บทที่ 40 เรียกมันว่าพี่ชายก็ได้ แต่ต้องเรียกพี่ว่าสามี
“ฮี่ ฮี่ ผู้หญิงคนนี้ใช่แม่ของดาร์ลิ้งหรือเปล่านะ เพราะถ้าใช่....แม่ของดาร์ลิ้ง ก็คือเมียของพ่อพี่ไงจ๊ะ” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นในหูของทุกคนในบ้าน
ดูเหมือนว่าเจ้าของเดิมเขากำลังจะมาทวงของของเขาคืน ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนในบ้านที่ได้ยิน ต่างก็มองไปยังคุณชายใหญ่ของตนเองเป็นสายตาเดียว หากคิดว่าใครที่จะเจ็บปวดที่สุดที่ถูกแย่งเอาคุณชายรองไป คนๆนั้นย่อมเป็นคุณชายใหญ่ของพวกเขา
ปลายฝนที่ตอนแรกก็ตกใจไม่น้อย ทว่าดีที่เขามีประสบการณ์ที่เลวร้ายและช็อกสนั่นโลกมาตลอดในชีวิตก่อน ดังนั้นครั้งนี้หลังจากตกใจวูบหนึ่ง ตัวเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอีก เมื่อมองคนเป็นพี่ชายที่ยังยืนเงียบ เขาก็ตัดสินใจที่จะออกโรงสู้เอง
เขาไม่สนใจหรอกว่าใครคือพ่อคือแม่ของเขา ที่เขาสนใจ...มีเพียงการตามติดพี่ชายจอมเผด็จการคนนี้!
“ไม่ใช่ แม่ของผมชื่อว่าแม่หวานคนเดียวเท่านั้น แล้วแม่ก็จากไปแล้วด้วย ตอนนี้ผมมีแค่พี่ชายคนเดียว คุณอย่ามามั่วนะ” ปลายฝนออกมาพูด ต่อให้หน้าของผู้หญิงคนนั้นจะเหมือนตนเองมากขนาดไหน หรือต่อให้เป็นแม่ของเขาจริงๆ แต่แล้วยังไงล่ะ? เขาไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนั้นเสียหน่อย รู้แค่ว่าเขาติดหนี้บุญคุณอยู่กับคนอธิบรักขณกุลเท่านั้น เพราะถ้าไม่มีพวกท่าน เขาจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ในตอนนี้
“โถ่ ดาร์ลิ้งน่าสงสารจริงๆ ผู้หญิงคนนี้คือแม่ของดาร์ลิ้ง เธอถูกทำร้ายและเสียชีวิตในโรงพยาบาล ดังนั้นดาร์ลิ้งจึงถูกส่งไปบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า ข้อมูลพวกนี้พี่ไปหามาหมดแล้ว....ตอนนี้รอแค่พาดาร์ลิ้งไปตรวจเลือดกับพ่อของพี่เท่านั้นเอง”
“ไม่ไป! ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ของผม ตอนนี้เธอก็เสียไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็จะทำบุญไปให้เพราะเธอทำให้ผมเกิดมา แต่พ่อแม่ที่เลี้ยงผมก็คือแม่หวานกับพ่อกันต์เท่านั้น พี่ชายที่ปกป้องผมก็มีแค่พี่ต้นหนาว คนอื่นๆผมไม่รู้จัก ใครจะพาผมไปไหนผมก็ไม่ไป!” ได้เห็นเด็กน้อยพยศ ทุกคนก็จึงจำได้
