จางหยางที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าได้ทำตัวแตกตื่นจนเกินไป เมื่อเห็นทุกคนมองมาแต่ทางเขาเป็ตาเดียว เขาก็ได้แต่ยิ้มเขินๆ ออกมา
“แล้วตอนนี้ท้องได้กี่เดือนแล้วลูก หนูไปหาหมอมาบ้างหรือเปล่า”แม่่ถามฮัวเหมยขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง
“ได้สามเดือนกว่า หนูไปหามาแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะหลานชายของแม่สบายดี” ฮัวเหมยพูดอย่างยิ้มแย้ม
“รู้ได้ยังไงกันว่าจะเป็หลานชาย จะชายหรือหญิงหนูก็ต้องรักเขาเท่ากันนะลูก หนูอย่าไปให้ค่านิยมแบบนี้นะมันไม่ดี” แม่ก็พูดออกมายืดยาวเพราะคิดว่าลูกสาวตนจะให้ค่านิยมตามคนส่วนใหญ่เื่ลูกชายลูกสาว
“แม่อย่าเข้าใจหนูผิดซิคะ หลานสาวตัวน้อยของแม่บอกหนูต่างหากละคะว่าในท้องหนูเป็น้องชาย หนูเองยังอยากได้ลูกสาวเหมือนเ้าตัวน้อยเลยด้วยซ้ำ” ฮัวเหมยก็อธิบายคำพูดออกมาอย่างยืดยาว
ซินซินก็ได้แต่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป คงมีแต่เพียงรอยยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาส่งมาให้ทุกคนเพียงเท่านั้น เมื่อทุกคนอยู่คุยกันสักพักฮัวเหมยก็ได้มาจูงมือเ้าตัวน้อยเข้ามาในห้องนอนของซินซินเอง เพื่อจะคุยเื่การขายสบู่กันต่อ
“ซินซินที่อามาวันนี้อาเอาเงินค่าสบู่มาให้หนูด้วยนะคะ แล้วสบู่ที่บ้านของอาเหลืออยู่ลังเดียวแล้ว หนูจะให้อาทำอย่างไรดี” ฮัวเหมยถามเ้าตัวน้อยขึ้นมา
“พรุ่งนี้หนูจะเอาไปเพิ่มให้อีก ห้าลังเลยคะ แต่ละลังมีห้าร้อยก้อนหนูก็ส่งให้คุณอาก้อนละหนึ่งหยวนเหมือนเดิม ว่าแต่อาเขยเขาไม่ว่าคุณอาหรือค่ะที่แอบขายของ” ซินซินถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ไม่หรอกจ๊ะเขาเองยังเอาไปขายให้กับหัวหน้าและคนที่สนิทกันด้วยเลย และทุกคนก็ต่างก็ชอบกันมาก” ฮัวเหมยตอบหลานสาวพร้อมกับลูบหัวของหลานสาวไปด้วย หลานสาวเธออายุเพียงแค่นี้แต่ช่างฉลาดนัก เธอคิด
“เรามาคิดเงินกันเถอะหลานรักสบู่ครั้งก่อนที่หลานให้อาไว้มีสามลัง ลังห้าร้อยก้อน คิดเป็เงินหลานก็ได้หนึ่งพันห้าร้อยหยวนแต่อาเพิ่มให้หนูเป็สองพันหยวนนะคะ เพราะถ้าไม่มีหนูอาคงไม่สามารถทำเงินได้มากแบบนี้” ฮัวเหมยเอาเงินให้หลานสาวตัวน้อยของตนพร้อมโอบกอดหลานด้วยความรักและขอบคุณ
“หนูว่าคุณอาลาออกดีไหมคะเพราะคุณอาท้องแล้ว อยู่กับฝุ่นผงมากๆ จะไม่เป็การดีทั้งคุณอาและน้องชายได้”
“นี่หนูอายุสามขวบจริงหรือเปล่าลูกทำไมหนูถึงรู้เื่เยอะจัง” ฮัวเหมยพูดพร้อมบีบจมูกของหลานสาวเบาๆ อย่างเอ็นดู
“สามขวบจริงสิคะ” ซินซินตอบกลับผู้เป็อา ‘แต่อายุทางจิติญญานั่นนับไม่ได้แล้ว’ เธอคิดในใจ
“ไว้อาจะลองคิดดูนะคะ”
“อีกหน่อยบ้านเมืองเราก็จะขายสินค้าได้อิสระมากขึ้นใครทำก่อนก็จะรวยก่อน คุณอาเชื่อหนูไหมคะ” ซินซินมองหน้าผู้เป็อาอย่างจริงจัง
