“เฮือก!!!”
เด็กน้อยร่างผอมกะหร่องเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงไม้หลังหนึ่ง
“น้ำ...ข้าขอน้ำ” เสียงแหบแห้งถูกเปล่งออกมาจากลำคอแห้งผาก ครั้นยื่นมือออกไปหมายจะควานหากลับต้องชะงักเมื่อสายตาสบเข้ากับห้องสี่เหลี่ยมของเรือนหลังเก่าแก่หยากไย่หนาทึบบนหัว
ผ้ามู่ลี่สีซีดพลิ้วไสวเพราะแรงลมจากหน้าต่างทรุดโทรมความทรงจำหนหลังหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในคราวเดียว
ปวดหัวจี๊ดฉีซินอี๋กุมขมับกรีดร้องไร้เสียงล้มหงายตึงบนเตียงไม้ ด้านหลังมีเพียงผ้าปูผืนบางรองรับความเ็ปจากแผ่นหลังบางกระแทกพื้นแข็งๆ แพร่กระจายไปทุกส่วน
นางสูดปากอาการแน่นหน้าอกคล้ายจะกลับมาอีกครั้งพอยกมือกุมหน้าอกเพื่อ้าถ่ายเทพลังปราณสถิตตามความเคยชินกลับพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดนางชะงักงัน
เื่แปลกประหลาดไม่ได้มีแค่นั้นพอหลังมือแตะัักับ่อกความนุ่มหยุ่นที่เคยมีพลางเลือนหายนางมุ่นหัวคิ้วลูบคลำไปมากระทั่งคำพูดของดวงจิตแห่งหยกผุดขึ้นมาในหัว
‘หากท่าน้าข้าสามารถส่งดวงจิตย้อนไปสมัยท่านยังเด็ก’
คำพูดนั่นช่างเลือนรางราวกับเป็ความฝันแต่กลับไม่เหมือนความฝันซะทีเดียว
ฉีซินอี๋ค่อยๆ ชูมือขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัว เห็นมือเล็กซีดเซียวสีหน้าเริ่มสับสนจำได้ว่านี่เป็อีกวันที่ยาพิษเริ่มกำเริบทำให้นางสามวันดีสี่วันไข้
เวลาพิษกำเริบจะมีอาการเหมือนไข้ป่าตัวร้อนรุ่มเพ้อบ้างบางครั้ง หลายวันมานี้ก็เช่นกัน หากนี่คือความจริงถ้าอย่างนั้นเื่การย้อนกลับมาคือความฝันอันยาวนานหรือไม่สิ!
นางสะบัดหัวมันเหมือนจริงเกินไป ทั้งความทรมานจากการถูกสังหารความอบอุ่นภายในใจและความเจ็บแปลบเป็่ ๆ ตรงอกข้างซ้าย
ไม่ว่ายังไงใบหน้าหล่อเหลาของชายที่กลายเป็อาจารย์ยังหยั่งลึกข้างใน มุมปากเล็กหยัดยกเย้ยตัวเองโดยไม่รู้ตัว
เมื่อทุกสิ่งผสมปนเปกันมั่วจนหมดจริงด้วย! ถ้า่เวลาหลังพบเจอหยกแห่งจันทรานิรันดร์มีจริงนางเพียงแค่ต้องสำรวจเท่านั้น
ว่าแล้วรีบยกแขนซ้ายขึ้นมาดูอีกครั้งทว่าหนนี้กำไลหยกที่เคยสวมเอาไว้ตรงข้อมือไม่เคยถอดกลับหายไป
ไม่อยู่!
ทรวงอกสะท้านขึ้นลงอย่างหนักหน่วงจะไม่อยู่ได้ยังไง สมบัติของท่านแม่ชิ้นนี้ไม่เคยห่างกาย หรือจะถูกขโมยภาพสาวใช้ใบหน้าเลือนรางคนหนึ่งที่ถูกส่งมาปรนนิบัตินางตอนวัยเยาว์ผุดขึ้นมาในหัว
แทบจะในทันทีที่ฉีซินอี๋เตรียมอ้าปากเรียกอีกฝ่ายสายตาพลันเหลือบเห็นเถาวัลย์สีแดงเลื่อมทองเกี่ยวรอบนิ้วก้อยเล็ก ๆไม่ต่างจากวงแหวน
สิ่งนี้มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง!