เมื่อก่อนคุณชายรองของพวกเขาก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้ใครพูดเหตุผลอะไรก็ล้วนแต่ไม่เข้าหูทั้งนั้น กระทั่งตรรกะที่น่าฟังก็ยังถูกปัดตกไปอย่างสิ้นเชิง
เดิมทีทุกคนสงสารคุณชายใหญ่เพราะคิดว่าคุณชายรองอย่างไรก็ต้องกลับไปเจอพ่อแม่ตัวเองที่แท้จริง ต้องไปทดแทนผู้มีพระคุณที่ทำให้เกิดมา ทว่าตอนนี้พวกเขาเปลี่ยนสายตานี้ไปมองคนมาเยือนที่ไม่เคยรู้ฤทธิ์หน้ามึนและดื้อด้านของคุณชายรองอย่างคุณออเดรย์
เป็นพี่ชายแท้ๆ แต่กลับถูกเมินใส่
แถมยังถูกปฎิเสธชัดเจนอีกด้วยว่าไม่มีทางตามอีกฝ่ายกลับไปอยู่บ้าน
ต้นหนาวที่เดิมทีเหมือนคนถูกค้อนปอนด์ทุบหัว ยืนมึนงงและไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำอะไร ในเมื่อพ่อแม่ตัวจริงของน้องมาปรากฏตัว แล้วตัวเขาที่เป็นแค่พี่ชายกำมะลอจะยื้ออีกฝ่ายไว้ได้อย่างไร
แต่เมื่อได้ยินน้องชายของเขาพูดแบบนั้น ริมฝีปากของคนก็กระตุกขึ้นอย่างพึงพอใจ เหมือนโลกทั้งใบของเขาตอนนี้เปลี่ยนเป็นสดใสภายในไม่กี่วินาที คนตัวสูงมองน้องชายที่ยื่นหน้าออกมาสู้กับคน ในใจของเขานั้นชอบที่น้องชายเป็นคนดื้อดึงแบบนี้เหลือเกิน ทั้งๆที่เมื่อก่อนอยากจะเปลี่ยนให้น้องเชื่อฟังกันง่ายๆแท้ๆ
“เอ่อ ดาร์ลิ้ง....ดาร์ลิ้งไม่คิดถึงคุณพ่อหรอครับ? ดาร์ลิ้งอยากเจอไหมว่าคุณพ่อของดาร์ลิ้งนั้นน่ารักขนาดไหน จริงสิ...พ่อของเรานั้นรวยมากเลยนะ ดาร์ลิ้งไม่ต้องทำงานไปทั้งชีวิตก็ยังอยู่ได้สบายๆเลย” ออเดรย์ที่อึ้งงันพูดกล่อมคนทันทีเมื่อตั้งสติได้
ใครจะคิดว่าเด็กคนนี้มีความคิดประหลาดได้กัน หากเป็นคนปกติก็ต้องอยากเจอหน้าพ่อแม่ไม่ใช่หรอ? แล้วนี่...จะไม่ร้องห่มร้องไห้หน่อยหรอที่มารดาของตนเองจากไปหลังจากที่คลอดเขาน่ะ
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเด็กคนนี้หายไปแล้วหรือไง? หรือว่าคนบ้านอธิบรักขณกุลนั่นเลี้ยงดูดาร์ลิ้งของเขามาเป็นคนยังไง ทำไมดูเหมือนจะเป็นกระต่ายน้อยขี้ตกใจ ทว่าเอาจริงๆกลับไม่สนใจอะไรเลยนอกจากสิ่งที่ตัวเองคิดแบบนี้
“ไม่คิดถึง! ผมอยู่กับพี่ต้นหนาวมาหลายปียังไม่เห็นเป็นไรเลย แล้วพี่ก็ดีกับผมมาก ตามใจผมมาก แล้วก็รักผมที่สุด ผมก็รักพี่ที่สุดเหมือนกัน ไม่อยากไปเจอคนอื่น แบ่งความรักให้คนอื่น!” แม้จะตรรกะอะไรแปลกๆก็ตาม ทว่าต้นหนาวกลับมีความสุขเป็นที่สุด
รักเขาที่สุด ไม่อยากแบ่งความรักให้คนอื่นงั้นหรอ?
ฮ่าๆ แบบนี้ก็ให้เขาขอแต่งงานเลยดีไหมล่ะ!
