Friday - วันศุกร์
คนวันศุกร์อย่าสนุกกับผืนน้ำ
อาจเหลื่อมล้ำไปยังโลกของภูตผี
บนน้ำนิ่ง...ใต้ล่างอาจเป็อเวจี
เตรียมตัวตายไว้ให้ดี...ถ้าอยากลอง
ชายหนุ่มเกลียดเวลาเที่ยงคืนของทุกวันศุกร์
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขาจะหลีกเลี่ยงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบไปได้ ชายหนุ่มเดินอย่างคนไร้ชีวิตตรงไปยังโรงครัวของโรงแรม ‘ศิตามันอันตรา’ โรงแรมระดับไฮคลาสที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะส่วนตัวในทะเลอันดามัน ถ้าเป็เมื่อสองเดือนก่อน ที่นี่จะคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวไทยชาวไทยระดับไฮโซและชาวต่างชาติที่บินหนีหนาวมานอนอาบแดดที่เมืองไทย แต่่เดือนที่ผ่านมา ทั้งโรงแรมมีแขกเข้าพักเพียงไม่ถึงสิบห้อง ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะเมื่อสองเดือนก่อนเกิดอุบัติเหตุเรือรับส่งแขกของโรงแรมดันไปพุ่งชนกับหินโสโครกกลางทะเล ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตถึงยี่สิบกว่าศพ และหลังจากวันนั้นแขกที่โรงแรมก็ค่อยๆหายไป ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวความไม่ปลอดภัย แต่มันเป็เพราะ ‘บางสิ่ง’ ที่ได้จากไปยังกลับมาวนเวียนอยู่ภายในโรงแรม...
‘บางสิ่ง’ที่หลายๆ คนเรียกว่า ‘ิญญา!’
เมื่อแขกน้อยลง การปลดพนักงานจึงเริ่มขึ้น โชคยังดีที่ชายหนุ่มยังไม่ถึงคราวซวย ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้การถูกปลดออกจากงานไม่ต่างจากการฆ่าให้ตายทั้งเป็ และนั่นเป็เหตุผลที่เขาไม่สามารถปฏิเสธงานอันน่าสะพรึงนี้ได้
“ไอ้เก่ง...ได้แล้ว” ชายร่างอ้วนในชุดเชฟเลื่อนถาดอาหารส่งให้กับพนักงานหนุ่ม มันเป็ถาดที่บรรจุด้วยถ้วยขนาดเล็กๆจำนวนห้าถ้วย ภายในมีทั้งของคาวของหวานและน้ำเปล่า มีธูปหนึ่งดอกกับไม้ขีดไฟวางไว้ข้างๆ กัน
“ขอบคุณมากพี่อ้วน ช่วยภาวนาให้ผมอย่าเจออะไรด้วยแล้วกัน”
“เออ...กูจะช่วยภาวนา รีบๆ ขึ้นไปเถอะ นี่จะเที่ยงคืนแล้ว มึงก็รู้ว่าเขาไม่กินข้าวผิดเวลา ขืนไปผิดเวลาออกมาอาละวาดแม่งจะยุ่ง” อีกฝ่ายรีบกวักมือไล่ เก่งพยักหน้ารับก่อนจะยกถาดอาการตรงไปยังลิฟต์ตัวหนึ่งที่ปิดนิ่ง เขาเอื้อมมือกดเปิดประตูลิฟต์แล้วเดินเข้าไปภายใน รู้สึกหายใจไม่ค่อยทั่วท้องนักแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกในการปฏิบัติภารกิจนี้ แต่ก็นั่นแหละ...การที่จะต้องขึ้นไปยังห้องพักที่ว่ากันว่ามีิญญาสิงอยู่นั้นไม่ใช่เื่ที่น่าจะทำใจได้ง่ายดาย และไม่เคยคิดว่าจะทำใจได้...ไม่ว่าจะนานสักเท่าไหร่ก็ตาม
ลิฟต์ขนของตัวใหญ่ยิ่งทำให้เหลือพื้นที่รอบข้างมากเสียจนเก่งรู้สึกโหวงเหวง พนักงานไม่อนุญาตให้ใช้ลิฟต์ตัวเดียวกับแขกของโรงแรมไม่ว่าจะเป็เวลาที่มีแขกพักหรือไม่ก็ตาม แม้แต่คืนนี้...คืนที่บนชั้นหกของโรงแรมศิตามันอันตราไม่มีคนเข้าพักแม้แต่ห้องเดียว ไม่ใช่สิ...ทั้งโรงแรมไม่มีแขกเข้าพักเลยต่างหาก!
