินนมจนอิ่มแล้วเธอก็ลูบหลังจนเขาเรอออกมาจากนั้นก็อุ้มลูกสาวขึ้นมาแล้วเอาเข้าเต้า“กินเยอะหน่อยนะจ๊ะเสี่ยวซือเย่เพราะลูกตัวเล็กเหลือเกิน”
เด็กน้อยเสี่ยวซือเย่ใช้มือเล็กป้อมของเธอตบอกของผู้เป็แม่เบาๆพร้อมกับงึมงำเสียงอ้อแอ้ออกมาทั้งที่กำลังดูดนมอย่างหิวโหย
หลิวซือซือหัวเราะอย่างชอบใจถ้าพวกเขาพูดได้เธอคงจะไม่เหงา
เมื่อพวกเขากินนมอิ่มแล้วไม่นานก็ผล็อยหลับไปขณะที่กำลังมองอะไรเพลินๆอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นรังของไก่ฟ้าไม่รอช้าเธอรีบเดินไปเก็บไข่ของมันทันที
พ่อหลิวมองลูกสาวที่กลับมาจากป่าในตอนเย็นพร้อมกับลูกแฝดแล้วก็ต้องรีบเข้าไปช่วยลูกสาวยกตะกร้าผลไม้ป่าเข้ามาเก็บเอาไว้ในบ้าน
“เสี่ยวซือซือพ่อบอกลูกหลายครั้งแล้วว่าถ้าจะเข้าป่าอย่าเอาเด็กๆไปด้วย มันอันตรายเกินไป”พูดพลางก็ยกตะกร้าเข้าไปเก็บเอาไว้ในพื้นที่ของลูกสาวดีที่ตะกร้าพวกนี้มีฝาปิดมิดชิดไม่อย่างนั้นเหล่าลูกสะใภ้ทั้งหลายก็คงจะเข้ามายุ่งวุ่นวายด้วย
“ใช่ๆวันหลังให้พวกเขาไปทำงานกับแม่ก็ได้นะเสี่ยวซือซือ ตอนนี้การเก็บเกี่ยวฤดูร้อนก็เสร็จลงไปแล้วงานที่ทำตอนนี้ก็ไม่หนักเท่าไหร่ แม่สามารถเอาพวกเขาไปเลี้ยงที่ลานตากธัญพืชได้”
“ไม่เป็ไรค่ะแม่ฉันไม่ได้เข้าป่าลึกอะไรแค่อยู่แถวๆนี้เก็บผลไม้ป่าก็เท่านั้นค่ะ”เธอวางสองแฝดลงบนเตียงเตา จากนั้นก็ยัดห่อใบไม้ส่งให้ผู้เป็แม่ แล้วกระซิบเสียงแ่ว่า“วันนี้ได้ไข่ไก่ฟ้ามาสิบกว่าฟองค่ะแม่เก็บเอาไว้ทำอาหารให้พ่อกินนะคะ”
“ไฮ้! เด็กคนนี้นี่ครั้งก่อนก็ยังกินไม่หมดเลยเก็บเอาไว้บำรุงร่างกายตัวเองเถอะ”
“ที่ฉันยังเหลือเหมือนกันค่ะแม่ ถ้ากินไม่ทันมันจะเน่าเสียก่อนนะคะแบ่งให้หลานๆก็ได้นี่คะดูสิพวกเขาแต่ละคนทำงานหนักกันทุกวันแต่ได้กินข้าวเพียงนิดเดียวเอง”ั้แ่เธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอก็บอกทุกคนไปแล้วว่าจะไม่ทำงานในแปลงนาทุกคนก็ไม่ว่าอะไรเพราะไม่ทำก็ไม่ได้รับส่วนแบ่งอาหารส่วนเื่ที่ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรนั้นก็เป็เื่ของเธอดังนั้นเธอจึงเข้าป่าหาของป่าแทบทุกวัน
“ลูกนี่นะ เ้าเด็กตัวเหม็นพวกนั้นก็เหมือนแม่ของพวกเขานั่นแหละ”
“แล้วแต่คุณแม่เถอะค่ะ”
“อ้อ มานี่ๆเสี่ยวซือซือ”แม่หลิวเหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงได้ฉวยข้อมือลูกสาวให้ไปคุยกันที่สวนหลังบ้าน
“มีอะไรเหรอคะแม่”
“ก็ผลไม้ป่ากวนของลูกน่ะสิ เมื่อเช้าแม่ฉวยติดมือไปด้วยห้ากระปุก”ว่าแล้วก็ล้วงเอาเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อตัวบาง “ได้เงินมาเยอะเลยนะ”