โดยที่ปลายฝนไม่รู้เลยว่าคนเป็นพี่ชายคิดไปไกลขนาดไหน แต่เขาก็ยังใช้สกิลหน้าด้านหน้าทน พูดมันออกมาเหมือนเด็กเอาแต่ใจทว่าน่ารักน่าชังเป็นที่สุด
เชษเหลือบมองคนเป็นนายที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายด้วยความอ่อนใจ ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองต้องมองคุณชายรองในแง่มุมใหม่ ดูเหมือนว่าไอ้ความดื้อรันโง่ๆที่มีนั้นจะยังคงอยู่ แต่กลับเอามาใช้ได้ถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน
“เฮ้ ดาร์ลิ้ง ถึงแม้ว่าจะผูกพันกับคนอื่น แต่ยังไงเรื่องพ่อแม่ตัวจริงก็ต้องไปเจออยู่ไม่ใช่หรอ” ออเดรย์ไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อน เขามองว่าที่น้องชายคนละแม่ของตนเองอย่างไม่ยอมแพ้
“ไปเจอทำไมครับ อีกอย่าง....พ่อของคุณก็ยังมีคุณเป็นคนในครอบครัว แต่พี่ของผมตอนนี้มีผมแค่คนเดียว คุณกำลังจะให้ผมทิ้งพี่ที่ดูแลผมมาตลอดไว้คนเดียวงั้นหรอ คุณกำลังสอนให้ผมเป็นคนดีแบบไหนกันเนี่ย! ไม่อยากจะเชื่อเลย” ปลายฝนเท้าเอวอย่างเอาเรื่อง ท่าทางเกรี้ยวกราดถึงที่สุด แต่มันกลับทำให้คนที่มองดูอยู่หน้าเหวอไปเลย
เด็กหนุ่มไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังคว้าแขนของพี่ชายบุญธรรมมากอดเอาไว้อีกด้วย
“พี่ ผมเป็นเด็กดีของพี่ไหมครับ” คนเจ้าอารมณ์พลันเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ทำท่าทางเหมือนแมวขี้อ้อนที่ทำให้คนมองดูอยู่อยากจะกระอักเลือดออกมา
“อืม เด็กดี” ต้นหนาวยิ้มกริ้มอย่างพออกพอใจ รอยยิ้มที่ร้อยวันพันปีจะได้เห็นนั้นทำให้เหล่าคนงานของเขาต่างก็มองกันตาค้าง เดิมทีคนอื่นๆก็รู้อยู่แก่ใจว่านายของพวกเขานั้นรักหลงเด็กที่เก็บมาเลี้ยงคนนี้มาก ทว่าก็ไม่มีใครรู้ว่าคนเป็นนายรักอีกฝ่ายมากขนาดไหน
กระทั่งวันที่พวกเขาได้เห็นเสือยิ้มยากคนนี้ยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย ไหนจะน้ำเสียงอ่อนโยนนั่นอีก อาจจะมีแค่เชษล่ะมั้งที่รู้สึกชินชาไปเสียแล้ว ตัวเขานั้นถูกป้อนอาหารหมาทุกวันทุกวินาทีที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันเลย บางครั้งรักนี้ก็หวานเลี่ยนเสียจนเขาหมันไส้ด้วยซ้ำไป
ผู้มาเยือนเห็นคนสองคนให้ความสนใจกันเองและเหมือนกับลืมเขาไปแล้วก็หงุดหงิดใจอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าตนเองจะได้สร้างปัญหาให้กับครอบครัวนี้ ได้เห็นเรื่องสนุกอย่างเช่นการจากลาที่เต็มไปด้วยน้ำตา น้องชายบุญธรรมที่แอบหลงรักต้องกลับไปอยู่ที่บ้านของเขาซึ่งยิ่งใหญ่กว่า เป็นแรงผลักดันให้พี่ชายที่คิดไม่ซื่อคนนี้ต้องพัฒนาตนเองและก้าวเป็นนักธุรกิจอันดับหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา หรือไม่ก็ฉากที่น้องชายจะไปจากอกแต่พี่ชายไม่ยินยอมทำให้ต้องมีการฉุดกระชากลากถูกันไปตลอดทาง แล้วก็เปลี่ยนข้าวสารเป็นข้าวสุกเสีย
ทว่าที่เขาไม่คิดก็คือ...การต่อต้านที่อหังการเช่นนี้
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร คนที่จะต้องต่อต้านก็ควรจะมีแค่คนเป็นพี่ชายบุญธรรมไร้ยางอายที่นอกจากจะได้น้องของเขาไปเป็นน้องชายแล้วยังอยากได้เป็นเมียอีก มันไม่มีเรื่องที่ว่าน้องชายของเขาจะออกตัวปฎิเสธอย่างแข็งขืน ไม่สนใจแม่ที่ตายไป ไม่สนใจพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่แม้กระทั่งอยากรู้ว่าตัวจริงของทั้งสองคือใครด้วยซ้ำ
นี่มัน....เป็นไปได้ด้วย?
