“อะไรไม่เหมาะ หลันเจี่ยร์ผลงานดี ถึงวันนี้ใจข้ายังปลื้มใจ หากไม่ให้รางวัลตอบแทน ก็เหมือนข้าละเลยนาง”
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มตาหยี กุมมือฉู่จวินหลันไว้แน่นพลางกล่าว “เฮ้อ หากบุตรหลานในตระกูลฉู่เราล้วนรู้จักทำให้ภาคภูมิใจเช่นหลันเจี่ยร์ ไม่ก่อเรื่องขายหน้า ข้าคงได้หัวเราะจนสะดุ้งตื่นกลางดึกแล้ว!”
ฉู่เมิ่งอิ๋งกัดฟันก้มหน้า ในใจด่าทอ นางแก่ปากแหลม ปากคงเน่าตายในสักวัน!
ฉู่จวินหลันเพียงก้มหน้ายิ้มด้วยท่าทีสงบนิ่ง แสดงท่าทีอ่อนโยนนอบน้อม ไม่มีความก้าวร้าวแม้แต่น้อย นางรู้ดีว่าฮูหยินผู้เฒ่ากำลังดึงนางมาเป็นพวก
ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นว่าฉู่ไฉเหลียงจะลงโทษอนุหวังหรือฉู่เมิ่งอิ๋งอย่างจริงจัง ทั้งยังไปค้างที่เรือนอนุหวังด้วยซ้ำ ส่วนอนุซุนกลับใบหน้าช้ำจนบัดนี้ยังไม่หาย
ด้วยความฉลาดของฮูหยินผู้เฒ่า ย่อมมองออกแล้วว่าบุตรชายเอนเอียงไปทางอนุหวัง นางจึงเลือกดึงฉู่จวินหลันมาฝั่งตน
“อา ถึงเป็นบุตรสาวสกุลลู่จริงๆ คุณสมบัติและท่าทางก็ย่อมต่างออกไป…” ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือบมอง
อนุหวังด้วยความโกรธ หน้าแดงก่ำแทบสิ้นสติ
ฉู่จวินหลันอดคิดไม่ได้ว่าโชคดีที่ในตอนนี้เป็นนาง หากยังเป็นร่างเดิม การที่ฮูหยินผู้เฒ่ายกย่องเช่นนี้ย่อมทำให้นางถูกทั้งเรือนเกลียดชัง และถูกใช้งานจนตายเป็นแน่
อนุหวังกัดริมฝีปาก ก่อนอาศัยจังหวะพูดแทรกฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวถูกต้องแล้วที่ท่านจะต้องมอบรางวัลให้คุณหนูสาม ในฐานะผู้น้อยย่อมไม่กล้าขัด เพียงแต่กำไลวงนี้ล้ำค่าและอยู่กับท่านมาครึ่งค่อนชีวิต หากเสียหายขึ้นมา ท่านคงต้องเสียใจมากไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“เฮอะ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา” ฮูหยินผู้เฒ่าฝืนยิ้มพลางเอ่ย “เป็นเพราะคนอื่นไม่ได้มีความสามารถเช่นหลันเจี่ยร์ หากบุตรหลานข้าล้วนเก่งกล้าเหมือนนาง ต่อให้ต้องยกสมบัติเก่าแก่ทั้งหมด ข้าก็ยินดี”
ทุกคนได้ยินต่างก้มหน้ารับคำ แต่ในใจเต็มไปด้วยความคับแค้น
“อีกอย่าง ต่อไปหลันเจี่ยร์ย่อมต้องมีอนาคตยิ่งใหญ่ เป็นชายาซื่อจื่อ จากนั้นก็เป็นถึงชายาอ๋อง จะมีสิ่งใดที่นางหามาไม่ได้อีกเล่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองอนุหวัง รอยยิ้มเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ยิ่งไปกว่านั้น ไฉเหลียงก็เป็นบุตรที่กตัญญู ไหนเลยจะปล่อยให้ข้าในฐานะมารดาต้องลำบาก ของสิ่งใดที่เรือนไม่มีหรือ? หากวันหน้าข้าขาดสิ่งใดไป บุตรชายข้าย่อมต้องหามาให้ หากไม่ทำ ราชสำนักย่อมติฉินแน่นอน”
ใครเล่าจะไม่เข้าใจว่านี่คือการเรียกร้องจากฉู่ไฉเหลียงทางอ้อม!
