ยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว]

    ตอนที่ 59 หาคนร่วมมือ

    บนท้องถนนที่มีผู้คนแออัดยัดเยียดและส่งเสียงดังจอแจ วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินผลักผู้คนที่สัญจรไปมาบนทางเท้าให้พ้นทางพร้อมก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายมาตลอดทาง กระทั่งเจอโต๊ะในร้านโจ๊กแห่งหนึ่งพวกเขาก็เดินเข้าไปจับจองและนั่งลงถกเถียงกันว่าวันนี้จะหาวิธีรวยทางลัดยังไงกันดี“แก แก แกน่ะ ไร้มารยาทจริง ๆ เอาเท้าลงเดี๋ยวนี้นะ อยากให้คนอื่นเค้าดมกลิ่นเท้าเน่า ๆ ของแกด้วยหรือไง?”“มันก็ไม่ได้เหม็นมากป้ะ?”“งั้นลองยัดมันเข้าปากแล้วดูดสักทีสองทีดูไหมล่ะ?” ...เด็กหนุ่มวัยคะนองคนนั้นหุบปากฉับลงในทันทีเมื่อถูกชายตัวเตี้ยที่นั่งฝั่งตรงข้ามประชดเข้าให้ ส่วนชายอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาก็หันออกไปมองนอกร้านที่พวกเขานั่งกันอยู่ก่อนจะดึงสายตากลับมา ขยับตัวเข้าไปใกล้ชายตัวเตี้ยมากขึ้นแล้วกระซิบลงที่ข้างหู“พี่บาวดี้ เมื่อคืนมีสินค้าเข้าโกดังที่ท่าชุนเทียน ผมมีพี่น้องที่รู้จักมักคุ้นกันดีอยู่ที่นั่น เรื่องนี้ถ้าพี่อยากทำ ผมจะติดต่อเขาให้”  ชายตัวเตี้ยที่ถูกเรียกว่า ‘บาวดี้’ หยุดมือที่กำลังจะตักโจ๊กเข้าปากในทันที เขาหรี่ตามองไปรอบ ๆ ครั้งหนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครสังเกตทางนี้จึงได้วางช้อนลงก่อนจะกวักมือเรียกคนพูดให้ยื่นหูเข้ามาใกล้ ๆ “สินค้าอะไร?”“M3 บริสุทธิ์ 99%”“คนรับเป็นใคร?”“ลูกน้องของหรงอันชิ่ง”บาวดี้เกิดความลังเลขึ้นในทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาเอามือลูบคางตัวเองไปมาแล้วเอ่ยถามขึ้น“เท่าไหร่?”ชายอีกคนทำท่านับนิ้ว“100 กรัม?”“100 กิโลครับ”“ทำไมเยอะขนาดนั้น?”“ผมได้ยินมาว่าหรงอันชิ่งกะใช้โอกาสนี้กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวให้ได้มากที่สุด และหลังจากนั้นเขาก็จะวางมือแล้ว” ชายคนนั้นยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูบาวดี้ด้วยเสียงเบาลง“พี่บาวดี้ หลังจากพี่ใหญ่ตายไป หรงอันชิ่งมันก็ตามล่าและไล่กำจัดคนของเราจนเกือบหมด ธุรกิจก็ล้มละลาย อาณาเขตก็โดนยึด หลายปีมานี้พวกเราได้แต่อยู่แบบหลบ  ๆ ซ่อน ๆ เอาแต่เป็นกังวลว่าจะถูกคนของหรงอันชิ่งตามเจอ พี่ว่าตอนที่พี่ใหญ่ยังอยู่เราเป็นพวกไร้ประโยชน์ขนาดนี้เลยเหรอ?” บาวดี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “หรงอันชิ่งมันโรคจิต ไปหาเรื่องมันไม่ใช่ความคิดที่ดี”“แต่จะให้เราซ่อนตัวอยู่แบบนี้ตลอดไปก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”“นายหมายความว่าไง?”