ไม่เพียงแค่ทั้งสองคนจะไม่แสดงเรื่องตลกให้เขาได้ดู ยังมาทำเหมือนเขาเป็นตัวตลก ตัวเขานั้นตะหงิดใจตั้งแต่ที่โทรไปเพื่อสร้างเรื่องร้าวฉาน แต่กลับเป็นว่าตัวเองถูกมุกจีบหนุ่มที่โคตรจะห่วยแตกนั่นเล่นงานจนพูดไม่ออกไปแทน
ซึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ เขาถูกน้องชายต่างมารดาคนนี้เล่นงานจนอ่วม!
“มะ ไม่รู้ล่ะ ยังไงดาร์ลิ้งก็ต้องกลับบ้าน” เมื่อรู้ว่าเล่นสนุกไม่ได้แล้ว เขาก็เลยพูดตามคำสั่งของคนเป็นพ่อออกมา เจ้านายที่ใหญ่ที่สุดซึ่งอยู่ในเขตแดนตะวันตก ผู้กุมบังเหียนของธุรกิจระดับโลกเอาไว้มากมาย ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างก็ต้องให้ความเคารพเขา แม้ว่าออเดรย์จะเป็นลูกชาย ทว่าหากไม่อาจจะทำตามคำสั่งได้ เขาย่อมมีบทลงโทษที่ได้รับเช่นกัน
นอกจากนี้คำสั่งของอีกฝ่ายยังเกี่ยวกับเด็กน้อยคนสำคัญที่ดูเหมือนเจ้าตัวจะรักมากเสียด้วย....ก็อย่างว่าล่ะนะ อีกฝ่ายเป็นเด็กที่เกิดจากคนที่พ่อรักด้วยใจจริง ต่างกับเขาที่เป็นแค่ลูกที่อีกฝ่ายไม่ได้อยากให้เกิดมา
ยังดีที่คนเป็นพ่อนั้นไม่ได้ทอดทิ้งเขา ทั้งยังให้ทุกอย่างที่เขาต้องการได้ทั้งหมด เขารู้สึกนับถืออีกฝ่ายมากกว่ามารดาบังเกิดเกล้าที่เห็นเพียงเงินสำคัญกว่าชีวิตเขาด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าด้วยการสั่งสอนของพ่อ ที่เป็นทั้งพ่อ เป็นเจ้านาย และเป็นเพื่อนเล่น เขาก็ได้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพจริงๆ ตัวเขานั้นต้องการเพียงแค่นั้น หากให้เปรียบเทียบระหว่างตัวเขาเองที่เกิดมาแบบที่พ่อไม่ได้ตั้งใจให้เกิด กับลูกชายที่อีกฝ่ายรักมาก เขาต้องการเป็นออเดรย์ตอนนี้ดีกว่า
อย่างน้อยๆก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ต้องลำบากมาเป็นเวลานาน ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรคนเป็นบิดาจะตามหาตัวเจอ แบบนั้นมันเป็นชีวิตที่สนุกหรือไง?
และเพราะแบบนั้นเอง เขาจึงได้โกรธเมื่อเห็นว่าน้องชายของเขามีประวัติถูกทำร้ายอย่างไรบ้าง ดีที่เขาให้คนตรวจสอบและพบว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกตรวจสอบและพร้อมเผยแพร่ไปนานแล้ว เขาจึงชื่นชมไอ้พี่ตัวสำรองนี่นิดหน่อย
เชื่อเถอะว่านิดหน่อยจริงๆ
เพราะนอกเหนือจากนั้น ก็มีเพียงความหมันไส้ล้วนๆ!!