“อามั่นใจในตัวหนูนะลูก เพราะั้แ่หนูเกิดมาบ้านของเราก็ดีมาตลอดหนูเป็เทพธิดา เป็ดาวนำโชคให้กับครอบครัวของเราเลยฉะนั้น อาเชื่อหนูทุกอย่าง และอาคิดว่าถึงแม้ว่าหนูจะยังเป็เด็กแต่หนูก็รู้สิ่งใดควรไม่ควร แต่อาและทุกคนก็หวังอยากจะให้หนูใช้ชีวิตแบบเด็กๆ ให้มีความสุขเช่นกันดังนั้นหนูอย่านำเื่ที่หนูรู้ไปบอกกับคนอื่นนะคะ เพราะเขาอาจจะมาทำร้ายหนูได้” ฮัวเหมยเองก็กล่าวเตือนหลานสาวตัวน้อยขึ้นมา
“รับทราบค่ะ”ซินซิน ซึ่งรับรู้ถึงความจริงใจจากผู้เป็อาที่ส่งมาให้ก็เกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นในใจ
“เราออกไปข้างนอกกันดีไหมคะ เดี๋ยวอาจางหยางจะสงสัยที่เราสองคนหายไปนาน”
จางหยางได้เห็นภรรยาของตนเดินจูงมือของหลานสาวตัวน้อยออกมาจากห้องแล้ว ก็รีบเดินมาประคองฮัวเหมยด้วยความเป็ห่วง
“คุณคะ ท้องฉันยังไม่โตนะคะฉันยังเดินได้คล่องอยู่ ไม่ต้องประคองก็ได้ ฉันอาย”
“คุณจะอายอะไรล่ะครับ คนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ผมว่าคุณไปลาออกจากงานเถอะครับผมเป็ห่วง” จางหยางพูดพร้อมกับประคองฮัวเหมยที่จูงมือหลานสาวมานั่งแล้ว
“แม่เองก็เห็นด้วยกับอาหยางนะลูก” เมื่อแม่พูดจบฮัวเหมยก็ได้มองหน้าทุกคน และก็เลยมาถึงหน้าหลานสาวตัวน้อยเป็คนสุดท้าย
“หนูบอกคุณอาแล้ว เชื่อหนูและทุกคนเถอะค่ะ ตอนนี้รายได้ของคุณอามากกว่าทำงานหลายปีรวมกันเสียอีก” เ้าตัวน้อยก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ตกลงค่ะ พรุ่งนี้หนูจะไปทำเื่กับฝ่ายบุคคล”
“ดีแล้วครับเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปเอง”
“กินข้าวเย็นกันได้แล้วค่ะ” เสียงของซูเหมยร้องเรียกทุกคนเมื่อเธอตั้งโต๊ะกับข้าวเสร็จแล้ว
“คืนนี้ก็นอนที่นี่นะลูก กลับมืดๆ ค่ำๆมันอันตราย ถึงแม้ว่าจะมีไฟตามทางแล้วแต่ถนนมันก็ยังไม่ดีนัก”
“ค่ะแม่” ฮัวเหมยตอบรับผู้เป็แม่อย่างเชื่อฟัง
ซินซินก็ได้ผู้เป็พ่ออุ้มเข้ามาในห้องของตัวเองเช่นเดียวกัน โดยมีแม่และพี่ชายตามมาด้วย
“แม่คะ พ่อคะ พี่คะซินซินรวยแล้วค่ะ วันนี้คุณอาเอาเงินค่าสบู่มาให้หนูตั้งสองพันหยวน หนูคิดว่าอีกหน่อยหากมีการเปิดโอกาสให้ซื้อบ้านกันได้เราไปซื้อบ้านแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันดีไหมคะ” ซินซินถามครอบครัวของตน
“หนูรับรองว่าครอบครัวเราจะต้องดีขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอนและเราก็จะได้ไปให้ไกลจากคนบ้านหลงด้วย หนูอยากให้คุณย่าสบายกายและใจค่ะ” ซินซินพูดออกมาจากใจจริง
“หนูคิดว่าอีกหน่อยเราจะมีิอิสระในการทำอะไรมากขึ้นหรือครับลูก”จินเป่าถามลูกสาวตัวน้อย