“เราก็ถือโอกาสนี้ในการช่วงชิงผลประโยชน์นั้นมาไงพี่ ทำให้พวกมันรู้ว่าเราเองก็ไม่ใช่หมูในอวยให้พวกมันมาหาเรื่องได้ง่าย ๆ เหมือนกัน ถ้าครั้งนี้ทำสำเร็จล่ะก็ เราจะลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง และหลังจากนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไอ้แก่นั่นรังแกอีก”บาวดี้ไม่ตอบคำ เขาเอาแต่มองจ้องออกไปนอกร้านด้วยสีหน้าครุ่นคิด“ขอนั่งตรงนี้ด้วยคนได้ไหม?”ทันใดนั้น เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในบทสนทนาอย่างกะทันหัน หลายคนในโต๊ะนั้นที่กำลังก้มหน้าก้มตารับประทานมื้อเช้าของตนอยู่พากันเงยหน้าขึ้นมองคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาคนนั้น น่าเสียดายที่คนคนนี้ดันสวมใส่หมวกแก๊ปปกปิดใบหน้าเล็กนั้นไว้ มีบางคนที่พยายามจะมองลอดใต้ปีกหมวกเพื่อดูใบหน้าแท้จริงของอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะส่องยังไงก็ไม่มีใครได้เห็นใบหน้านั้นชัด ๆ เลยสักคน“ไม่เห็นรึไงว่าโต๊ะนี้เต็มแล้ว อยากกินข้าวก็ไปนั่งที่อื่นไป”“ก็จะนั่งตรงนี้”“เฮ้ย! อยากรนหาที่ตายนักเหรอวะ!?” “ลู่เสี่ยวผิง”ในขณะที่ลูกน้องของบาวดี้คว่ำถ้วยโจ๊กเตรียมจะลงมือสั่งสอนผู้ชายที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันคนนั้น แต่แล้วจู่ ๆ ชื่อของใครคนหนึ่งก็ถูกเอ่ยออกมาจากปากของชายแปลกหน้า หลายคนในโต๊ะมองหน้ากันไปมา จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครออกมารับว่าตนคือ ‘ลู่เสี่ยวผิง’ เลยสักคน ฝ่ายคนที่ตั้งท่าจะสั่งสอนจึงเตรียมลงมืออีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะซัดหมัดออกไปเขากลับถูกบาวดี้เตะเข้าไปทีที่หน้าขาอย่างแรง ชายร่างใหญ่ที่ทำกร่างเมื่อครู่ทรุดตัวลงไปนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้นด้วยความเจ็บปวดทันที“ไปไป๊ ไปนั่งโต๊ะอื่นเลยไป”บาวดี้ตีหน้าเข้มพร้อมกับไล่ทุกคนในโต๊ะให้ออกไปนั่งที่อื่น เมื่อลูกน้องที่อยู่ตรงนั้นยกชามใส่โจ๊กของตนออกไปนั่งกินอีกด้านจนหมดแล้ว บาวดี้ก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ผู้มาใหม่ ชายตัวเตี้ยยื่นหน้าเข้าไปมองใบหน้าใต้ปีกหมวกนั้นให้ชัดยิ่งขึ้น ฝ่ายคนถูกมองก็ให้ความร่วมมือโดยการยกปีกหมวกใบนั้นขึ้นเล็กน้อย หลังจากเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนแล้ว บาวดี้ก็รีบหันไปดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาและเชิญชวนให้ชายคนนั้นนั่งลงที่ข้างกาย ซ้ำยังขยับไปดึงกระดาษทิชชู่อีกสองแผ่นออกมาเช็ดคราบโจ๊กที่หกเลอะเทอะออกให้อีกด้วยเฉินอันหลานถือชามโจ๊กของตนมานั่งลงที่โต๊ะ“อาเล่อ นายมาที่นี่ได้ไง?” เมื่อเฉินอันหลานนั่งลงเรียบร้อยแล้ว บาวดี้ก็รีบถามเข้าประเด็นอย่างรวดเร็วด้วยเสียงอันเบา“มาหานายไง” เฉินอันหลานตอบสั้น ๆ พลางตักโจ๊กเข้าปากด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นบาวดี้รู้สึกงุนงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่ไม่นานเขาก็หันมาถามต่อ“เมื่อคืนนายหาสองคนนั้นเจอไหม?”“ตายแล้ว”“ตาย...