ดูสิ หลังจากที่เขาพูดแกมบังคับออกไป ทั้งสองคนยังไม่สนใจคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกอีก ตัวเขานั้นพูดจริงนะ คิดว่าถ้าต้องการใช้อำนาจกดดัน โทรมากริ้งเดียวต่อสายถึงผู้นำประเทศ ถ้าไม่ยอมส่งน้องชายของเขากลับไปแต่โดยดี บิดาของเขาพร้อมที่จะพังธุรกิจในประเทศทั้งหมดให้ล้มระเนระนาด
แค่คำขู่นี้ คิดว่าคนเป็นผู้นำประเทศจะเลือกแบบไหนล่ะ?
“พี่ ผมไม่อยากกลับ” ปลายฝนทำปากจู๋ป้องปากฟ้องคนเป็นพี่ ต้นหนาวมองน้องน้อยที่แสนจะน่ารักของตนเองอย่างหลงใหล กระนั้นครั้งนี้เขาก็ไม่ได้ตามใจอีกฝ่าย คนส่ายหน้าให้เล็กน้อย
“กลับเถอะ”
“พี่?” เมื่อเด็กหนุ่มได้ยิน เขารู้สึกเหมือนกับตนเองกำลังฝันไป เขาไม่อยากจะเชื่อว่าคนเป็นพี่ชายนั้นยอมให้เขาจากไปง่ายๆแบบนี้ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเหมือนคนใช้ความคิด เขาไม่สามารถใช้อารมณ์ควบคุมการแสดงออกของตนเองได้อีกต่อไป แม้ว่าเขาจะเป็นดาราที่มีประสบการณ์มากมาย ทว่าเรื่องที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ก็ทำให้เขาหลุดคาแรกเตอร์หนุ่มน้อยวัยใสไปเสียแล้ว
ยิ่งช่วงหลังๆนี้เขารู้สึกว่าอย่างไรพี่ชายก็ต้องไม่ปล่อยให้เขาไปที่ไหน อีกฝ่ายแสดงออกว่ารักเขาหลงเขาขนาดนี้ อย่างไรก็ต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิตแน่ๆ ต่อให้เขาไม่ต้องทำอะไรเลยก็ตาม
เขาอยู่ใกล้พี่ต้นหนาวก็รู้สึกได้ว่า พี่คือเซฟโซนของเขา พี่เป็นคนที่ทำให้เขาหวั่นไหวและใจสั่น พี่น่ารักมากขึ้นในทุกๆวัน ทั้งใจดีกับเขา ทั้งดูแลเขาดีขนาดนี้
แต่สุดท้ายพี่กลับปล่อยเขาไปง่ายๆ? นี่มันง่ายเกินไปหรือเปล่า?
เห็นน้องน้อยขมวดคิ้วแน่นเช่นนั้น ต้นหนาวก็หัวเราะในลำคอ มือหนาแตะไปที่คิ้วบางเพื่อให้เด็กน้อยผ่อนคลายลง เขาไม่ได้คิดจะทิ้งน้องหรือปล่อยน้องไปอย่างที่น้องเข้าใจ เพราะความหมายของคำพูดของเขาก็คือ...
“มันจะดีกว่าถ้าเราส่งการ์ดเชิญพ่อของปลายฝนมาร่วมงานแต่งของเราในอีก 3 เดือนข้างหน้า” คำพูดที่เจือไปด้วยความยินดีของต้นหนาวนั้นดังขึ้น
ปลายฝนชะงักเล็กน้อย จำได้ว่าอีก 2 เดือนก็วันเกิดเขาแล้ว ตอนนั้นเขาจะอายุ 18 ปี และสามารถตัดสินใจแต่งงานได้ตามกฎหมาย นอกจากนี้กฎหมายก็เปิดกว้างมาก พวกเขายอมให้ผู้ชายแต่งงานกันเอง ผู้หญิงแต่งงานกันเอง เพราะอย่างไรก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน
สำหรับคนๆหนึ่งแล้ว เกิดมา เดี๋ยวก็ตายไป หากยังใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นอยากให้เป็น แล้วเกิดมาชีวิตหนึ่งได้ทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างล่ะ?
ด้วยการเปิดกว้างของผู้คนที่ทำใจยอมรับในแบบที่คนอื่นเป็นมากขึ้น กฎหมายจึงจำเป็นต้องมีการปรับแก้ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เคารพคนอื่นมากยิ่งขึ้น และเพราะแบบนั้น....พี่ชายของเขาก็เลยวางแผนจะไปแต่งงานแล้วงั้นหรอ?