ความคิดดังกล่าวแวบเข้ามาในหัวเสียงระรื่นของชายชราคนหนึ่งโผล่เข้ามาในโสตประสาทต่อจากนั้นทันที
“สงสัยข้าคงยังไม่ได้บอกท่านว่าหยกแห่งจันทรานิรันดร์มีรูปร่างคือความว่างเปล่าหมายความว่ามันจะปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามความ้าของผู้ทำสัญญา”
ฉีซินอี๋ชะงักถ้าเช่นนั้นทำไมหยกนี่ถึงเปลี่ยนมาเป็แหวนอย่าบอกนะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความ้าภายในใจลึก ๆ ที่มีต่ออาจารย์
จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว!นางไม่ได้เป็คนยึดติดอะไรขนาดนั้น
“ถ้าเช่นนั้นก่อนหน้านี้ทำไมถึงเป็กำไล...” นางอดถามกลับไปไม่ได้เหม่อมองความวิบวับของมันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็บ้าเพราะพิษไข้
หรือบางทีอาจจะเป็บ้าไปแล้วไม่อย่างนั้นคงไม่จินตนาการว่าตัวเองสามารถสนทนากับวัตถุไร้ชีวิตชิ้นหนึ่ง
“ท่านพึ่งย้อนกลับมาความทรงจำอาจยังไม่เข้าที่รอสักสองสามวันทุกอย่างจะกลับไปเป็ปกติดังเดิม”เสียงอ่อนโยนของผู้เฒ่าดังในโสตประสาทอีกครั้ง
ฉีซินอี๋อึ้งงันแต่ยังคงพยักหน้าน้อยๆ เป็เชิงรับรู้ก่อนดวงจิตแห่งหยกจะกล่าวเสริม
“ส่วนเื่ที่ท่านถามว่าเหตุใดข้าถึงกลายเป็แหวนนั่นเพราะท่านพึ่งทำสัญญานายบ่าวกับข้าสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“งั้น...เื่ที่ข้าเห็นก็ไม่ใช่ความฝัน”ฉีซินอี๋พึมพำกับตัวเองอย่างเหม่อลอย
“ตามที่ข้าบอกท่านจะมึนงงอีกไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับมาเป็ปกติ”
นับจากวันที่ย้อนกลับมาเวลาก็ผ่านมาสามวันแต่คนป่วยติดเตียงพึ่งจะฟื้นสติแจ่มชัดก็วันนี้เองจำได้ว่าหลังดวงจิตแห่งหยกอธิบายทุกอย่างให้ฟัง นางเผลอสลบไสลเพราะความเหนื่อยอ่อน
โครก...
อืมดูท่าคงไม่มีอะไรตกถึงท้องจริง ๆ อดทนหิวมาจนถึงวันนี้...ยกมือเล็กที่มีเพียงหนังติดกระดูกลูบคลำท้องแฟบติดซี่โครงสายตาสอดส่ายหาความเคลื่อนไหวนอกผ้าม่าน
บ่าวคนนั้นหายหัวไปไหนตั้งหลายวันนิสัยเช่นนี้ต่อให้จะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติก็ไม่เคยเปลี่ยน รู้อยู่ว่า่เวลาใดที่นางพิษกำเริบอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสนั้นหนีออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกหลายวันกว่าจะกลับอาศัยค่าป้อนยาพิษจากจางฮูหยินและค่าแรงรายเดือนทั้งของฉีซินอี๋กับบ่าว
ผ่านมาตั้งนานสมควรกลับมาได้แล้วไม่เช่นนั้นอาจตกเป็ที่ต้องสงสัยของคนอื่นได้
ฉีซินอี๋ส่ายหัวเฮ้อ มีบ่าวไพร่ทำงานแบบนี้ ไม่ไหว ไม่ไหว
ช่างหวั่นใจแทนจางฮูหยินเสียจริงเกิดนางมีใจคิดหลบหนีหรือฉวยโอกาสนี้ทำเื่เหลือเชื่อ เกรงว่าแผนการวางยาพิษคงไม่สำเร็จ
จะว่าไปนางก็คิดจะเปลี่ยนแปลงชะตาตัวเองนี่นาว่าพลางรีบเอ่ยปากถามดวงจิตแห่งหยกทันที
“ท่านผู้เฒ่าพอจะช่วยสำรวจเส้นชีพจรของข้าว่าพิษในร่างกายซึมลึกไปถึงไหนได้หรือไม่”
อีกฝ่ายรับคำ“ข้าจะรีบตรวจดูเดี๋ยวนี้”
ความเงียบกริบเข้ามาแทนเสียงคำรามของสัตว์ิญญายังดังแว่วมาจากป่าลึก ทว่าฉีซินอี๋สนใจการฝึกตนมากกว่า
รอเพียงอึดใจเดียวเสียงเคร่งเครียดของผู้เฒ่าพลันดังขึ้น
“ข้ามีเื่ดีกับข่าวร้ายจะแจ้งให้ท่านทราบ”ดูท่าคราวนี้คงจะจริงจังมากไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีทีท่าแบบนี้
นางกัดฟัน“ถ้าอย่างนั้นข้าขอฟังข่าวดีก่อนละกัน”
“ข่าวดีคือพิษร้ายยังซึมไม่ถึงกระดูกสามารถรักษาให้ร่างกายท่านกลับมาแข็งแรงดังเดิมอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย”
ฉีซินอี๋ถอนหายใจตอนแรกแอบเคืองดวงจิตแห่งหยก หากคิดจะให้นางย้อนคืนมาทั้งทีทำไมไม่ย้อนไป่ก่อนที่จะโดนพิษเล่า!