ไม่ใช่มั้ง นายเป็นตำรวจนี่ จะฆ่าคนได้ไง?”“ฉันถามนายหน่อย นายคิดจะปล้นคลังสินค้าที่ท่าเรือชุนเทียนใช่ไหม?”“ทำไมนายถึง...” บาวดี้แสดงอาการร้อนรนออกมาทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น เขาหันไปมองรอบ ๆ ก่อนจะขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เฉินอันหลานให้มากขึ้น จากนั้นจึงพูดด้วยเสียงเบาจนเกือบเป็นกระซิบ“น้องฉันแค่ถามเฉย ๆ พวกเรายังไม่ได้คิดจะทำเรื่องนั้นกันจริงจังเสียหน่อย”เฉินอันหลานยังคงตักโจ๊กเข้าปากต่อด้วยท่าทีสงบนิ่ง“แล้วนายจะสั่นทำไม?”บาวดี้รีบตะครุบมือที่สั่นเทาของตัวเองเอาไว้ทันที“นายคงไม่คิดจะ...หรอกใช่ไหม?”“ฉันไม่มีเวลามานั่งตรวจสอบพวกนายหรอก”“แล้วนายจะถามแบบนั้นทำไม?”“นายคิดอยากจะปล้นสินค้าล็อตนั้นไหม?”“ไอ้คิดน่ะมันก็คิดอยู่หรอก แต่คนของหรงอันชิ่งก็ใช่จะเคี้ยวง่ายเสียเมื่อไหร่ แล้วยิ่งเป็นสินค้าที่พึ่งขึ้นฝั่งด้วยแล้ว น่าจะมีคนคุ้มกันอยู่เยอะ ฉันที่ไม่มีทั้งปืน ไม่มีทั้งกระสุน พรรคพวกก็มีไม่มาก จะไปปล้นได้ยังไง?”เฉินอันหลานหยิบนามบัตรใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต วางมันลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้าบาวดี้ “ไปหาคนตามที่อยู่นี้ เขาสามารถหาปืนพร้อมกระสุนให้นายได้ ส่วนเรื่องคน...นายมีพอแน่นอน”บาวดี้หยิบนามบัตรใบนั้นขึ้นมาดู ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ“อาเล่อ ทำไมนายถึงช่วยฉัน?”“ว่าง” เฉินอันหลานล้วงมือไปหยิบธนบัตรใบหนึ่งออกมาแล้ววางมันไว้ใต้ชามเปล่าที่กินเสร็จแล้ว ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากร้านไปทันทีเมื่อเห็นว่าเฉินอันหลานเดินออกไปแล้ว ลูกน้องสองสามตนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ก็รีบยกชามของตนกลับมานั่งที่เดิม พวกเขาชำเลืองมองนามบัตรแปลกตาที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กน้อย บาวดี้ที่เห็นดังนั้นก็รีบเก็บมันเข้าไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว“พี่บาวดี้ คนคนนั้นเป็นใคร?”“เขามาหาพี่ทำไมน่ะ?”“ทำไมผมไม่เคยเจอเขามาก่อนเลยล่ะ?”“พี่บาวดี้ ลู่เสี่ยวผิงนั่นชื่อพี่เหรอ?”“...” ทุกคนในที่นั้นเงียบไปในทันทีเมื่อเห็นสายตาที่ทุกคนจ้องมอง ชายร่างอ้วนคนนั้นก็รีบหุบปากลงในทันทีบาวดี้ถลึงตาให้ชายอ้วนคนนั้นไปทีหนึ่ง ตอนนี้เขาหมดอารมณ์จะกินต่อแล้ว ชายตัวเตี้ยหันไปหยิบเงิน 100 หยวนที่เฉินอันหลานวางไว้ใต้ชามโจ๊กออกมา ยื่นมันให้ชายร่างอ้วนคนเดิมเอาไปคิดเงินก่อนจะพาคนของตนเดินออกจากร้านไปเพื่อตามหาคนในที่อยู่ตามนามบัตรนั้น※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※ที่หัวมุมหนึ่งของถนน เมื่อเห็นบาวดี้พาลูกน้องออกจากร้านไปแล้ว เฉินอันหลานก็หันไปยื่นกุญแจรถส่งให้ชายหนุ่มท่าทางเหมือนนักเลงหัวไม้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเขา “ไปที่ที่ฉันบอกคราวก่อน ไปเอารถฉันออกมา”“ได้ครับ วางใจได้เลย”“นี่เงินของนาย”ชายคนดังกล่าวรับซองมาและนับเงินที่อยู่ภายในอย่างคล่องแคล่ว หลังจากมั่นใจว่าจำนวนเงินถูกต้องครบถ้วน เขาก็รูดซิปเสื้อคลุมตัวนอกลงและจัดการยัดซองเงินนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าของตนเอง เสร็จแล้วก็หันมาทำไม้ทำมือเป็นสัญลักษณ์ ‘OK’ ส่งมาให้เฉินอันหลานเพื่อบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย ก่อนจะรีบรูดซิปเสื้อคลุมของตนกลับและก้าวออกจากซอยไปหลังจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เฉินอันหลานก็กดปีกหมวกที่สวมใส่อยู่ลงเล็กน้อยพร้อมหมุนตัวเดินเข้าไปภายในซอย เดินตรงเข้าไปจนสุดก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าประตูร้านช่างสลักแห่งหนึ่ง หันไปมองสำรวจรอบ ๆ เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ ก็เปิดประตูออกและเดินเข้าไปในร้าน พนักงานที่เห็นคนเดินเข้ามาก็รีบนำเฉินอันหลานเข้าไปในห้องชั้นในทันทีพ้นประตูเข้ามาได้ ชายผู้มีหนวดเครารกรุงรังก็เดินมาหยุดตรงหน้าเฉินอันหลาน“พี่เล่อ ไม่เจอกันนานเลยนะ”“ฉันมีของชิ้นหนึ่ง นายลองดูให้หน่อยว่าสร้างแบบนี้ได้กี่ชิ้น?”“ไหน ให้ฉันดูหน่อย”เฉินอันหลานล้วงหยิบตราสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งขึ้นมาวางบนตู้กระจกชายมีเคราคนนั้นหยิบตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมาส่องดูใต้แว่นขยาย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเฉินอันหลานด้วยสีหน้าปั้นยาก “พี่เล่อ หายหน้าหายตาไปนานหลายปี พอโผล่มาพี่ก็เอางานใหญ่มาให้เลยนะ ใจฉันเกือบวายแหนะ”“กฎเดิม” เฉินอันหลานหยิบถุงผ้าสีดำใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตนก่อนจะนำมาวางไว้ตรงหน้าชายคนนั้น“นายทำของเลียนแบบให้ฉัน 3 ชิ้น นี่จะเป็นของนาย”ชายมีเครารับถุงผ้าสีดำใบนั้นมาเปิดดู เทเพชรสองสามเม็ดที่อยู่ด้านในออกมา ส่องดูด้วยแว่นขยายอย่างละเอียด เมื่อพบว่าพวกมันคือเพชรน้ำงามจึงได้เก็บทั้งหมดลงถุงอีกครั้ง ก้มลงไปเปิดลิ้นชักใต้ตู้กระจก วางถุงที่พึ่งได้รับลงไป จัดการเลื่อนมันให้ปิดลงและล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาก่อนจะหันมาพยักหน้ารับงานชิ้นนี้กับเฉินอันหลาน   “ต้องรออย่างน้อยสองวันถึงจะเสร็จ”“สามชั่วโมง”“อะไรนะ? พี่เล่อ พี่ล้อฉันเล่นหรือไง สามชั่วโมงฉันจะไปทำมันเสร็จได้ไงเล่า อย่าว่าแต่เรื่องหาวัสดุต้องใช้เวลานานเลย เอาแค่ลายบนตรานี่ก่อนเถอะ ดูก็รู้ว่ามาจากตระกูลใหญ่ สามชั่วโมงเป็นไปไม่ได้หรอก”“มีเวลาให้แค่สามชั่วโมง ถ้านายทำไม่ได้ฉันจะไปหาคนอื่น”เฉินอันหลานพูดขึ้นพร้อมกับทำท่าจะเก็บตราสัญลักษณ์นั้นลงไป“อย่า อย่าพึ่ง...” ชายมีเคราคนนั้นรีบคว้ามือเฉินอันหลานไว้ทันที รีบส่งยิ้มประจบประแจงให้ก่อนจะพูดต่อ“สามชั่วโมงก็สามชั่วโมง