หลิวซือซือมองธนบัตรและเหรียญกำหนึ่งด้วยสีหน้าอึ้งๆนับรวมๆดูแล้วมีมากถึงสิบหยวนเลย “มันขายได้เหรอคะแม่”
“อืม ก็ยายแก่ทั้งหลายที่ทำงานด้วยกันนั่นแหละแม่ขายกระปุกละสองหยวน พวกหล่อนเห็นก็รีบตะครุบมันทันที”ต้องบอกว่าอาหารจำพวกนี้ที่ส่วนผสมของน้ำตาลเป็อะไรที่มีราคาแพงผลไม้กวนหรือแยมผลไม้ป่าของหลิวซือซือทำออกมารสชาติดีมากทั้งยังเป็กระปุกใหญ่กินได้นานใครบ้างที่ไม่้าอย่างน้อยก็สามารถเอาไปกินคู่กับขนมแป้งปิ้งหรือหมั่นโถวได้เด็กน้อยล้วนชื่นชอบมันถ้าหากซื้อผลไม้กวนเหล่านี้ที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองไม่มีทางที่จะขายราคาสองหยวนแบบนี้
“ยังมีใคร้าอีกหรือเปล่าคะแม่”น้ำเสียงของหลิวซือซือกลายเป็ตื่นเต้นขึ้นมา ผลไม้เหล่านี้เธอปกปิดซ่อนมันจากสายตาของเหล่าพี่ชายและพี่สะใภ้และก็แอบกวนพวกมันตอนที่พวกเขาไปทำงานดังนั้นทุกคนในบ้านนอกจากพ่อกับแม่แล้วจึงไม่มีใครรู้เื่นี้
รวมถึงคุณพ่อยังได้ทำตู้ไม้ไผ่ สำหรับให้เธอเอาไว้เก็บข้าวของเครื่องใช้อีกด้วย
“มีหลายคนเลย แม่คิดว่าผลไม้กวนที่เหลืออยู่ยี่สิบกระปุกควรจะเอาไปขายให้หมดเลยดีไหมเสี่ยวซือซือ”
หลิวซือซือพยักหน้ารัวๆราวกับไก่จิกข้าวสารจากนั้นเธอก็แบ่งเงินที่ขายแยมผลไม้ป่าในวันนี้ให้ผู้เป็แม่ครึ่งหนึ่ง“ให้แม่เก็บเอาไว้นะคะ”
“ไม่เอาๆ เงินนี่เป็ของลูกเสี่ยวซือซือแม่ก็ไม่รู้ว่าเหล่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะพูดเื่ให้ลูกออกจากบ้านนี้ขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ดังนั้นสิบหยวนนี้ให้ลูกเก็บไว้ให้ดีเอาไว้ขายผลไม้กวนพวกนั้นหมดลูกก็จะมีเงินก้อนเล็กๆไม่ลำบากแล้ว”แม่หลิวเอ่ยพลางก็ลูบหลังลูบไหล่ลูกสาวอย่างเวทนา แม้จะรักลูกสาวมากมายเพียงใด แต่สักวันเธอก็ต้องทำใจปล่อยมือจากลูกสาวคนนี้อยู่ดี
หลิวซือซือั์ตาแดงก่ำสูดน้ำมูกอยู่หลายครั้งจึงสงบใจลงได้“ขอบคุณนะคะแม่ ฉันจะตั้งใจใช้ชีวิตและเลี้ยงสองแฝดให้ดี”
“แม่รู้ว่าลูกต้องทำได้เสี่ยวซือซือ รีบเก็บเงินเถอะถ้าพี่สะใภ้สามของลูกมาเห็นหล่อนจะต้องทวงเงินลูกแน่นอน”
“ค่ะแม่”
วันต่อมาแม่หลิวก็นำเอาผลไม้ป่ากวนใส่ตะกร้าไปขายให้กับเหล่าสหายของเธออย่างลับๆการค้าขายนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกคนล้วนเก็บเป็ความลับแล้วก็จ่ายเงินกันอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวซือซือที่กำลังเก็บผลไม้ป่าตากแห้งในตอนบ่ายรีบเดินไปหาผู้เป็แม่ที่เร่งรีบกลับมาที่บ้าน
