ตอนที่ 31 ผู้ได้รับพร
ในระหว่างที่นทีและไลล่ากำลังดื่มด่ำกับค็อกเทลสุดพิเศษของร้านอยู่นั้น บริกรคนเดิมก็ได้เดินกลับมาหาพวกเขา
"หวังว่าเครื่องดื่มของเราจะถูกปากคุณทั้งสองคนนะครับ" บริกรเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
" ถูกปากเหรอ?! ไม่ใช่แค่ถูกปากแล้ว นี่มันเครื่องดื่มอะไรกัน ฉันไม่เคยดื่มอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย! " ไลล่าะโเสียงดัง
เมื่อนทีหันไปมองยังไลล่าเขาก็ยกมือขึ้นมากุมขมับในทันที เพราะหน้าของไลล่านั้นเปลี่ยนเป็สีแดงสดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
' เธอดื่มไปนิดเดียวแต่เธอกลับเมาได้ขนาดนี้ หรือว่า... ' นทีฉุกคิด
" ฮ่า ๆ แน่นอนครับ เพลิงฟินิกซ์ของเรานั้นขึ้นชื่อในหมู่สุภาพสตรีอยู่แล้ว ไม่ว่าใครที่มายังรังัก็ต้องลองลิ้มรสมันดูสักครั้ง ไม่งั้นนับว่ามาไม่ถึงที่นี่นะครับ " บริกรตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ
ไลล่าพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับจะดื่มต่อแต่นทีก็คว้าแก้วในมือของเธอมาในทันที
" อ๊าาา! นที นั่นมันของฉันนะ! ฉานจาฟ้องพี่ลอน่า..."
ก่อนที่ไลล่าจะพูดจบประโยคเธอก็สลบเหมือด ร่างของเธอโซเซไปมาเจียนจะล้มแต่นทีก็มารับเธอไว้ในแขนไว้ได้อย่างทันท่วงที
" โอ้..ต้องขอประทานโทษด้วยครับ พอดีผมลืมแจ้งไปว่า เพลิงฟินิกซ์นั้นหากถูกดื่มโดยผู้ที่ยังไม่เคยลิ้มลองแอลกอฮอล์มาก่อนแล้วล่ะก็ จะทำให้หมดสติได้ง่าย ๆ เลยละครับ เพื่อแทนคำขอโทษเราจะให้ลูกค้าพักฟรีที่ชั้นสองของร้านแล้วกันนะครับ " บริกรโค้งคำนับนที
นทีพยักหน้าตอบรับ ถึงเขาจะยังไม่รู้จุดประสงค์ของบริกรแต่เขาก็พอจะเดาได้ บริกรเดินนำเขาขึ้นไปยังชั้นสองผ่านทางบันไดไม้หลังร้าน เมื่อพวกเขาขึ้นมาแล้วนั้นนทีก็พบว่าบรรยากาศของชั้นแรกและชั้นสองนั้นแตกต่างกันมาก ที่ชั้นสองนั้นเป็โถงทางเดินยาวที่มีห้องพักมากกว่าสิบห้อง
บริกรเดินนำเขาเข้าไปยังห้องที่มีป้ายไม้ที่สลักอะไรบางอย่างไว้โดยที่นทีสามารถเข้าใจได้ว่าเป็เลขหนึ่ง
เมื่อพวกเขาเข้าไปยังห้องแล้ว นทีก็พาไลล่าไปนอนบนเตียงเพื่อให้เธอพัก เขาดูอาการหญิงสาวอยู่พักหนึ่งว่าเธอนั้นยังสบายดี เขาจึงปล่อยให้เธอพักผ่อนแล้วหันมาหาบริกร
" ทำไมถึงมอมเหล้าเธอ ? " นทีถามเสียงเรียบ
" มันเป็มาตรการของเราน่ะครับ คุณลูกค้าก็น่าจะรู้ว่าพวกคุณคือคนหน้าใหม่สำหรับเรา แล้วสิ่งแรกที่คุณเอ่ยคือข้อมูลลับที่มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ การมีตัวประกันไว้ในมือก็ย่อมต้องดีกว่าใช่ไหมละครับ " บริกรตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
"แสดงว่าคุณรู้ว่าจะมีการจู่โจมของมอนสเตอร์จริง ๆ ?" นทีเอ่ยถาม
" การแลกเปลี่ยนข้อมูลก็ต้องผลัดกันถามสิครับ คราวนี้ต้องเป็ตากระผมบ้าง "