ชายหนุ่มยืนทำใจก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดประตูลิฟต์แล้วเลื่อนไปกดหมายเลขหก ลิฟต์ค่อยๆ เคลื่อนที่ขึ้น ถ้วยชามในถาดส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งยามที่ร่างของเก่งสั่นแล้วทำให้ภาชนะกระทบกัน ชายหนุ่มเงยหน้ามองตัวเลขสีส้มที่แสดงหมายเลขชั้นด้วยหัวใจเต้นระทึก กลัวเหลือเกินที่จะถึงชั้นที่หก แต่กลัวไปก็เท่านั้น...เพราะตอนนี้ประตูลิฟต์ได้เปิดออกที่ชั้นหกแล้ว!
ภายนอกมืดจนเกือบสนิท มีเพียงแสงไฟจากหลอดตะเกียบข้างทางเดินเท่านั้นที่ส่องแสงสว่าง ชายหนุ่มเดินออกมาจากลิฟต์ช้าๆ มองตรงไปยังทางเดินที่ทอดยาว จุดหมายอยู่ที่ห้องริมทางเดินด้านในสุดทางฝั่งขวาของโรงแรม เก่งเดินอย่างหวาดระแวง สายตาคอยมองรอบข้างด้วยความตื่นกลัว บรรยากาศเงียบเชียบเสียจนรำคาญเสียงลมหายใจฟืดฟาดของตัวเองที่กำลังบ่งบอกว่าตื่นเต้นเสียจนมือไม้สั่น ถ้วยใบเล็กใบน้อยต่างพากันส่งเสียงดังกระทบกันพราะมือของชายหนุ่มบังคับไม่ได้ดั่งใจเขาพยายามควบคุมสติ เดี๋ยวมันก็จบแล้ว...เซ่นผีเสร็จก็ได้ลงไปข้างล่างแล้ว!
ถึงแล้ว...ห้อง 6505R
เก่งย่อตัวลงแล้ววางถาดอาหารไว้หน้าห้อง...ห้องที่มีประวัติอันน่าสะพรึงถึงครอบครัวที่เสียชีวิตทั้งสี่ศพ เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ากันว่าพวกเขายังอยู่ที่นี่ ไม่ยอมจากไปไหน!
บรรยากาศรอบข้างเริ่มเย็นะเือย่างไม่ทราบเหตุผลในขณะที่เก่งพยายามที่จะจุดไม้ขีดเพื่อจุดธูปเชิญดวงิญญามากินข้าว ชายหนุ่มนึกด่าเชฟอ้วนในใจ ทำไมถึงไม่ให้ไฟแช็คมา ไม้ขีดมันจุดยากยามที่มือไม้สั่น บอกตั้งหลายครั้งแล้วก็ไม่จำเสียที เขาโกรธตัวเองที่ไม่ดูในถาดให้ดีก่อนจะขึ้นมาด้วย แต่ครั้นจะวิ่งลงไปเอาไฟแช็คมาก็ใช่เื่ หลับหูหลับตาจุดไม้ขีดต่อไปให้ติดไวๆ ก็แล้วกัน
ขณะที่เก่งพยายามจุดไม้ขีดก้านที่ห้า ถ้าเขาหูไม่ฝาด เขาว่าเขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนมากระซิบที่ข้างหูเบาๆว่า “หิวแล้ว...เร็วหน่อย!” แต่ครั้นพอเงี่ยหูฟังดีๆกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงลมหายใจของตัวเอง
ในที่สุดเก่งก็จุดไม้ขีดได้สำเร็จ เขาจับธูปหนึ่งดอกให้จู้กับเปลวไฟของไม้ขีด เพียงอึดใจก็เกิดแสงสว่างวาบที่ปลายธูป ชายหนุ่มสะบัดให้มันดับ ควันสีขาวจึงค่อยๆกระมิดกระเมี้ยนลอยล่องขึ้นมา เขาพนมมือแล้วหลับตา พูดขึ้นเบาๆเหมือนอย่างที่เคยทำ
“ขอเชิญดวงิญญาภายในห้องนี้มากินข้าวได้แล้วครับ อย่าได้ออกไปรบกวนแขกคนอื่นหรือพนักงานเลย...สาธุ” เก่งค่อยๆ ลืมตาแล้วปักธูปหนึ่งดอกนั้นลงไปบนถ้วยข้าวสวยแล้วเอื้อมมือไปเคาะประตูห้องเบาๆสามทีเป็อันเสร็จพิธี พรุ่งนี้เช้าแม่บ้านจะเป็คนมาเก็บจานชามไปทำความสะอาด ไม่ใช่หน้าที่ของเขาแล้ว…จะมาผวาอีกทีก็วันศุกร์หน้า
ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะหันหลังเดินตรงมายังลิฟต์ของพนักงานอีกฝั่ง เดินออกมาเพียงไม่กี่ก้าว เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้น ทำเอาเขาหยุดชะงักราวกับต้องมนต์สะกด ชั้นหกไม่มีแขกพัก ที่สำคัญเสียงเปิดประตูนั้นดังจากทิศที่เขาเพิ่งเดินจากมา!