แต่มาคิดอีกทีตอนนี้คงไม่ได้เลวร้ายแบบที่คิดอย่างน้อยหนทางสู่การฝึกตนไม่ได้เลือนรางเหมือนชาติที่แล้ว
“ถ้าเช่นนั้นเื่ร้าย...”
“ข่าวร้ายคือต้นเหอเซียงที่เป็ส่วนผสมหลักในการหลอมยาอยู่ลึกเข้าไปในป่านี้แถมมีงูมรกตเป็ผู้พิทักษ์อยู่ข้างกาย”
ฉีซินอี๋“...”
ต้นเหอเซียงคืออะไรงูมรกตคืออะไร นี่ผู้เฒ่าดวงจิตคงจะติดอยู่ในหยกนานจนคิดว่าอาศัยแค่คนธรรมดาก็เข้าไปจัดการมันได้ง่ายๆ งั้นหรือ ยังไม่รวมที่ต้องเข้าไปในป่าลึก ป่าที่มีแต่สัตว์ิญญาเต็มไปหมด!
นางถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ากล่าวอย่างอับจนหนทาง“ข่าวร้ายจริงนั่นแหละ...เฮ้อ ก็ยังดีที่อยู่ใกล้ขืนยังอยู่ไกลข้าคงจะตายก่อนจะไปถึง”
อาศัยร่างกายของเด็กน้อยอายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่นพ่วงด้วยความอ่อนแอจากการนอนซมบนเตียงและพิษที่เริ่มปะทุข้างในคงสามารถเอาชนะสัตว์ิญญาได้หรอก
“ถ้าเช่นนั้นเวลานี้ข้าสามารถทำอะไรได้บ้าง รวบรวมปราณสถิต? ฝึกวรยุทธ์?”
ผู้เฒ่าดวงจิต“เื่นั้น...ค-แค่ก คงต้องค่อยเป็ค่อยไป”
นางทอดถอนใจ“หมายความว่าข้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย แล้วจะฝ่าดงสัตว์ิญญาเข้าไปเอาสมุนไพรที่ท่านว่าได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าดวงจิตขมวดคิ้ว“อืม...ขอข้าคิดดูก่อน”
ฉีซินอี๋หัวเราะเสียงเบาในลำคอ“สรุปแล้วท่านเป็ดวงจิตแห่งหยกจันทรานิรันดร์อันเลื่องชื่อจริงหรือไม่”
ผู้เฒ่าในแหวนเค้นคำพูดไม่พอใจออกมา“นางหนู ท่านพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกหลังสิ้นมารดาของท่านข้าก็หลับใหลอยู่ในนี้ตลอดยี่สิบกว่าปีแถมเื่ราวในแผ่นดินต้าเซียนล้วนแล้วเปลี่ยนไปทุกปีข้าต้องมีหลงลืมกันบ้างขอเวลาสักครู่ให้ข้าทวนความจำตัวเองก่อน”
“เอาล่ะข้าเพียงหยอกท่านเล่นเท่านั้นระหว่างที่รอให้ท่านรื้อฟื้นความทรงจำและหาทางช่วยข้าจะออกไปสำรวจนอกเรือนเสียหน่อย”
กล่าวพลางเลิกผ้าห่มผืนบางที่มีกลิ่นอับออกจากตัวยกขาลงจากเตียงไม้ มองหารองเท้าผ้าแพรสายตากลับสบเข้ากับรองเท้าฟาง