หมายถึงแต่งงานหลังจากที่เขาอายุ 18 ได้แค่ 1 เดือนน่ะหรอ?
เอ่อ นี่ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าพี่ชายของเขาอยากจะกินเขาใจจะขาดน่ะ!!
“แต่งงาน!! แต่งงานอะไรกัน ดาร์ลิ้งยังเด็กอยู่เลย ให้ตายสิ!! แกบ้าไปแล้วหรือไงที่จะยึดเด็กคนนี้เอาไว้น่ะ ไม่คิดอยากจะเปิดโอกาสให้เขาได้เจอคนที่ดีกว่าแกงั้นหรอ? ขนาดฉันอายุจะ 30 แล้วยังไม่คิดแต่งงานเลย อิสระน่ะ เข้าใจไหมอิสระ เกิดมาใครๆก็อยากได้อิสระทั้งนั้น” ออเดรย์ตกใจมากที่อีกฝ่ายพูดเรื่องแต่งงานกับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนนี้
เขารู้สึกสงสารน้องชายที่เพิ่งเจอหน้าของตนเองจริงๆ ขนาดตัวเขาที่พ่อบอกให้เริ่มมองหาคนรักอย่างจริงจังก็ยังคิดว่าไม่อยากจะทิ้งอิสระที่ดีนี้ไปเลย แล้วน้องชายของเขาที่ยังเด็กอยู่ เขารู้สึกว่าน้องควรจะมีเวลาได้รู้จักตัวเอง ได้รู้จักโลกให้มากกว่านี้อีกหน่อย ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกขังในกรงทองแห่งนี้ตลอดไป
หากคิดไม่ผิด กรงทองนี้น่าจะเป็นกรงทองที่ถ้าได้เข้ามาอยู่แล้วจะไม่สามารถโผบินไปที่ไหนได้อีกเลยด้วย! กรงแบบนี้มันน่ากลัวเกินไป
ปลายฝนที่ตกใจในตอนแรก ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่อยากจะแสวงหาความอิสระใดๆให้ชีวิตอีก ก่อนหน้านี้เขามีอิสระมากพอแล้ว ซึ่งมันทำให้เขารู้ว่าอิสระที่เขาโหยหานั้นถ้าก้าวผิดแม้แต่ก้าวเดียวก็จะทำให้เขาพังพินาศได้เลย อีกอย่าง....อิสระนั้นทำให้เขาเหนื่อยเกินไป คนเกียจคร้านเช่นเขาไม่ต้องการที่จะไปเหนื่อยกับอะไรเดิมๆอีก
จริงอยู่ที่ว่าแรกๆนั้นเขารู้สึกสนุกไปกับการที่ได้ทำ ได้ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง แต่นิ่งโตขึ้น เขาก็รู้สึกว่าความรับผิดชอบในชีวิตก็มีมากขึ้น เขาไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่อยากจะทำ เขาไม่สามารถคิดเองได้ด้วยซ้ำ เมื่อผู้จัดการบอกให้ทำอะไร เขาก็ต้องทำ เมื่อคนบอกให้เขาเดิน เขาก็ต้องเดิน กระทั่งร้องไห้....ถ้าเขาอยากมีความสุข แต่คนอื่นอยากเห็นเขาร้องไห้ เขาก็ต้องรับบทเป็นคนที่เศร้าใจเหลือคณา
ไม่เหมือนกับชีวิตที่เขาได้ตอนนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร เขาก็รู้สึกว่ามันดีมาก นี่แหละคืออิสระที่แท้จริง !
เขาได้คิดเองว่าจะทำอะไร เลือกได้ว่าจะทำให้พี่โกรธหรือมีความสุข ซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่ว่าจะทำอะไร พี่ก็ยังเลี้ยงดูเขา มีเงินให้เขาใช้ มีบ้านให้เขาอยู่ และยังรักเขาเหมือนเดิม
เขามีชีวิตแบบนี้แล้ว ยังอยากที่จะไปมีชีวิตที่ยากลำบากอีกทำไมกัน
..................................