บริกรไม่ได้ตอบคำถามนทีแต่เลือกที่จะบอกว่าเขา้าที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลแทน นทีพยักหน้าเพื่อยืนยันว่าเขาตกลง
" คุณลูกค้ารู้อะไรเกี่ยวกับมอนสเตอร์เหล่านี้บ้าง ? "
นทีเงียบไปครู่หนึ่ง ข้อมูลที่เขามีนั้นคือเวลาในการโจมตี มอนสเตอร์เหล่านี้มีโอกาสที่จะโจมตีได้ั้แ่วินาทีนี้หรืออีกสองวันถัดไปก็ได้ แต่ที่นทีมั่นใจแน่ ๆ คือพวกมันจะต้องโจมตีภายในกรอบเวลาที่เควสกำหนดให้และอีกข้อมูลหนึ่งคือ การที่มอนสเตอร์เ่าั้หวังในทรัพยากรของเมือง นั่นแปลว่ามีโอกาสที่จะมีมอนสเตอร์ที่มีสติปัญญาควบคุมมอนสเตอร์เหล่านี้อยู่
" ผมรู้ว่ามอนสเตอร์พวกนี้จะโจมตีภายในสามวันนี้ อาจจะเป็คืนนี้ วันพรุ่งนี้ หรือวินาทีเลยก็ได้ แต่มันจะเริ่มโจมตีภายในสามวันนี้อย่างแน่นอน " นทีเปิดไพ่ใบแรกของเขาออกมา
" ข้อมูล...นี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ?"
บริกรหุบยิ้มอันเป็เอกลักษณ์ของแล้วถามออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันที เมื่อนทีได้ยินน้ำเสียงอันร้อนรนและท่าทางที่ผิดปกติไปของบริกรนั้น เขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่า บริกรไม่มีไพ่ใบที่เขาเพิ่งเปิดเผยออกไป
" ใจเย็น ๆ นะครับ นี่น่าจะเป็เทิร์นผมนะถ้าผมจำไม่ผิด " นทีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อนทีรู้ว่าไพ่ที่เขาถืออยู่นั้นเหนือกว่า เขาก็โล่งขึ้นมาในระดับหนึ่ง เขาเริ่มเดินเกมต่อในทันที
" คุณรู้หรือเปล่าว่ามอนสเตอร์เ่าั้คือตัวอะไรบ้างแล้วพวกมันมีจำนวนเท่าไร ? "
นทียิงคำถามที่เขาอยากรู้มากที่สุดออกไป หากเขาสามารถรู้ว่าเขากำลังต่อกรกับตัวอะไรและจำนวนมากแค่ไหนแล้วล่ะก็ เขาจะสามารถคิดแผนการเพื่อที่จะรับมือกับมอนสเตอร์เ่าั้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
" ผมจะตอบทั้งสองคำถามถ้าหากคุณยืนยันได้ว่าพวกมันกำลังจะบุกมาจริง ๆ "
นทีขมวดคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น การที่เขาล่วงรู้เื่่เวลาที่มอนสเตอร์จะมาบุกนั้นเพราะเขาได้รับเควสจากระบบ เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้คนที่นี่รู้จักระบบหรือไม่ แต่เขาไม่อยากเผยความลับของเขาออกไปให้คนอื่นรับรู้
" คุณเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นก็เป็สิทธิ์ของคุณ แต่ผมยืนยันว่าผมพูดความจริงอย่างแน่นอน "
นทียืนกรานในคำตอบของเขา
บริกรที่ได้ยินดังนั้นก็สีหน้าผ่อนคลายลงนิดหน่อยที่นทีนั้นไม่มีหลักฐานมายืนยันว่ามอนสเตอร์กำลังจะบุกมาเร็ว ๆ นี้ แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงนั้นได้ก่อตัวในจิตใจของเขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้นทีจะไม่มีหลักฐานแต่มันก็ทำให้เขาเชื่อไปแล้วลึก ๆ ว่ามอนสเตอร์กำลังจะบุกมาจริง ๆ บวกกับสีหน้าและท่าทางของนทีที่กล่าวออกมาอย่างจริงจัง