ฉู่ไฉเหลียงมีใจมุ่งไต่เต้า เกรงกลัวเสียงนินทาเป็นที่สุด แน่นอนว่าเมื่อกลับจากว่าการต้องรีบหาสิ่งของมาส่งถึงมือมารดา
อนุหวังได้แต่สบถด่านางในใจ แต่เมื่อถูกต้อนจนมุมแล้วก็ไม่กล้าเอ่ยขัด หากโต้แย้งต่อไปเกรงว่าต้องเสียหายมากกว่าเดิม
ฉู่จวินหลันเพียงนั่งชมการโต้เถียงระหว่างฮูหยินผู้เฒ่ากับอนุหวัง ราวกับกำลังดูละครฉากใหญ่
แล้วก็เป็นไปตามคาด ฉู่ไฉเหลียงที่กลับจากที่ว่าการในตอนบ่าย รีบนำเครื่องประดับศีรษะหยกชุดหนึ่งจากเรือนอนุหวังมามอบให้ฮูหยินผู้เฒ่า
พอไช่มามาที่กลับมาจากเรือนอวี้ชิงด้วยสีหน้ามืดครึ้มเห็นฉู่จวินหลันก็เริ่มด่าทอ ก่อนลากตัวลวี่ถีมาตีสั่งสอน
“ถุย! เหตุใดในใต้หล้านี้ถึงเต็มไปด้วยพวกไม่รู้จักแยกแยะเช่นเจ้า ไม่รู้หรือว่าควรให้ความสำคัญกับผู้ใดมากกว่า เพื่อให้เจ้าได้ของชิ้นนี้มา คนอื่นต้องสูญเสียไปเท่าใด นางสวะไร้ยางอาย!”
ลวี่ถีที่ถูกด่าอย่างไร้สาเหตุร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกุมแก้ม
ฉู่จวินหลันเพียงโบกพัดเบาๆ แล้วเอนกายพิงราวระเบียงเอ่ยอย่างสำราญ “เป็นแค่แม่หมูแต่กลับกล้าปีนขึ้นต้นไม้ [1] เสียอย่างนั้น”
จื่อเยียนรีบต่อคำ “บ่าวยังไม่กล้าเดินเสียงดังต่อหน้าคุณหนู แต่คนผู้นั้นกลับกล้าแหกปากโวยวายเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าคนจากเรือนอวี้ชิงรู้จักมารยาทที่สุดหรือเจ้าค่ะ”
“เด็กโง่ เพราะนางไม่ยินยอมติดตามข้าอย่างไรเล่า” ฉู่จวินหลันยิ้มเมตตาก่อนโบกมือเบาๆ “ช่างเถิด ข้ารู้ว่าพวกเจ้าคงไม่อยากติดตามข้า ได้ยินมาว่าเรือนของข้าจะซ่อมเสร็จแล้ว พอข้าย้ายกลับไป พวกเจ้าก็กลับไปรับใช้ที่เดิมเถิด ผู้เป็นนายนั่งอยู่ตรงนี้ แต่คนรับใช้กลับกล้าตะคอกใส่กัน ข้ารับคนเช่นนั้นไม่ไหวหรอก”
“นี่!” ไช่มามาหันหน้ามาทันที ก่อนจะหัวเราะเยาะอย่างเสียดแทง “คุณหนูสามเอ่ยอะไรเช่นนี้ ข้ากำลังสั่งสอนคนรับใช้ของข้า คุณหนูจะมาทะเลาะกับข้าได้อย่างไร หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ย่อมไม่ดีต่อชื่อเสียงของคุณหนูนะเจ้าคะ”
“ถุย! เจ้านับเป็นตัวอะไร!” จื่อเยียนเท้าเอว โพลงเสียงก่อนขยับขึ้นขวางหน้า “เจ้าต่อว่าผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร! ปกติไม่ใส่ใจ แต่กลับรับเงินค่าจ้างและไม่ปรนนิบัติคุณหนูสาม แค่น้ำร้อนถ้วยเดียวยังพากันอิดออด ทว่าตอนนี้กลับกล้าก่อเรื่อง ถึงขั้นตำหนิคุณหนูอีก เจ้าช่างใจกล้าเสียจริง!”
“เจ้าเด็กโง่ ข้ากำลังคุยกับคุณหนู เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย!”
“เจ้ากล้ารังแกคุณหนูเพราะคิดว่าเราเป็นเพียงบ่าวกระจอกใช่หรือไม่ ข้าจื่อเยียนจะยืนตรงนี้เอง หากยังอวดเบ่งต่อหน้าคุณหนูอีกละก็ ข้าจะไปฟ้องนายท่าน!”