“ใช่ค่ะ แต่หนูก็ยังไม่รู้่เวลาที่แน่นอนแต่อาจจะไม่เกินห้าหรือหกปีหรอกค่ะ” ซินซินตอบขึ้นอย่างกลาง ๆ เพราะในโลกที่เธออยู่ตอนนี้เป็โลกคู่ขนานกับโลกเดิม และถึงแม้จะมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกันอยู่ ดังนั้นด้านเวลาก็อาจจะมีการคลาดเคลื่อนกันก็ได้
“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วหนูจะนอนคนเดียวจริงหรือลูก” ผู้เป็แม่ถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง ถึงแม้ว่าเธอจะถามลูกสาวตัวน้อยทุกวันก็ตาม
“นอนได้ค่ะ หนูก็นอนมาทุกวันแล้วนี่คะ” ซินซินก็ตอบเหมือนทุกวันที่แม่ถาม
“ให้พี่นอนเป็เพื่อนดีไหมครับ” ซ่านซ่านถามน้องสาวด้วยความเป็ห่วงเช่นกัน
“พี่ชายหนูโตแล้วนะคะ เราไม่ควรนอนด้วยกันแล้ว” ซินซินผู้ซึ่งอายุสามขวบตอบพี่ชายของตน เธอรู้ว่าพ่อแม่และพี่ชายเป็ห่วงเธอเพราะพวกเขาถามเธอมาตลอดั้แ่เธอแยกห้องนอนออกมาเมื่ออายุได้สามขวบเต็ม
เมื่อทุกคนได้ยินคำตอบที่มั่นใจของลูกสาวตัวน้อย และน้องสาวสุดที่รักแล้ว พวกเขาก็ได้แต่ต้องแยกย้ายกันไปนอนยังห้องของตัวเอง
เช้าวันต่อมาอากาศก็ยังคงหนาวอยู่เช่นเดิม ซินซินตัวน้อยเองก็ยังคงนอนอยู่บนที่นอนนุ่มใต้ผ้าห่มอุ่นของตนอย่างมีความสุข
“เ้าตัวน้อยกำลังจะเกิดพายุหิมะ อีกครึ่งเดือนข้างหน้าจงเตรียมตัวรับมือให้พร้อมนะแล้วห้ามขอพรให้พายุไม่เกิดล่ะ เพราะนี่เป็ชะตากรรมที่มนุษย์จะต้องพบเจอแต่เ้าสามารถขอพรให้มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มเพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ แต่ก็จงอย่าทำมากจนเกินไป ตัวเ้าเองจะเดือดร้อนเอาได้เช่นกัน” เ้าแม่หนี่วาได้มาเตือนซินซินในความฝัน
“เ้าแม่ อย่าเพิ่งไปเ้าค่ะ”ซินซินส่งเสียงละเมอออกมา พร้อมกับลืมตาตื่น เธอได้คิดถึงสิ่งที่เ้าแม่มาเตือน โดยการนั่งนิ่งๆ ว่าเธอควรจะทำอย่างไรดี เพราะยุคนี้หากเอาของออกมามากจนเกินไปย่อมเป็อันตรายกับตัวเองและครอบครัวเป็แน่
“ซินซินหนูตื่นหรือยังคะ” เสียงผู้เป็แม่ถามลูกสาวตัวน้อยอยู่หน้าประตูห้องก่อนที่จะเปิดประตูเข้ามา
“เป็อะไรไปคะ ทำหน้ายุ่งแต่เช้าเชียว”
“คุณแม่คะ หนูฝันถึงเ้าแม่หนี่วาค่ะ ท่านมาบอกว่าอีกครึ่งเดือนจะเกิดพายุหิมะซึ่งหนูเองก็ไม่ทราบความรุนแรงเพราะท่านไม่ได้บอกไว้ ท่านเพียงมาบอกว่าให้เตรียมตัวให้พร้อมเพียงเทานั้นค่ะ” เมื่อผู้เป็แม่ได้ฟังก็ใ
“เราลองออกไปปรึกษาทุกคนดูดีไหมคะ หนูไม่ต้องกังวลใจไปนะลูก” ผู้เป็แม่ปลอบลูกสาวของตนพร้อมกับกอดเ้าตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน
“ค่ะแม่” ซินซินตอบรับแม่ของตนพร้อมกับสูดกลิ่นหอมจากร่างกายของผู้เป็แม่ไปด้วย
เมื่อทุกคนได้ทานอาหารเช้าร่วมกันเสร็จแล้ว ก็พากันมานั่งเล่นที่ห้องโถงของบ้านเพราะเป็ห้องที่มีปล่องไฟ ทำให้คลายความหนาวลงได้มาก ฮัวเหมยและสามีก็ยังไม่ได้กลับไปเพราะข้างนอกยังมีหมอกอยู่ทั้งสองจึงต้องรอให้สายกว่านี้เพื่อให้หมอกจางลงไปก่อน
