“พยัคฆ์ร้าย...ท่านคงไม่ได้หมายถึงแมวน้อยไป๋ไป๋ของข้าหรอกกระมัง” หลี่เหนียงชะงักฝีเท้า มองชายแปลกหน้าด้วยความกังวลใจ
“แมว...ข้าว่าเ้าคงถูกมันหลอกแล้วสาวน้อย เ้าสัตว์ร้ายนั่นหาได้ใช่แมวธรรมดา กลิ่นอายสัตว์อสูรอยู่บนตัวมัน กลิ่นนี้แม้จะเบาบางแต่ข้าก็ยังััถึงมันได้” เหลียงอวิ๋นตำหนิ ได้ยินเช่นนั้นหลี่เหนียงก็ไม่เชื่อ
“หลี่เหนียงพี่ว่าเรารีบกลับเข้าบ้านกันดีกว่า อย่าอยู่ที่นี่อีกเลย” หลี่จุนเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงรีบเข้าไปดึงน้องสาว แต่ชายในชุดสีม่วงกลับขยับ ดูเหมือนว่าเขากำลังจะแสดงความร้ายกาจออกมา ในขณะนั้นเองเสียงไก่ในบ้านดังขึ้น เหลียงอวิ๋นที่กำลังจะลงมือพลันชะงักฝีเท้า ขนทุกเส้นบนร่างลุกชัน ใบหน้าเผยความหวาดหวั่นจนยากจะอธิบาย
ฉวยโอกาสนั้นหลี่จุนคว้ามือน้องสาวแล้วรีบวิ่งกลับไปที่บ้าน หลี่กุ้ยวิ่งหน้าตั้งไปคนสุดท้าย ชั้นไขมันของเขาตอนนี้กระเพื่อมเหมือนกับน้ำทะเลโต้คลื่นชายฝั่ง
“ศิษย์น้อง เมื่อครู่นี้เ้ารู้สึกเหมือนข้าหรือไม่” เหลียงอวิ๋นถาม ใบหน้าปรากฏหยาดเหงื่อ หวาดกลัวเกินกว่าที่จะเคลื่อนไหวเพื่อหยุดเด็กสามคนและพยัคฆ์ขาวหนึ่งตัว
หญิงสาวในชุดนักพรตสีม่วงลุกขึ้นยืน มองไปยังทิศทางที่เด็กๆ วิ่งเข้าไป ก่อนจะตอบเสียงไม่ค่อยพอใจนัก “เป็เื่แล้วสิ”
“ศิษย์น้องหมายความว่าเยี่ยงไร”
“เด็กๆ และพยัคฆ์ขาวเข้าไปในประตูบ้านไม้สีแดง นั่นคือสถานที่ที่มีผลไม้หรรษา และความรู้สึกที่ถูกคุกคามเมื่อครู่ก็ถูกปล่อยออกมาจากที่นั่น”
“ความหมายของศิษย์น้องคือ...”
“เพราะท่านศิษย์พี่ ท่านทำให้คนข้างในไม่พอใจ!”