บริกรนั้นรับมือกับผู้คนมาหลากหลาย เขาสามารถแยกแยะได้ว่าใครพูดจริงหรือเท็จและเขาก็รู้ดีว่านทีนั้นไม่ได้โกหก เพียงแต่เขาเองนั้นไม่อยากจะเชื่อเื่ที่มอนสเตอร์จะมาบุกเมืองก็เท่านั้น
" แต่สิ่งที่ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากคือ ไม่ว่ามอนสเตอร์เ่าั้จะมีจำนวนมากมายหรือแข็งแกร่งขนาดไหน ผมและเพื่อน ๆ จะทำสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือเมืองแห่งนี้อย่างแน่นอน คุณก็คงไม่อยากให้ที่แห่งนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกมอนสเตอร์เช่นกัน เพราะฉะนั้นบอกข้อมูลเกี่ยวกับมอนสเตอร์ให้ผมเถอะ " นทีกล่าวเสียงเรียบ
นทีบอกจุดยืนของเขาให้บริกรนั้นรับรู้ว่าเขานั้นไม่ได้้าเป็ปฏิปักษ์กับเ้าของร้านหรือเมืองแห่งนี้ เขาแค่้าข้อมูลมอนสเตอร์และจำนวนของมันอย่างเร็วที่สุด เพราะเขาเองก็ไม่รู้เวลาที่แน่นอนในการบุกของเหล่ามอนสเตอร์เช่นกัน หากเขาสามารถรวบรวมข้อมูลได้เร็วพอล่ะก็ เขาก็สามารถวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน วิธีการรับมือ หรือแม้กระทั่งการวางกับดักเสียด้วยซ้ำ
เมื่อบริกรเห็นท่าทีที่มั่นคงและการแสดงออกอย่างชัดเจนของนทีแล้วว่า เขานั้นมีจุดประสงค์นั้นการปกป้องเมืองเช่นเดียวกัน บริกรจึงเลือกเชื่อใจนทีในท้ายที่สุด
" ข้อมูลของมอนสเตอร์เหล่านี้นั้น ผมได้รับมาจากคาราวานส่วนตัวของกระผมที่สามารถเชื่อถือได้ คาราวานของกระผมนั้นได้เดินทางไปยังอีกเมืองหนึ่งเพื่อทำการค้าขาย แต่ในระหว่างทางสัญจรปกตินั้นได้มีต้นไม้มาล้มทับขวางทางไว้ พวกเขาจึงต้องอ้อมไปยังอีกเส้นทางหนึ่ง และในตอนนั้นเองที่พวกเขาพบเข้ากับเหล่ามอนสเตอร์นับร้อยที่รวมตัวกัน " บริกรเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
" พวกมันก็คือหมาป่าแดง มอนสเตอร์ที่ปกติแล้วจะอาศัยอยู่ในป่าลึกและไม่ได้ล่าเหยื่อเป็กลุ่ม แต่สิ่งที่เหล่าคาราวานพบเจอนั้นผิดธรรมชาติของพวกมันอย่างถึงที่สุด พวกมันรวมตัวเป็กลุ่มก้อนอยู่ในป่าบริเวณที่เกือบจะออกมายังที่ราบ แถมยังมีพวกมันมากกว่าร้อยตัว เมื่อนั้นเองที่คาราวานของกระผมรับรู้ได้ว่าเื่เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน " บริกรกล่าวจบก็ถอนหายใจ
" พวกมัน...แข็งแกร่งขนาดไหน ? " นทีเอ่ยถามพลางกำหมัดแน่น
" โดยปกติแล้วการล่าหมาป่าแดงนั้น ใช้คนเพียงสองคนก็สามารถต่อกรได้แต่ก็มักจะแลกมาด้วยการอาการาเ็ หากไม่้าให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นล่ะก็จะต้องใช้คนถึงสามคนในการจัดการ และคนเหล่านี้คือคนที่รู้จักการใช้อาวุธและการต่อสู้เท่านั้น หากให้คนธรรมดาไปต่อกรกับพวกมันล่ะก็ บางทีแม้การใช้คนถึงสิบคนก็อาจจะกลายเป็เหยื่อของหมาป่าแดงเพียงตัวเดียวก็ได้ "