นางมุ่นหัวคิ้วก้มลงสำรวจอาภรณ์บนร่างกายสีซีดไม่ต่างจากผิวเนื้อของนาง ฝีปักหรือก็หยาบกระด้างยิ่งเนื้อผ้ายิ่งไม่ต้องพูดถึงย่อมเป็ผ้าเนื้อหยาบสำหรับคนยากไร้
จำได้ว่าแม้จะถูกนายท่านฝู่ทอดทิ้งแต่บุตรีคนโตคงไม่ตกต่ำถึงขั้นแม้กระทั่งเครื่องนุ่งห่มยังถูกละเลยเช่นนี้คิดดูแล้วนางนับถือตัวเองสมัยเด็กในชาติเดิมจริง ๆ
ตอนนั้นผ่านความยากลำบากนี่มาได้ยังไงคงต้องทรมานจนภายในใจแตกสลายเป็แน่มิน่าเล่ายามพานพบกับแหล่งน้ำเช่นอาจารย์...ไม่สิ..ม่อเจียลี่...นางถึงทุ่มเททุกอย่างให้เขา
บางทีครั้งในอดีตความรักที่นางเคยเข้าใจอาจไม่ได้ลึกซึ้งอย่างที่คิดเพราะเขายื่นมือเข้าช่วยในวันที่นางลำบาก หยิบยื่นโอกาสแก่คนไร้ค่าไม่อาจฝึกตน
ฉะนั้นนางจึงทั้งเคารพและเทิดทูนเขาไว้เหนือหัวโดยไม่คิดจะสงสัยท่าทีของอีกฝ่ายเลยสักนิด
ย้อนกลับมาคิดทุกการกระทำของเขาล้วนมีข้อสงสัยเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็เื่ที่ม่อเจียลี่ไม่คิดจะเก็บงำสีหน้าพึงพอใจต่อศิษย์ตัวเองอย่างนางหลังช่วยถอนพิษให้นางจนสามารถฝึกตนกลับตั้งใจทิ้งขว้าง
คงไม่ได้หวังให้นางมีพลังปราณสถิตแก่กล้าสินะดังนั้นเวลานางมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเดินปราณสถิตในร่างกายเขามักจะบอกปัดโดยอ้างว่าต้องออกไปทำภารกิจให้เ้าสำนัก
เฮ้อฉีซินอี๋ยิ้มเยาะ
แต่เพราะการตั้งใจนั่นแหละจึงทำให้นางมีเวลาอ่านเคล็ดวิชาความรู้มากมายในหอตำราแม้การใช้ชีวิตกับเขาตลอดหลายปีจะกลายเป็ความทรงจำที่ไม่น่าอภิรมย์แต่อย่างน้อยนางก็ได้ผลประโยชน์มากมายจากการเป็หนอนหนังสือ
ฮึมีความรู้เต็มหัวแถมยังมีดวงจิตแห่งจันทรานิรันดร์คอยช่วย นางไม่เชื่อหรอกว่าหนทางสู่ผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินต้าเซียนจะไม่ประสบความสำเร็จ!
“คุณหนู!ท่านเดินออกมาตรงนี้ได้อย่างไร!”เสียงร้อนรนและท่าทีกระหืดกระหอบจากร่างสาวใช้ที่พึ่งจะโผล่หน้าเรือนดึงสติฉีซินอี๋กลับมา
“เ้า...หายไปไหนข้าหิวน้ำ ข้าร้องเรียกหาเ้าแต่ไม่เห็นเลยออกมาดู”
สาวใช้ที่ฉีซินอี๋จำชื่อไม่ได้หน้าถอดสีทันทีรีบละล่ำละลักเอ่ย “จะไปไหนได้เล่าข้าก็เข้าหมู่บ้านไปหาซื้อกับข้าวมาทำอาหารให้ท่านทานไง”
โกหกทั้งแพ!