“อะไรนะ! ทำไมถึงเป็เช่นนั้น ข้าไม่เคยรู้จักกับคนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านสักหน่อย แล้วเขาจะไม่พอใจข้าได้เช่นไร” เหลียงอวิ๋นเกาศีรษะ คิดยังไงก็คิดไม่ออก
“ท่านนี่ลืมง่ายจริงเชียว อย่าลืมสิว่าท่านทำอะไรไปเมื่อครู่ ท่านกำลังจะโจมตีเด็กๆ และพยัคฆ์ขาว ตามความเข้าใจของข้าเด็กๆ จะต้องรู้จักคนในบ้าน ไม่ก็เกรงว่าคงจะเป็หนึ่งในผู้อยู่อาศัย”
“ถ้าเช่นนั้นก็แปลกแล้วศิษย์น้อง การคุกคามเมื่อครู่ดูยังไงก็รู้ว่าเป็ฝีมือของนักพรตที่มีระดับพลังิญญาสูงส่ง แต่เด็กเ่าั้เป็แค่คนธรรมดา ศิษย์น้องเองก็น่าจะรู้ว่าโลกของเรากับคนธรรมดามันต่างกัน หรือจะบอกว่าเด็กเ่าั้เป็คนรับใช้ สิ่งนี้อาจจะเป็ไปได้หรือเป็ไปไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาอายุก็ไม่น่าถึง 10 ขวบ” เหลียงอวิ๋นวิเคราะห์จากสถานการณ์ปัจจุบัน
“เราไม่มีทางรู้ได้จนกว่าจะได้เข้าไปข้างใน และเมื่อครู่ก็ถือเป็คำเตือน เฮ้อ...บางทีการพบกันครั้งนี้ของเรากับแม่นางเหม่ยอดีตภรรยาของหลี่หานคงไม่ราบรื่นนัก” หญิงสาวถอนหายใจ
“งั้นคงต้องบุกเข้าไป!” เหลียงอวิ๋นแสดงความเห็น แต่ถูกศิษย์น้องปฏิเสธ
“อยากหาเื่ตายหรือไงศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านน่าจะเห็นแล้ว พลังิญญานั่นสามารถบดขยี้เราได้ง่ายๆ ตอนนี้เราไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ทำได้เพียงรอ...รอให้ทางฝ่ายนั้นออกมาจากประตูบ้าน” กล่าวจบนางก็กลับไปนั่งที่เดิม เหลียงอวิ๋นถอนหายใจ เมื่อเป็เช่นนี้ทั้งสองจึงค้างคืนในหมู่บ้านกวนปิงไม่ไกลจากบ้านของเหม่ยอิง
.......
ก้วนหลี่เหลือบมองศิษย์สำนักเหลียงตันครู่หนึ่ง พอเห็นว่าพวกเขาเลือกที่จะถอยมันจึงกระพือปีก ตามเด็กๆ ที่เพิ่งวิ่งมาเข้าไปในครัว ในขณะเดียวกันมันก็เอ่ยถามไป๋ไป๋ผ่านพลังิญญา
“เ้าแมวโง่! เหตุใดเมื่อครู่เ้าจึงไม่ทำอะไรสักอย่าง หากเกิดอะไรขึ้นมากับหลี่เหนียงเ้าจะมีข้อแก้ตัวกับเซียนเหม่ยได้อย่างไร!”
ไป๋ไป๋พลันมีสีหน้าสลด “ท่านไก่...ข้าขอโทษขอรับ แต่คนสองคนเมื่อครู่วรยุทธล้ำเลิศมาก เพียงมองข้าก็ััได้ถึงพลังอันมหาศาล หากข้าเคลื่อนไหวสถานการณ์คงจะเลวร้ายลง อีกอย่างคือตอนนี้ข้าสูญเสียมุกิญญา จะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขาเล่าขอรับ”
ก้วนหลี่อยากจะดุว่าอีกสักสองสามคำ แต่พอมันเห็นว่าเย่เฟิงยกหม้อลงมาวางไว้บนโต๊ะ มันก็เชิดหน้าหนี พร้อมกับะโบอก
“ครั้งนี้ข้าจะละเว้นเ้า แต่หากมีครั้งหน้าอีกละก็ เ้าจะ...ถูกข้าถอนขนเสีย!”