“แม่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
แม่หลิวจูงมือลูกสาวให้เข้าไปในบ้านและก็ไม่ลืมที่จะฉวยเอาตะกร้าผลไม้ป่าตากแห้งกลับเข้าไปด้วย
“ขายหมดแล้วเสี่ยวซือซือน่าเสียดายที่พ่อของลูกหากระปุกมาได้แค่นี้” ว่าพลางก็รีบปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว“มาดูนี่เร็วเข้า ได้เงินมาเยอะเลย”
“สี่สิบหยวนค่ะแม่” หลิวซือซือนับเงินเสร็จก็พลอยตื่นเต้นไปกับคำพูดของผู้เป็แม่ด้วย“มีเงินมากพอที่จะไปซื้อบ้านดินแล้วค่ะแม่”
“อืม พอแล้วจริงๆเสี่ยวซือซือรีบเก็บมันเร็วเข้า” เงินจำนวนนี้พอให้ซื้อทั้งบ้านดินและพอสำหรับการใช้ชีวิตใน่ฤดูหนาวของลูกสาวและหลานแฝดด้วยแค่นี้ก็วางใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว
คราวนี้หลิวซือซือนำเอาเงินสิบหยวนส่งให้ผู้เป็แม่“แม่เก็บเอาไว้นะคะ ถ้าฉันหาเงินได้เยอะกว่านี้ฉันจะให้แม่กับพ่อไปอยู่กับฉัน ต่อไปจะสร้างบ้านหลังใหญ่ๆให้พ่อกับแม่อยู่อย่างสบายไม่ต้องทำงานหนัก”
“ไม่เอาๆลูกยังตั้งตัวไม่ได้แม่จะเอาเงินจากลูกได้ยังไงเสี่ยวซือซือ”
ครั้งนี้หลิวซือซือไม่ปล่อยให้ผู้เป็แม่ได้ปฏิเสธเธอยัดเงินใส่มือของผู้เป็แม่ ก่อนจะพูดว่า “ไม่รู้ล่ะค่ะ นี่คือความกตัญญูของฉันกับสองแฝดแม่ต้องรับเอาไว้”
แม่หลิวมองหน้าลูกสาวคนเล็กอย่างจนใจก่อนจะยิ้มออกมา “ได้! แม่จะรับความกตัญญูของลูกเสี่ยวซือซือ”
“ดีค่ะแม่”
จากนั้นแม่หลิวก็รีบวิ่งกลับไปทำงานที่ลานตากธัญพืชนั่นก็เพราะเธอให้เหตุผลกับคนอื่นว่าจะมาเข้าห้องน้ำรวมของหมู่บ้านนั่นเอง
ตอนเย็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่กำลังทำอาหารอยู่ในห้องครัวก็ได้ร้องเรียกหลิวซือซือเข้าไปพูดคุยด้วยอย่างมีลับลมคมใน
“พี่สะใภ้ใหญ่มีอะไรจะพูดกับฉันเหรอคะ”อาการแบบนี้ไม่ปกติเลยสักนิด เพราะถ้าปกติเธอจะถูกอีกฝ่ายพูดกระทบกระเทียบไม่สองประโยคก็จะเป็สามสี่ประโยคใครเขาล้วนดูออกทั้งนั้น
“เธอจำอาติงที่หมู่บ้านด้านล่างได้ไหมเสี่ยวซือซือ” สะใภ้ใหญ่ถามพลางก็ยิ้มแย้มเบิกบาน ขัดกับนิสัยของเธออย่างไม่ต้องสงสัย
“หืม อาติงญาติของพี่สะใภ้ใหญ่ที่ไปทำงานในเมืองน่ะเหรอคะจำได้สิทำไมฉันจะจำไม่ได้ล่ะ”
“นั่นแหละๆตอนนี้เขากลายเป็พ่อม่ายแล้วเพราะเมียของเขาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปลายปีที่แล้ว”
ได้ยินแบบนี้หลิวซือซือถึงกับคิ้วกระตุกเธอเองก็อยู่ในสถานะแม่ม่ายเหมือนกัน “พี่สะใภ้ใหญ่พูดถึงเขาทำไมคะ”
“ฉันเพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่าเขาก็แอบรักเธอมาหลายปีแต่เพราะว่าเธอไม่เคยสนใจเขาเลย จึงได้แต่งผู้หญิงคนอื่นที่น้าสะใภ้ของฉันหาให้ถ้าเธอแต่งให้เขานับว่าเป็โชคดีของเธอมากเลยนะเพราะถึงเขาจะเคยแต่งงานแล้วแต่ยังไม่ได้มีลูกลูกแฝดของเธอเขารับรองกับฉันว่าจะรักเหมือนเป็พ่อแท้ๆของพวกเขาเลย”
มุมปากของหลิวซือซือบิดเบี้ยวขึ้นเข้าทางเหล่าพี่สะใภ้เลยล่ะสินี่ก็เป็อีกหนึ่งวิธีการที่จะผลักไสเธอออกไปจากบ้านหลังนี้
“ขอโทษด้วยนะคะพี่สะใภ้ใหญ่ฉันยังไม่คิดจะแต่งงานใหม่แค่เลี้ยงสองแฝดฉันก็เหนื่อยมากแล้วไม่อยากจะหาภาระเพิ่มอีกหรอกค่ะ”
“ไฮ้!ภาระอะไรกัน เธอเป็ผู้หญิงคนเดียวจะเลี้ยงลูกยังไงเสี่ยวซือซือพี่สะใภ้ใหญ่เห็นใจและสงสารเธอนะถึงได้นำเื่นี้มาพูดด้วย เขาบอกว่าจะให้เงินค่าสินสอดเธอถึงสิบหยวนเลยนะแม่ม่ายสามีทิ้งอย่างเธอหาค่าสินสอดมากกว่านี้ได้ที่ไหน”
ลู่หลิงมองอีกฝ่ายขึ้นๆลงๆก่อนจะยิ้มเหยียดออกมา “ไม่จำเป็ต้องมีสินสอดสิบหยวนจากเขาฉันก็อยู่ได้อย่างสบายค่ะ ต่อไปพี่สะใภ้ใหญ่อย่าได้นำเื่นี้มาพูดกับฉันหรือว่าไปพูดกับคุณพ่อคุณแม่ของฉันนะคะ”
“พี่สะใภ้ใหญ่เป็ห่วงเธอจริงๆนะเสี่ยวซือซือเธอจะอาศัยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ไปอย่างนี้ไม่ได้นะ ดูอย่างพี่สาวสองคนของเธอสิลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไป พวกหล่อนสองคนไหนเลยจะมาเกาะติดคุณพ่อคุณแม่เหมือนกับเธอถ้าไม่แต่งงานเธอก็ควรจะเร่งขนของออกจากบ้านหลังนี้ได้แล้วนะจะปล่อยให้ลูกๆของเธอโตจนแต่งงานเหรอ”
“พี่สะใภ้ใหญ่จำคำพูดของพี่ในวันนี้ให้ดีนะคะเป็พี่ที่ผลักไสฉันเอง”นี่อย่างไรคำพูดที่ปกติเธอมักจะได้ยินอยู่บ่อยๆจากปากของเหล่าพี่สะใภ้ทั้งสามคน
“มันเป็เื่ที่สมควร ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะเสี่ยวซือซือเธอก็ไม่ใช่เด็กน้อยเสียหน่อย หลักการนี้มีใครบ้างที่ไม่ปฏิบัติตาม”
“ฮึ! เป็ฉันที่ตาบอดมองพวกพี่ผิดไป”ว่าแล้วเธอก็เดินออกจากห้องครัว กลับไปยังพื้นที่ของตัวเองถ้าเธอยังไม่ย้ายออกไปคงมีเื่ทำนองนี้ตามมาอีกแน่ๆ
เมื่อหลิวซือซือเดินออกไปแล้วสะใภ้สามก็รีบเดินเข้ามา “เป็ยังไงบ้างคะพี่สะใภ้ใหญ่ เสี่ยวซือซือเธอตกลงไหม”
พี่สะใภ้ใหญ่ส่ายหน้าช้าๆ“นิสัยหยิ่งจองหองแบบนี้ของเธอ จะทำให้เธอมีชีวิตที่ลำบากถ้าไม่ใช่อาติงญาติผู้น้องของฉัน ไหนเลยคนอื่นจะอยากข้องเกี่ยวกับแม่ม่ายลูกติดสองคนอย่างนี้ฮึ!”