หลักฐานคาอยู่ในมือไร้ข้าวของดังปากว่าจะมีก็แต่กองผ้าแพรและผ้าต่วน คราวนี้คงได้มาจากจางฮูหยินสิท่า
เห็นคุณหนูจ้องกองผ้าทบบนมือเขม็งสาวใช้นางนั้นรีบวางลงบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ
ฉีซินอี๋กำชายกระโปรงผ้าเนื้อหยาบข่มโทสะคุกรุ่นในใจ
ใจเย็นไว้สาวใช้ตรงหน้ายังเห็นนางเป็เพียงเด็กน้อยไม่ประสีประสาจึงคิดว่าสามารถหลอกนางได้เช่นเมื่อก่อน
แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนางจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อเตรียมความพร้อมในการฝึกตน
ความจริงชาติก่อนฉีซินอี๋เป็สตรีอ่อนโยนขี้ใจอ่อน ไม่ค่อยมีปากเสียงกับใครดังนั้นเวลากู้ซินหยานมาหาเื่ถึงห้อง นางเพียงยิ้มและรับฟังคำดูถูกที่บาดลึกไปถึงจิตใจ
ตอนนั้นยอมอ่อนข้อให้อีกฝ่ายเพราะไม่อยากให้ศิษย์อาจารย์เดียวกันแตกแยกนั่นจะยิ่งทำให้ม่อเจียลี่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก คนหนึ่งคือคนรักส่วนอีกคนมีขุมอำนาจหนุนหลัง ไม่ว่าเลือกทางไหนย่อมมีแต่ทางตัน
มาตอนนี้ลองใคร่ครวญดีๆ อีกที พลันพบว่า ทุกสำนักหากเข้ามาเป็ศิษย์แล้วต้องนับถือผู้มาก่อนเป็พี่ใหญ่อำนาจหรือฐานะใดล้วนถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสำนักเดียวกันมีโครงสร้างไม่ต่างไปจากครอบครัว
ด้วยเหตุนี้หากศิษย์น้องหาเื่ทะเลาะวิวาทกับศิษย์พี่ย่อมถูกอาจารย์สั่งสอนอย่างหนัก
แล้วอย่างนี้จะมาบอกว่ารักนางปานจะกลืนกินจนไม่คิดจะแยกจากได้อย่างไรแค่ใจคิดจะปกป้องยังไม่มี แถมยังล่อลวงให้นางหลงเดินทางผิดอีก
“คุณหนูเหตุใดท่านเหม่อลอยอีกแล้วเล่า” เสียงถือตัวแข็งกระด้างของสาวใช้ลอยมา
ฉีซินอี๋เหลือบมอง“ข้าเพียงแค่หิวเท่านั้น”
สาวใช้ยื่นน้ำให้โน้มลงมาคงสายตาระดับเดียวกับนาง“เกรงว่าท่านพึ่งฟื้นจากไข้คงจะกระหายน้ำ ดื่มน้ำก่อนแล้วเข้าไปรอข้างในข้าจะรีบเตรียมสำรับให้ท่านหลังทานเสร็จจะได้ดื่มยาตามที่หมอจ่าย”
ยา...
ยาถ้วยนั้นที่เปลี่ยนชะตาชีวิตยาถ้วยนั้นที่ทำให้นางต้องพานพบกับม่อเจียลี่
ฉีซินอี๋แสร้งยิ้มโง่งมดวงตาดุจผลซิ่งยักโค้งน่าเอ็นดู “อื้ม อย่านานนักล่ะ”แล้วเดินหายเข้าไปในเรือนทันทีก่อนรอยยิ้มประดับบนใบหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ
ในแผ่นดินต้าเซียน
หากข้าไม่ฆ่าเ้าเ้าย่อมฆ่าข้าเพราะเหตุนี้ผู้คนถึงยกย่องบรรดาผู้ฝึกตนที่มีพลัง
พลังปราณสถิตทั้งน่ารังเกียจและน่าไขว่คว้าในเวลาเดียวกันเกรงว่าหากนางตั้งใจเปลี่ยนชะตาให้แตกต่างจากเดิมคงต้องมีสักวันที่ได้ลงมือฆ่าคน
ก้มมองมือเล็กของตนฉีซินอี๋กำและคลายออกช้า ๆ
“ท่านผู้เฒ่าร่างกายของข้าเป็อย่างไรบ้างพอจะฝึกอะไรสักเล็กน้อยได้หรือไม่”
ผู้เฒ่าดวงจิต“จากที่ข้าดู เวลานี้จุดตันเถียนของท่านติดขัด เส้นชีพจรถูกปิดกั้น แต่ถ้าข้าช่วยทลายเส้นทางตรงจุดตันเถียนยังพอรวบรวมปราณสถิตจนถึงขั้นสองได้นอกเหนือจากนั้นคงต้องรอให้ได้ต้นเหอเซียงมา...”
“แค่นั้นก็พอแล้ว”นางยกยิ้ม
ชาติก่อนเคยเป็คนดีกลับถูกทำร้ายชาตินี้นางจะไม่ยอมให้ลงเอยแบบเดิมอีก หากใครกล้าทำไม่ดีต่อนางนางจะต้องเอาคืนร้อยเท่าพันเท่า
เช่นเดียวกับม่อเจียลี่แม้นางบอกว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวแต่ถ้าเขาเป็ฝ่ายตามรังควานไม่เลิกสงสัยคงต้องเตรียมรับมือสักหน่อยสำหรับสถานการณ์นั้น
ฉีซินอี๋เดินไปนั่งลงบนเตียง“ข้าอยากฝึกพลังปราณสถิตพอจะมีวิธีที่ทำให้ความสามารถก้าวะโไหม”
ผู้เฒ่าครุ่นคิด“ความจริงหยกแห่งจันทรานิรันดร์สามารถใช้งานได้หลายอย่างแต่ล้วนต้องอาศัยพลังปราณสถิตทั้งสิ้น เอาอย่างนี้ในขั้นพื้นฐานของการฝึกพลังปราณสถิตข้าจะช่วยท่านอีกแรง”
นางอดกลอกตาไม่ได้“ไม่ใช่ว่าท่านต้องช่วยอยู่แล้วหรือ เหตุใดต้องบอกว่าจะช่วยอีกแรงด้วยเล่า!”