ไป๋ไป๋ไม่อยากถูกจับถอนขน สำหรับมันขนก็ไม่ต่างจากเสื้อผ้าของมนุษย์ ถ้าถูกถอนขนก็คงจะเหลือแต่ิัหุ้มกระดูก แบบนั้นหากสาวๆ สัตว์อสูรเห็นเข้ามีหวังอายเขาตาย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันไม่อยากมีจุดจบเช่นนั้น
เหม่ยอิงเห็นเด็กๆ กลับมาก็บอก “รีบๆ ไปล้างมือได้แล้วจะได้มากินข้าว...เดี๋ยวสิ หน้าตาตื่นแบบนั้นไปทำอะไรมา พวกเ้าหนีใครมางั้นหรือ หรือว่าถูกคนบ้านหลี่รังแก”
คนบ้านหลี่นั้นเข้าข้างแต่พวกตัวเอง แม้ว่าหลี่เหนียงสามคนจะมีสายเืสกุลหลี่ แต่สำหรับพวกเขาคงจะมองว่ามันเป็เืชั่วที่ต้องถูกกำจัด
หลี่กุ้ยที่วิ่งมารั้งท้ายกล่าวว่า “ไม่ใช่บ้านคนสกุลหลี่หรอกท่านแม่ บังเอิญเมื่อครู่เราพบชายหญิงแปลกหน้า หลี่เหนียงอยากเข้าไปทำความรู้จักแต่อีกฝ่ายกลับไร้มารยาท แถมตานั่นยังพูดอีกว่าไป๋ไป๋เป็พยัคฆ์ร้าย”
“พยัคฆ์ร้ายที่ไหนไป๋ไป๋เป็แมวต่างหาก ไป๋ไป๋น่ารักจะตายจะเป็อย่างที่พวกเขากล่าวได้อย่างไร เชื่อข้านะเ้าคะท่านแม่” หลี่เหนียงกลัวว่าเหม่ยอิงจะทิ้งแมวน้อยเพราะเหตุการณ์นี้ หลังจากได้อยู่กับไป๋ไป๋มาหลายวันเด็กสาวย่อมมีความผูกพัน
“แล้วตอนนี้คนเ่าั้อยู่ที่ใด” เหม่ยอิงถาม
“ข้างนอกท่านแม่ ไม่ไกลจากบ้านของเรา นั่นคือสิ่งที่ข้าเห็นตอนวิ่งหนีมา แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปแล้วหรือยัง” หลี่จุนเป็คนเล่าเหตุการณ์ต่อจากน้องชายคนรอง
“เช่นนั้นข้าจะไปดู หากข้าเคลื่อนไหวทันเวลารับรองว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่มีผู้ใดได้รับาเ็” เย่เฟิงจับด้ามกระบี่ เตรียมพร้อมพุ่งออกไปสังหารศัตรู
แต่เหม่ยอิงเวลานั้นกล่าวว่า “อย่าเลยเย่เฟิง ตอนนี้ทางนั้นยังไม่เคลื่อนไหว ลูกข้าเองก็ยังไม่ได้รับอันตราย ตอนนี้เรามานั่งกินข้าวกันดีกว่า”
“คุณหนู...”
“ฟังข้านะ การสร้างศัตรูมันเป็เื่ง่ายแต่การมีศัตรูมากเกินไปใช่ว่าจะดี นอกเสียจากเ้าจะอยู่ยงคงกระพัน หรือไม่ก็เป็เซียนเช่นข้า”
ราวกับมีฟ้าร้องฟาดเข้าใส่กลางอกของเย่เฟิง เขายืนบื้ออยู่ตรงนั้นเพราะคำพูดของเหม่ยอิง
“ท่านเซียนเหม่ยกำลังสั่งสอนข้า กล่าวคือตอนนี้ข้าอ่อนแอเกินไปไม่สมควรอวดเบ่งไปทั่วหล้า จำเป็ต้องฝึกบำเพ็ญเพียรให้หนักขึ้น ทำตัวค้อมต่ำเข้าไว้เหมือนกับกระบี่ที่ถูกซ่อนอยู่ในฝัก และยามที่กระบี่ถูกปลดปล่อยเวลานั้นข้าย่อมเป็เซียน!”