เมื่อนทีได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งและจำนวนศัตรูแล้ว เขาก็เผยสีหน้าเคร่งเครียดออกมาอย่างไม่ปิดบัง แค่ความแข็งแกร่งของหมาป่าแดงหนึ่งตัวกลับต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญถึงสามคนในการรับมือ เท่านั้นยังไม่พอจำนวนของพวกมันนั้นมีถึงหนึ่งร้อยตัว ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงกลัวไปอีกเท่าทวีคูณ
" คุณลูกค้า...ที่คุณลูกค้าบอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะปกป้องเมืองแห่งนี้ หรือว่าบางที....คุณลูกค้าคือผู้ได้รับพร ? " บริกรเอ่ยถาม
" ผู้ได้รับพร? มันคืออะไรเหรอครับ? " นทีถามกลับ
ถึงแม้ว่าในใจนทีนั้นพอจะคาดเดาได้บ้างว่าผู้ได้รับพรหมายถึงอะไร แต่เขาอยากจะยืนยันให้แน่ชัดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นใช่สิ่งเดียวกับที่บริกรเอ่ยถามหรือไม่
" คุณไม่รู้จักผู้ได้รับพร ? นั่นค่อนข้างแปลก...ผู้ได้รับพรก็คือ บุคคลที่เหล่าเทพเ้าได้ประทานเศษเสี้ยวพลังของพวกเขาให้กับคนเหล่านี้ เพื่อที่จะใช้ต่อกรกับเหล่ามอนสเตอร์และเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ที่พยายามบุกรุกอาณาเขตของมนุษย์ บ้างก็ได้รับพรที่ทำให้พวกเขามีพละกำลังเหนืุ์ทั่วไป บ้างได้รับพลังเวทมนตร์ที่สามารถพลิกผืนแผ่นดินได้ หรือแม้แต่กระทั่งการล่วงรู้อนาคตก็ถือเป็พรอย่างหนึ่งเช่นกัน "
' ผู้ได้รับพรได้รับเศษเสี้ยวพลังของเทพเ้า? เผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ ? ล่วงรู้อนาคต ? นี่เราอยู่ในโลกแฟนตาซีโลกไหนกันล่ะเนี่ย ' นทีคิดพลางกุมขมับ
ในตอนแรกนั้นเขาคิดว่าผู้ได้รับพรกับคนที่ได้รับระบบแบบเขานั้นคือสิ่งเดียวกัน แต่ก็พบว่าสิ่งที่สองอย่างนี้มีคล้ายกันคือการได้รับพลังหากแต่พลังของเขานั้นมาจากระบบ แต่ผู้ได้รับพรเหล่านี้ดูเหมือนพวกเขาจะได้รับพลังจากเทพเ้าของโลกใบนี้
" ผู้ได้รับพรมีมากแค่ไหน ในเมืองนี้มีผู้ได้รับพรหรือเปล่า ? " นทีถาม
" เหล่าผู้ได้รับพรนั้นมีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่พวกเขาจะอยู่บริเวณชายแดนของอาณาเขตมนุษย์เพื่อสู้รบกับเผ่าพันธุ์อื่นที่มารุกราน บ้างก็ออกผจญภัยไปในดินแดนของเหล่ามอนสเตอร์เพื่อฝึกฝน ใน่ชีวิตที่ผมให้บริการในร้านรังัแห่งนี้นั้น ผมนั้นได้พบเจอกับผู้ได้รับพรไม่เกินห้าคนเท่านั้น คนล่าสุดที่มาเยือนเมืองเดอร์ล็อคแห่งนี้ก็ผ่านมากว่าห้าเดือนแล้ว " บริกรตอบคำถามของนที
" ทำไมคุณถึงคิดว่าผมคือผู้ได้รับพรกันล่ะ ? " นทีถามคำถามที่เขาสงสัยต่อ
" คุณลูกค้าถามคำถามต่อเนื่องมาสองรอบแล้ว รบกวนตอบคำถามของกระผมก่อนแล้วผมจะบอกสาเหตุให้คุณฟังครับ " บริกรกล่าว
นทีนั้นลืมตัวไปกับข้อมูลมากมายที่เขาได้รับ พร้อมยิ้มแล้วกล่าวขอโทษบริกร
" ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมคือผู้ได้รับพรหรือเปล่า แต่ว่า.."