“จะแบบไหนก็ช่างผู้เฒ่าคนนี้ก็ต้องยื่นมือช่วยท่านอยู่ดี”
‘สรุปท่านเป็ผู้เฒ่าดวงจิตชนิดใดถึงเริ่มคิดคำนวณกับข้าแล้ว’
ได้ยินเสียงทอดถอนใจในหัวผู้เฒ่าดวงจิตกล่าวว่า “ที่ข้าทำเพื่อ้าให้ท่านฝึกฝนด้วยกำลังของตัวเองไม่ใช่หวังพึ่งหยกแห่งจันทรานิรันดร์ทุกครั้งไม่เช่นนั้นจะลงเอยเหมือนตระกูลเฟิ่งอีกอย่างนี่เป็การเดินปราณสถิตครั้งแรกร่างกายเ้ายังาเ็อยู่ข้าถึงยอมช่วยหรอก”
จะตระกูลเฟิ่งหรือตัวนางล้วนมาจากบรรพบุรุษเดียวกันไม่ใช่หรือเขาเป็คนบอกเองแท้ ๆ ดันลืมซะงั้น ฉีซินอี๋ย่นจมูก
“ฮึช่างเป็ดวงจิตที่มีนิสัยเหมือนตาเฒ่าขี้งกมนุษย์โลก”
“หรือท่านไม่อยากฝึกแล้ว!”ดูสิ เห็นไหมว่านางพูดผิดตรงไหน หยอกเย้านิดเดียวก็เริ่มทำท่างอนตุ๊บป่องเหมือนเด็กน้อย
“เพ้ย!ว่าใครเป็เด็กกัน ข้า! ดวงจิตแห่งจันทรานิรันดร์อยู่มานานั้แ่ครั้งา”
คล้ายจะเห็นผู้เฒ่าชุดขาวมือถือพัดวางตัวสูงส่งในตอนแรกเต้นเร่าอยู่ในหยกจันทรานิรันดร์ฉีซินอี๋เผลอหลุดยิ้มออกมา
คราวนี้ผู้เฒ่าดวงจิตน้อยใจของจริง“ถ้าเช่นนั้นท่านหาทางฝึกเอาเองละกัน”
นางเป็ต้องหยุดท่าทีหยอกเย้าเอาไว้“เอาล่ะ ๆ ข้าผิดเอง ท่านผู้เฒ่าได้โปรดช่วยผู้น้อยด้วย”
“ฮึ!!”เสียงขึ้นจมูกดังวนอยู่ในหัว
ฉีซินอี๋ส่ายหน้าอย่างจนใจ“ข้าผิดไปแล้ว คราวหลังจะไม่ท้าทายดวงจิตผู้ยิ่งใหญ่แห่งจันทรานิรันดร์เช่นท่านดีหรือไม่”
ไม่ได้ยินเสียงเค้นจมูกอะไรแสดงว่าอีกฝ่ายพึงพอใจกับคำเยินยอที่ไม่จริงจังของนางเฮ้อ นึกว่ามีเพียงมนุษย์ที่ลุ่มหลงในเื่ชื่อเสียงเสียอีก
“ท่านว่าใครลุ่มหลงในชื่อเสียง!”
“ข้า!ข้าบอกตัวข้าเอง” ฮู้! เกือบไปแล้วไหมเล่า!