เหม่ยอิงหารู้ไม่ว่าเย่เฟิงฟุ้งซ่านอีกแล้ว สำหรับนางก็แค่ไม่อยากมีปัญหาเพิ่ม อีกอย่างคือนางมีพลังเฉพาะตอนที่อยู่ในอาณาเขตเซียนา หากก้าวเท้าออกไปก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา
ดังนั้นการรอที่บ้านให้ศัตรูเดินเข้ามาหาจึงถือว่าเป็เื่ที่ฉลาด
เหม่ยอิงรอให้เด็กๆ กลับมาจากล้างมือแล้วค่อยลงมือตักข้าวให้เด็กๆ จากนั้นก็แบ่งส่วนเล็กๆ ให้ไก่สองตัวกิน เมื่อก้วนหลี่เห็นอาหารในชามมันก็กระพือปีกเป็การขอบคุณ แต่ยังไม่กล้าลงมือกินเพราะเหม่ยอิงยังไม่กิน แล้วมันจะกล้ากินก่อนเ้าของบ้านได้เช่นไร
“ท่านแม่นี่คือเมนูใดทำไมข้าไม่เคยเห็นมาก่อน รสชาติอร่อยยิ่ง นอกจากนั้นสามชั้นที่ถูกต้มยังเปื่อยยุ่ย กัดเข้าไปคำหนึ่งแทบจะละลายในปาก” หลี่กุ้ยเริ่มลงมือเป็คนแรก และอย่างที่เขาเคยบอกพี่ชายน้องสาว ไม่เคยจำหน้าใครในหมู่บ้านได้แต่หากเป็เมนูอาหารล่ะก็สามารถบอกได้ทุกอย่าง
“หมูสามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยว เมนูนี้แม่คิดขึ้นเองหลังจากย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เป็อย่างไรบ้างชอบหรือไม่” เหม่ยอิงโกหกหน้าตาย แต่ให้ทำเยี่ยงไรได้จะให้บอกว่ามันถูกคิดค้นขึ้นโดยคนยุคนี้หรือ เช่นนั้นนางจะยิ่งโกหกลำบากเพราะตนไม่รู้จักปรมาจารย์อาหารเลยสักคน
“อร่อยแท้ท่านแม่ แต่อาหารนี้ทำให้ข้ารู้สึกอิ่มเร็ว มันน่าแปลกแท้จริงข้าควรจะกินได้เยอะๆ สิ แต่ว่าทำไมกันเล่า...” หลี่กุ้ยลูบท้องตัวเอง ดูไม่พอใจนักที่ยังกินไม่หมด
“งั้นก็กินเนื้อให้เยอะๆ สิ” เหม่ยอิงแนะนำ เนื้อหมูป่านั้นธรรมดาไม่ใช่ของวิเศษเช่นผักและเครื่องปรุงต่างๆ ดังนั้นหลี่กุ้ยสามคนควรจะกินได้
“ไม่ไหวหรอกขอรับ อิ่ม...อิ่มแล้วจริงๆ แต่อย่างใดก็ตามท่านแม่ ไก่ที่ท่านซื้อมาจากตลาดตะกละยิ่ง ดูสิมันกินจนหมดชามแล้ว และดูเหมือนว่าจะไม่อิ่ม”
เหม่ยอิงก็เพิ่งสังเกตเห็นก้วนหลี่เพราะคำพูดของหลี่กุ้ย เ้าไก่รับรู้ถึงการมองแปลกๆ มันก็ยิ่งกระพือปีก แล้วรีบกลับไปนอน ทำตัวเหมือนว่าตัวเองอิ่มแล้ว
“เ้าคิดมากเกินไป ดูสิมันอิ่มแล้วเห็นหรือไม่”
“นั่นสิขอรับ”
เหม่ยอิงพูดไปเช่นนั้นแต่สายตายังคงจ้องมองก้วนหลี่ไม่กระพริบตา เ้าไก่ที่ถูกจ้องพลันเหงื่อแตกพลั่ก ในใจเริ่มคิดฟุ้งซ่าน
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! เป็ไปได้หรือไม่ที่ท่านเซียนกำลังโกรธ แต่สาเหตุเพราะอะไรเล่าข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดผิดไปสักหน่อย...จริงสิ เมื่อครู่ตอนกินข้าวข้าแย่งแม่ไก่กินนี่นา เพราะเหตุนี้หรือไม่...ฮือ ฮือ ตายแล้ว ตายแล้ว ข้าก้วนหลี่ผู้นี้ก็แค่อยากแบ่งเบาภาระของแม่ไก่ หาใช่จะกละนะขอรับท่านเซียน ดังนั้นข้าจึงจัดอาหารทั้งหมดลงกระเพาะ ไม่ใช่ความผิดของข้าสักหน่อย!”