นทีกล่าวจบก็เสกคทาเวทมนตร์ออกมาจากความว่างเปล่า แล้วเก็บมันกลับไปในช่องเก็บของดังเดิม
" โฮ่! แสดงว่าคุณลูกค้าคือผู้ได้รับพรจริง ๆ สินะครับ เหล่าผู้ได้รับพรนั้นจะมีกระเป๋ามิติในการเก็บสิ่งของส่วนตัว ถือเป็เอกลักษณ์ที่สามารถแบ่งแยกเหล่าผู้ได้รับพรและคนธรรมดาได้อย่างง่ายดายเลยละครับ เป็เกียรติจริง ๆ ที่ได้พบครับ " บริกรคำนับอย่างนอบน้อม
สาเหตุที่นทีนั้นเลือกที่จะเปิดเผยความลับนี้ของเขานั้นเพราะเขาได้รับรู้เื่ของผู้ได้รับพร นทีรู้สึกว่าผู้ได้รับพรเหล่านี้นั้นเปรียบดั่งฮีโร่ของเหล่ามนุษย์ในโลกแห่งนี้ การที่เขาแสดงตนว่าเป็หนึ่งในนั้นจะสามารถช่วยให้เขาได้รับอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากมายที่จะช่วยให้ภารกิจในการปกป้องเมืองของเขานั้นง่ายดายยิ่งขึ้น
" กระผมมีนามว่า ลูคัส เ้าของร้านรังัแห่งนี้ ยินดีที่ได้รู้จักท่านผู้ได้รับพรครับ ท่านไม่ต้องเป็ห่วง กระผมนั้นจะปิดปากอย่างแนบสนิท ไม่มีใครสามารถรับรู้ตัวตนของท่านได้อย่างแน่นอนครับ " ลูคัสกล่าวอย่างนอบน้อม
ท่าทีของลูคัสโดยปกติที่ปฏิบัติต่อนทีในฐานะลูกค้านั้นนับว่าให้เกียรติมากมายแล้ว แต่เมื่อลูคัสเข้าใจว่านทีคือผู้ได้รับพร ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ราวกับว่าเขาคือประชาชนผู้ต่ำต้อยที่อยู่ต่อหน้ากษัตริย์ในตำนานผู้ยิ่งใหญ่อย่างไรอย่างนั้น นทีพยักหน้าตอบรับกับคำกล่าวของลูคัส
" ผมชื่อ นที ไม่ต้องเรียกผมว่าท่านหรือให้เกียรติผมมากมายนัก ผมแค่้าที่จะปกป้องเมืองแห่งนี้เท่านั้น " นทีตอบกลับ เขาไม่ชอบให้ใครมายกยอปอปั้นเขาในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็
" สมแล้วที่ทวยเทพได้ประทานพรให้กับท่านนที..ขอประทานอภัยครับ ต้องเป็..คุณนทีสินะครับ " ลูคัสทำตามสิ่งที่นที้าอย่างว่าง่าย
' ไม่ใช่ว่าพวกผู้ได้รับพรนี่เป็เทพเ้าจุติมาเลยหรือไงกันล่ะเนี่ย ' นทีคิดอย่างปวดหัว
นทีรู้ดีว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูคัสนั้นไม่ได้เกิดมาจากตัวเขา หากแต่เป็เพราะตำแหน่งผู้ได้รับพรที่เขาถือครองต่างหาก นทีรู้จักสิ่งเหล่านี้ดีเพราะในอดีตนั้นเขาเคยได้รับการดูแลอย่างดีจากเพื่อนในวัยมัธยมต้นแต่สุดท้ายเขาก็พบว่าสิ่งที่พวกเขา้านั้นคืออำนาจของพ่อเขาต่างหาก ในกรณีของลูคัสเองก็เช่นกัน
การที่นทีบอกว่าตัวเขานั้นคือผู้ได้รับพร นทีก็เปรียบเสมือนแสงสว่างที่มืดมิดของลูคัส เพราะลูคัสนั้นคิดว่าผู้ได้รับพรอย่างนทีนั้นจะตกช่วยปกป้องเมืองแห่งนี้ซึ่งมีร้านรังัที่เป็สมบัติของลูคัสอยู่ แต่นทีนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร เพราะเขาเองก็เรียนรู้ที่จะใช้ตำแหน่งผู้ได้รับพรนี้ให้เป็ประโยชน์เช่นกัน การผ่านบททดสอบของเขาจะง่ายดายขึ้นมากเมื่อเขาคือผู้ได้รับพร ฮีโร่ของเหล่ามวลมนุษย์ในโลกแฟนตาซีใบนี้