เก่งตัวสั่นเทิ้ม บอกตัวเองว่าอย่าหันไปดู ให้รีบเดินกลับไปที่ลิฟต์ แต่ความอยากรู้อยากเห็นกลับบัญชาการสั่งให้เขาค่อยๆหันหน้าไปมองยังห้อง6505R
สิ่งที่เก่งเห็นคือเงาตะคุ่มๆของ ‘บางสิ่ง’ สี่ตนกำลังพากันรุมกินอาหารอย่างหิวกระหาย ชายหนุ่มตาเหลือก หงายหลังล้มลงพลางแหกปากลั่นขณะล้มลุกคลุกคลานวิ่งไปที่ลิฟต์ รู้แล้วว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ผี...ผีชัดๆ!
มืออันหยาบกร้านกดไปที่ปุ่มเรียกลิฟต์อย่างร้อนรน ชายหนุ่มตัวสั่นราวกับลูกนกตกน้ำในขณะที่เสียงจานชามยังส่งเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
รีบมาสิวะ...ไอ้ลิฟต์บ้า!
กริ๊ง!
เสียงประตูลิฟต์เปิดออก ชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปข้างในทันทีก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดประตูอย่างรวดเร็ว เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนได้หลุดพ้นจากสิ่งที่น่าสะพรึงที่เพิ่งเจอเจอะ....แต่หาเป็เช่นนั้นไม่!
อยู่ๆประตูลิฟต์ก็เปิดออกเอง เก่งตาเหลือก เดินถอยหลังไปชิดกับผนังลิฟต์ ภาพตรงหน้าคือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในสภาพบวมอืดยืนยิ้มให้อีกฝ่าย
“ขอบคุณพี่เค้าสิลูก” ร่างของผู้เป็แม่เอ่ยปากสั่งเด็กชายสองคนที่อยู่ในสภาพชวนสยอง คนหนึ่งไม่มีลูกตา อีกคนหนึ่งศีรษะแหว่งเนื่องจากคงถูกสัตว์ทะเลกัดกิน
“ขอบคุณครับพี่...ศุกร์หน้ามาเร็วๆนะครับ พวกผมหิว”
เหมือนโลกทั้งโลกสั่นไหว ชายหนุ่มหวีดร้องด้วยความกลัวในขณะที่ดวงิญญาทั้งสี่หัวเราะร่วนราวกับเห็นเก่งเป็ตัวตลก ร่างของผู้เป็พ่อที่อืดจนเขียวคล้ำยิ้มกว้าง หันมาถามลูกชายคนหัวแหว่ง
“พ่อจะลงไปส่งพี่เค้าข้างล่าง ลูกไปกับพ่อไหม ?”
“ไปครับ” เด็กน้อยยิ้มกว้าง...ช่างเป็ยิ้มที่น่ากลัวเหลือเกิน
แล้วร่างทั้งสองก็เดินตรงเข้ามายืนขนาบข้างเก่งในลิฟต์พลางเอื้อมมือไปกดปิดประตู โดยมีผู้เป็แม่กับเด็กชายตาโบ๋ยืนโบกมืออยู่หน้าประตูลิฟต์
เก่งเหมือนคนบ้า...
เขานั่งกอดเข่าแล้วแหกปากลั่น
“ผี...หลอกกกกกกกกกก...!”