ผู้เฒ่าแห่งดวงจิต“ท่านมีเวลาน้อย หากยังไม่เริ่มเสียทีคงต้องรอวันอื่น”
“เอาล่ะข้าพร้อมแล้ว” เก็บงำคำหยอกเย้า ส่วนเขาเริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง
“จากนี้ไปให้ท่านทำตามที่ข้าสั่งอย่าละเลยแม้แต่รายละเอียดเดียว มีข้อสงสัยให้รีบถามทันที”
“เ้าค่ะ”นางขานรับอย่างว่าง่าย น้ำเสียงเจือความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็ที่สุด
ด้วยเหตุนี้อารมณ์ของดวงจิตที่ถูกก่อกวนพลันครางฮึ่มในลำคออย่างพึงพอใจ
“เชิญหลับตาเปิดประสาททั้งห้าฟังคำแนะนำของข้า สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ รวบรวมสมาธิหากเริ่มเห็นดวงไฟสว่างกลางหน้าอกจงเพ่งจิตส่งมันให้ไหลไปยังปอด...เช่นนั้นแหละ...จากนั้นนำขึ้นสู่ลำคอ รู้สึกหายใจไม่ออกให้รีบบอกข้า”
นางทำตามคำแนะนำแต่กลับรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัวราวกับกำลังจมอยู่ในกองไฟไม่ใช่เรือนหลังเล็กกลางป่า
“ขะข้า...อึก ไม่ไหว”
“เป็เพราะภายในร่างกายท่านมีส่วนผสมของพิษดับชีพจรจะลำบากถึงเพียงนี้ก็ไม่แปลก”
ชื่อยาชนิดนี้นางเคยได้ยินม่อเจียลี่เอ่ยถึงในครั้งเก่าก่อนหลังพานางไปยังูเาเขตที่ตั้งของสำนัก
“ละแล้ว ข้าต้องทำยังไงต่อ”
ผู้เฒ่าดวงจิตกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นสบายบรรเทาความร้อนรุ่มในใจนาง
“ไม่เป็ไรจดจ่ออยู่กับการฝึกเพ่งจิตต่อไปที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
สิ้นคำกระแสอบอุ่นพลางแทรกเข้ามาในตัวมุ่งสู่ทุกเส้นชีพจรในร่างความรู้สึกดังกล่าวคงอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้นางรู้แค่ว่าหลังการช่วยเหลือของดวงจิตแห่งหยกจันทรานิรันดร์การฝึกเดินพลังปราณสถิตไม่ได้ยากเย็นแบบที่คิด
แถมยังสามารถกำหนดดวงไฟก่อกำเนิดไปถึงจุดตันเถียน!
ชาติที่แล้วกว่าจะมาถึงขั้นนี้ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งปี
“นั่นเพราะร่างกายท่านมีพิษซึมลึกถึงกระดูกและข้อสำคัญคือไม่มีข้าคอยเปิดทางให้”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
ฉีซินอี่ยิ้มบางทั้งที่ยังหลับตา“เช่นนี้ต้องขอบคุณท่านแล้ว”
“แน่นอนข้าถึงได้บอกว่าหยกแห่งจันทรานิรันดร์เป็ที่้าของผู้ฝึกตนในแผ่นดินต้าเซียน”
“ใช่ๆ ท่านคือสมบัติล่ำค่าแห่งยุค แม้กระทั่งัสัตว์ายังไม่อาจเทียบเคียง”
ดวงจิตในหยกเชิดคางขึ้นปลายจมูกชี้ฟ้า“แน่นอนข้าเป็ถึงเืหยดสุดท้ายของเทพาที่หยดลงบนโลกมนุษย์หลังตัดสินใจเข้าสู่ห้วงนิพพานเลยนะ”
“ท่านช่างยิ่งใหญ่ควรค่าให้มนุษย์ทุกคนแย่งชิง”นางเออออจนดวงจิตตัวเบาแทบจะลอยละล่องอยู่แล้ว
“เอาล่ะคราวนี้ท่านลองทำเองบ้างโดยไม่ต้องให้ข้าช่วย” ผู้เฒ่าดวงจิตเอ่ย
“ได้”รับคำเสร็จเพ่งดวงไฟก่อกำเนิดจากกลางอก กระทั่งเห็นลูกไฟที่เหมือนจะสว่างกว่าเดิม
“เหตุใดคราวนี้ลูกไฟนั่นถึงใหญ่กว่าเมื่อกี้”ถามข้อสงสัยออกไปทันที
ผู้เฒ่าดวงจิตอธิบาย“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ยิ่งดวงไฟใหญ่ยิ่งจะส่งผลดีต่อท่าน”
“ถ้าอย่างนั้น...”ความยินดีปรีดาโผล่เต็มน้ำเสียง
เขาส่ายหัว“มันไม่ง่ายอย่างนั้น แต่หากอยากสำเร็จขั้นแรกโดยเร็วท่านต้องมั่นฝึกฝนทุกครั้งยามมีเวลา”