“เป็แม่ม่ายแล้วยังมีลูกถึงสองคนเป็ภาระอีก”ว่าแล้วก็จิ๊ปากอย่างขัดใจ “เราจะทำยังไงดีคะหล่อนถึงจะยอมย้ายออกจากบ้านหลังนี้ดูสิวันๆคุณพ่อคุณแม่พะเน้าพะนอเอาใจแค่หล่อนคนเดียวลูกชายบ้านนี้ช่างอาภัพเสียจริงที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ความรักเหมือนลูกสาว”
“ฮึ! รักไปเถอะถึงอย่างไรลูกชายก็ยังต้องสืบทอดสกุลหลิวรวมถึงหลานชายด้วย”
“ก็จริงค่ะพี่สะใภ้ใหญ่”
หลังจากกินข้าวเย็นและเอาลูกเข้านอนแล้วหลิวซือซือก็มานั่งพูดคุยกับพ่อแม่ของเธอ
“เื่ที่แม่กังวลมาเร็วกว่าที่คาดคิดค่ะ”เธอเปรยออกมาเสียงแ่ไม่ได้ปรายตามองไปยังผ้าม่านที่เป็ฉากกั้นของพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่ใหญ่ของเธอแม้แต่น้อย
“เกี่ยวกับเื่ที่ลูกสะใภ้ใหญ่เรียกลูกไปคุยตอนเย็นเหรอเสี่ยวซือซือ”
“ใช่ค่ะแม่เธออยากให้ฉันแต่งให้ญาติของเธอที่อยู่หมู่บ้านด้านล่างค่ะทั้งยังบอกว่าเงินสินสอดสิบหยวนก็มากเกินพอแล้วถ้าฉันไม่รับปากก็คงหาสามีที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”
แม่หลิวมองไปยังผ้าม่านฉากกั้นผืนบางที่เป็ที่นอนพักของลูกสะใภ้ใหญ่ก่อนจะเอ่ยลอดไรฟันออกมาอย่างมีโทสะ“นี่เป็แผนการที่้ากดดันลูกเสี่ยวซือซือ”
“ฉันคิดว่าคงต้องขยับขยายออกไปอยู่ตามลำพังแล้วล่ะค่ะแม่ถ้าขืนยังอยู่ที่นี่พวกหล่อนก็คงจะคิดหาแผนการต่างๆนานามากดดันฉันอีก”เธอรู้ดีถึงเื่ธรรมเนียมและจารีตต่างๆในยุคสมัยนี้ดังนั้นเงินที่มีอยู่สี่สิบสามหยวนนี้น่าจะเพียงพอแล้วที่จะแยกออกไปอยู่บ้านดินหลังเล็ก
“มีบ้านดินหลังไหนที่อยู่ใกล้บ้านดินของพวกเราไหมคะคุณ”แม่หลิวหันไปคุยกับสามีเพราะแม้จะแยกออกไปอยู่ต่างหากแต่เธอก็ไม่อยากให้ลูกสาวคนเล็กอยู่ไกลหูไกลตา
พ่อหลิวส่ายหน้า ก่อนจะพูดว่า “บ้านดินที่อยู่ในความดูแลของหมู่บ้านสกุลหลิวมีว่างอยู่สิบกว่าหลังแต่เป็บ้านดินที่อยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านทั้งหมดทุกหลัง”ที่เป็เช่นนี้นั่นก็เพราะเป็บ้านเก่าที่เคยเป็ที่ตั้งของหมู่บ้านพอมีคนมากขึ้นก็เริ่มขยับขยายออกมา และจุดที่เป็ที่ตั้งหมู่บ้านในตอนนี้มีชัยภูมิที่ดีกว่าที่เดิมผู้คนจึงกระจุกกันอยู่ที่นี่เป็ส่วนใหญ่บ้านดินที่เริ่มทรุดโทรมตรงชายป่าจึงกลายเป็บ้านร้างไป
“ห่างไกลหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอกค่ะแม่ฉันอยู่ได้” หลิวซือซือรีบพูดเพื่อให้คุณแม่ของเธอสบายใจอีกอย่างมันจะทำให้เธอทำอะไรได้ง่ายขึ้นด้วย
“เฮ้อ!เอาเถอะก็ยังดีกว่าไปอยู่ที่หมู่บ้านอื่น ยังไงก็สามารถเดินไปสอดส่องดูแลกันได้”
“แล้วจะเอายังไง จะให้พ่อไปคุยกับเลขาหมู่บ้านตอนนี้เลยไหมเสี่ยวซือซือ”
หลิวซือซือมองออกไปยังท้องฟ้าด้านนอกตอนนี้เพิ่งจะเป็เวลาหัวค่ำ “ไปตอนนี้เลยก็ได้ค่ะพ่อ พรุ่งนี้จะได้ไปดูบ้านั้แ่เช้าคืนนี้ฉันจะเตรียมเก็บของลงตะกร้าเอาไว้”
“ได้!คุณรออยู่นี่ช่วยเสี่ยวซือซือของพวกเราเก็บของให้เรียบร้อยนะ”
“ได้ๆคุณก็รีบไปเถอะ”