ฉันขอไปหาของในคลังก่อน พี่นั่งรออยู่นี่แล้วกัน”เฉินอันหลานดึงมือกลับแล้วเดินไปลากเก้าอี้มานั่งข้างตู้กระจกนั้นชายมีเคราส่งยิ้มให้เฉินอันหลานนิดหน่อยก่อนจะรีบเข้าไปหาของข้างใน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับเริ่มนำวัสดุแต่ละชิ้นมาแกะสลักทีละน้อย จากนั้นเขาก็หันไปดึงแว่นขยายพิเศษมาส่องแล้วค่อย ๆ ดำเนินกระบวนการสร้างของเลียนแบบไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ “พี่เล่อ พี่หายไปอยู่ที่ไหนมาตั้งหลายปีเหรอ?” ชายมีเคราคนนั้นแกะสลักไปพลางพร้อมกับชวนเฉินอันหลานคุยไปด้วย “...” เฉินอันหลานไม่ตอบเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ ชายมีเคราก็เงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่ง พอเห็นว่าเขายังคงอยู่ในร้านก็หันกลับไปสนใจงานที่อยู่ในมือของตนต่อก่อนจะเอ่ยถามขึ้น“พี่เล่อ ตั้งแต่พี่ใหญ่ถูกประหารชีวิตไปคราวนั้น พี่ก็หายตัวไปทันที ทุกคนออกตามหาพี่กันให้ควักเลยนะ”“ตามหาฉันทำไม?”“มารับตำแหน่งแทนพี่ใหญ่ไง แต่พูดตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ ตอนพี่ใหญ่ตาย อาณาเขตของเราก็ถูกหรงอันชิ่งยึด พวกเราหลายคนถ้าไม่ตายก็กระจัดกระจายกันไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็มีแค่ไม่กี่คน”“ฉันเป็นคนจับหวังเฉิงเอง”มือที่กำลังแกะสลักอยู่หยุดชะงักลงทันที หลังจากที่นิ่งไปพักหนึ่งก็หันกลับมามองเฉินอันหลาน อ้าปากค้างด้วยความตกใจก่อนจะรีบพูดต่อ“พูดแบบนี้ แสดงว่าเรื่องที่พี่เป็นสายให้พวกตำรวจก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ?”เฉินอันหลานปรายตามองไปทางชายมีเคราคนนั้นนิ่ง“รู้มากไปก็ไม่ดีต่อตัวนาย”ชายมีเคราอึ้งงันไป เมื่อได้สติกลับมาก็พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะหันกลับมาสนใจกับงานตรงหน้าต่อ“เห็นแก่ที่เราเคยเป็นพี่น้องกันมาก่อน พี่เล่อ ฉันอยากจะเตือนพี่สักหน่อย ระวังเหอเหวยปังเอาไว้ให้ดี เขาสนิทกับพี่ใหญ่มาก ถ้าเขารู้สถานะของพี่ เขาไม่มีทางปล่อยพี่เอาไว้แน่”เฉินอันหลานไม่ได้พูดอะไร นอกจากนั่งมองเขาแกะสลักอยู่ด้านข้างรอจนใกล้จะมืด ตราสัญลักษณ์สามชิ้นก็ถูกแกะสลักออกมาในที่สุด ชายมีเครานำของทั้งสามชิ้นแช่ในน้ำยาชนิดพิเศษอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิบขึ้นมาเช็ดเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ของเลียนแบบทั้งสามนี้ทั้งรูปร่างหน้าตาและสัมผัสต่างก็เหมือนตัวต้นแบบอย่างไร้ที่ติ เฉินอันหลานเก็บตัวต้นแบบลงกระเป๋า นำของเลียนแบบสามชิ้นใส่กล่องไว้ เก็บมันลงกระเป๋าใบหนึ่งก่อนจะถือมันออกไป หลังจากยืนมองสำรวจไปบนถนนอยู่ด้านหลังประตูร้านครู่หนึ่งและพบว่าไม่มีใครสังเกตเห็นก็กดปีกหมวกลงแล้วก้าวเดินออกจากตรอกที่แออัดนั้นทันที

    คล้ายกับเรื่องยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891