“ข้าป่วยติดเตียงเช่นนี้ย่อมไปไหนไม่ได้!”หมายความว่าจะใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่า แม้คราแรกจะแอบผิดหวัง ทว่าเมื่อมองเห็นความหวังอันริบหรี่ฉีซินอี๋รู้สึกดีใจเป็อย่างยิ่งก่อนหว่างคิ้วน้อยจะผูกแน่น
“ยังมีวิธีเดินปราณสถิตเช่นนี้ด้วยเหรอข้าจำไม่เห็นได้ว่าเมื่อก่อนเคยฝึก”
“ท่านไม่เคยย่อมไม่แปลกเพราะม่อเจียลี่ช่วยถ่ายเทให้ท่านโดยตรงกล่าวคือรวบรัดตัดตอนจนท่านไม่ได้เรียนขั้นพื้นฐานนี้”
นางฉงน“แล้วจะเป็อย่างไรต่อไปหากต้องอาศัยปราณสถิตของเขาในการคอยช่วย”
“ท่านต้องพึ่งพาพลังปราณสถิตของเขาอยู่ร่ำไปและไม่อาจไปถึงจุดสูงสุดด้วยตัวคนเดียวหนทางสู่การเป็เซียนเริ่มต้นที่ขั้นพื้นฐาน หากพื้นฐานยังไม่แน่น ทำไม่ดีพอ...”เว้นจังหวะไว้แล้วพูดต่อ “ยากจะสำเร็จขั้นนิพพาน”
ขั้นนิพพานคือขั้นสูงสุดที่สามารถเปลี่ยนจากผู้ฝึกตนเป็เซียนเท่าที่จำได้มีน้อยคนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ไปถึงจุดนั้นชาติก่อนอย่างมากมีผู้ฝึกตนไปถึงขั้นจุติระดับสามเท่านั้น
ส่วนม่อเจียลี่อยู่ขั้นนภาระดับสองและนางที่อาศัยความช่วยเหลือจากเขาอยู่ขั้นหลอมรวมระดับสาม
“ที่แท้สาเหตุที่ทำให้ผู้ฝึกตนก้าวไม่พ้นขั้นนิพพานสักทีเป็เพราะเหตุนี้นี่เอง”
“ดังนั้นก่อนท่านจะะเิพลังก้าวเข้าสู่ขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งจำเป็ต้องแน่ใจว่าแตกฉานในขั้นนี้เสียก่อน”
“ได้”นางรับปากเป็มั่นเหมาะ ได้โอกาสอีกครั้งคราวนี้นางจะไม่รีบร้อน ทุกอย่างอาจช้าไปสักครึ่งก้าวแต่เพื่อความแน่นอนในภายภาคหน้าสมควรลองเสี่ยงดูสักตั้ง
“คุณหนู!เหตุใดกายท่านจึงส่งกลิ่นเหม็นเช่นนี้เล่า!!” เสียงกรีดร้องใดังมาจากหน้าประตูฉีซินอี๋รีบเก็บงำท่าทีของตนเพื่อไม่เป็ที่สงสัยทันที
“อาหารมื้อเช้าของข้าเสร็จแล้วหรือ”
“ยังจะมาถามอีกท่านรีบลงจากเตียงไปล้างเนื้อล้างตัวประเดี๋ยวนี้”ไม่พูดเปล่ายังเดินมากระชากตัวนางลงจากเตียง
เวลานี้เองฉีซินอี๋ถึงได้กลิ่นเหม็นหึ่งโชยออกมาตอนแรกกำลังเผยอปากเอ่ยถามสาวใช้ว่ามีหนูตายในห้องหรือ ทว่าเพียงยกมือขึ้นเท่านั้นกลิ่นจากตัวแทบทำเอาสำลักอาเจียนออกมา
นับเป็ครั้งแรกที่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฉีไม่สิ ตระกูลเฟิ่งอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลรีบสาวเท้าออกไปก่อนจะชะงักเพราะไม่แน่ใจว่าควรจะไปหาน้ำจากไหน
สาวใช้เหลือบตากล่าวกับนางอย่างรำคาญเต็มที“ข้ามัวแต่ยุ่งกับงานบ้านงานเรือนที่มีสาวใช้แค่คนเดียวจึงไม่ว่างไปตักน้ำจากลำธารมาให้ท่านเช่นนั้นท่านก็เดินไปเองเถอะ อยู่ห่างจากเรือนเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น อ้อแล้วอย่าย่างเท้าเข้าไปในป่าเล่า”
แม้กระทั่งเื่เล็กน้อยแค่นี้อีกฝ่ายยังไม่ใส่ใจฉีซินอี๋หมายมั่นตั้งใจเอาไว้ หากแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อยต้องกำจัดสาวใช้นางนี่ทิ้ง!
ระหว่างลากสังขารอันทรุดโทรมไปตามเส้นทางขรุขระก็ได้ยินเสียงกระแอมไอของผู้เฒ่าดวงจิต
“ข้าลืมบอกไปว่าหลังเดินปราณสถิตร่างกายคนจะปล่อยสิ่งสกปรกที่ขับไม่หมดออกมา”
“เหตุใดท่านไม่บอกวันพรุ่งนี้เลยเล่า!”นางเอ่ยอย่างท้อแท้ แก้มเนียนแต่งแต้มสีแดงเรื่อ