ไช่มามาโกรธจนหน้าแดง แต่เมื่อนึกถึงคําของอนุหวังที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้จึงกดข่มความโกรธ แล้วสะบัดหน้าเดินจากไปทันที
จื่อเยียนแลบลิ้นใส่ไช่มามา ก่อนหันมาพูดกับฉู่จวินหลันด้วยสีหน้าบึ้งตึง “บ่าวจะหาทางให้พวกนั้นออกไปให้หมด ยามนี้รู้สึกเหมือนเรากำลังเลี้ยงหมาป่าไว้รอบตัวเลยเจ้าค่ะ”
จื่อเยียนผิวขาว ดวงตากลม ยามโกรธขึ้นมาช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ฉู่จวินหลันเห็นแล้วรู้สึกขบขัน จึงยิ้มตอบ “ดี เจ้าคิดแผนให้ดี ข้าจะร่วมมือกับเจ้าด้วย”
“เจ้าค่ะ!” จื่อเยียนพยักหน้าแรงๆ
หลายวันต่อมา ฉู่จวินหลันยังคงออกไปเก็บน้ำค้างเช่นเดิม แต่ทุกวันมักเห็นสตรีคุกเข่าสวดมนต์อยู่นอกวัดอู่อวิ้นเสมอ
ฉู่จวินหลันถอนพิษเชียนรื่อจุ้ยให้เย่อี่เจี้ยนหมดแล้ว แต่ยังเหลือพิษอีกหนึ่งชนิดที่นางยังต้องหาทางศึกษาและรักษาต่อ
นอกจากนี้นางยังแอบซื้อตัวพวกเด็กขอทานให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเรือนเฟิงหย่าไว้ หากฟู่จือเหิงไปที่เรือนเฟิงหย่าอีกเมื่อใด ก็ให้พวกเขารีบไปยังหลังจวนตระกูลฉู่ แล้วโยนหินยี่สิบก้อนเข้าไปในลานเรือนทันที
เช้าวันนั้น พอฉู่จวินหลันกลับมาจากเก็บน้ำค้าง จื่อเยียนก็รีบมากระซิบข้างหูว่า “คุณหนู บ่าวเก็บหินที่ลานเรือนด้านหลังได้ยี่สิบก้อนเจ้าค่ะ”
ฉู่จวินหลันยิ้มกว้างทันที “ไปเตรียมชุดบุรุษให้ข้า”
“คุณหนูจะทำอะไรอีกหรือเจ้าคะ”
ฉู่จวินหลันหัวเราะเบาๆ “ก็ไปเที่ยวหอนางโลมอย่างไรเล่า”
เมื่อยามราตรีมาเยือน โคมไฟที่แขวนอยู่หน้าเรือนเฟิงหย่าสว่างไสว ด้านในเสียงหัวเราะพูดคุยครึกครื้น พอเจ้าของร้านเห็นคุณชายหน้าตาหล่อเหลามาอีกครั้งก็รีบต้อนรับทันที
“คุณชายอยากได้ห้องส่วนตัว หรือจะนั่งตรงนี้ดีขอรับ”
“ตรงนี้แล้วกัน” ฉู่จวินหลันชี้ที่นั่งว่างในโถงใหญ่ ก่อนเรียกเด็กสาวมาคอยรินสุราให้
ฟู่จือเหิงนั่งเอนหลังอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงกลางโถงหน้าเวที ถึงแม้จะสวมชุดคลุมกว้างสีจืด แต่กลับไม่อาจปกปิดความเจ้าสำราญของเขาได้เลย เจ้าของแววตาประกายรอยยิ้ม กำลังพูดคุยกับสตรีข้างกายจนอีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก
หญิงสาวผู้สวมอาภรณ์สีฟ้ากำลังจะรินสุราให้เขา แต่พอเงยหน้ามาเห็นฉู่จวินหลันก็พยักหน้าให้อย่างแนบเนียน
นางคือเส่ว์อิ่งที่เจอกันคราวก่อน
ฉู่จวินหลันยิ้มบางก่อนยกจอกดื่มรวดเดียว
“คุณชายคอแข็งจริงๆ ผู้น้อยรินให้ใหม่นะเจ้าคะ” เด็กสาวโน้มตัวเข้ามารินสุราให้พลางแนบชิดแขนอย่างจงใจ
เซียวซวี่ที่เดินเข้ามาพร้อมจิ่งอวี้เห็นฉากนั้นเข้าพอดี สีหน้าจึงย่ำแย่ยิ่งนัก
“โอ้…ว่าที่ชายาซื่อจื่อช่างกล้าหาญนัก…” จิ่งอวี้อ้าปากค้าง พอหันไปเห็นสีหน้าถมึงทึงของเซียวซวี่ที่แม้ปลอมตัวอยู่ก็ยังปิดไม่มิด พึมพำว่า “ดูท่าเรื่องนี้จะพลิกผันเสียแล้ว”
[1] เป็นแค่แม่หมูแต่กลับกล้าปีนขึ้นต้นไม้ เปรียบเปรยถึงคนที่ทำอะไรเกินตัว