“ซินซินเล่าเ้าแม่หนี่วาได้มาเตือนว่าอีกครึ่งเดือนจะเกิดพายุหิมะขึ้นค่ะ แต่เ้าแม่ไม่ได้บอกว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน” ซูเหมยได้พูดถึงสิ่งที่ลูกสาวตัวน้อยเล่าให้เธอฟังเมื่อเช้าออกมา
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ใไปตามๆ กัน เพราะภัยที่เกิดจากพายุหิมะนั้น มีความน่ากลัวมาก พอเกิดทีก็มักจะมีผู้คนอดตาย และหนาวตายเป็จำนวนมากด้วยความขาดแคลนทั้งจากอาหารและเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายยิ่งบ้านไหนไม่เข็งแรง ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะทั้งบ้านและคนก็จะจมไปพร้อมกับหิมะอันหนาวเหน็บ
“เราจะทำอย่างไรกันดีจะบอกว่าฝันถึงเทพมาเตือนก็ไม่ได้เด็ดขาด หากพูดแบบนี้ออกมาบ้านเราคงได้ถูกทหารมาจับเป็แน่ด้วยข้อหาบูชาความเชื่อ” ผู้เป็ย่าของซินซินกล่าวขึ้นมาด้วยความร้อนใจ
“เดี๋ยวนะครับทำไมทุกคนถึงได้ปักใจเชื่อว่าจะเป็เื่จริงกันครับ”จางหยางถามขึ้นด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ
ทุกคนที่ได้ยินคำถามของจางหยางก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงออกมา จะบอกว่าลูกหลานของตนเป็เทพธิดามาเกิด ก็คงไม่ได้เป็แน่ ด้วยความเงียบของทุกคน จางหยางก็ยิ่งสงสัยขึ้นไปอีกเข้าจึงได้หันมามองหน้าผู้เป็ภรรยาว่าจะให้คำตอบแก่เขาได้หรือไม่
“อาจางหยางคะ อาดูนี่นะคะ” เมื่อจบคำพูดของซินซิน ก็มีเสื้อบุนวมตัวหนาสีดำออกมาปรากฎอยู่ในมือของเธอหนึ่งตัว จางหยางที่ได้เห็นก็ได้ตกตะลึงเบิกตากว้างไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้หลานสาวตัวน้อยนั่งอยู่บนพรมที่พื้นและรอบๆ ไม่เคยมีเสื้อตัวนี้มาก่อนแต่อยู่ดีๆ เสื้อตัวนี้ก็มาอยู่ในมือของหลานตัวน้อยได้ยังไงกัน
ซินซินผู้แสนซนกลัวว่าอาเขยจะไม่เชื่ออีก จึงได้เสกของกินออมาวางไว้รอบตัวอย่างมากมาย ครั้งนี้จางหยางได้สูญสิ้นความสุขุมที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง
“ซินซินหนูเป็นางฟ้ามาเกิดหรือลูก อาใมากเลย แต่หนูไม่ต้องกลัวนะอาจะปกป้องหนูอีกแรงอย่าไปทำให้ใครเห็นอีกนะครับ” จางหยางตอนนี้เชื่ออย่างสนิทใจถึงเื่พายุหิมะแล้ว
“อาหยางลูกไม่ใหรือคิดว่าซินซินจะไม่ใช่คนบ้างหรือ”เย่วจิน ถามกับลูกเขยองตนด้วยความแปลกใจ
“แปลกใจมากกว่าครับแต่ไม่ได้กลัวอะไร เพราะก่อนที่ผมจะได้พบกับฮัวเหมย ผมได้เคยไปฝึกจิตอยู่กับพระอาจารย์ท่านหนึ่งท่านเคยบอกว่า สักวันผมจะได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็ผู้ที่มีความพิเศษมากๆ ท่านบอกให้ผมคอยช่วยเป็กำลังให้กับคนผู้นี้ด้วย” จางหยางเล่าถึงอดีตของตน