โหลวอี้หยางตื่นขึ้นมายามเช้าในฐานะฮูหยินอีกครั้ง หลีกเลี่ยงอย่างไรก็ไม่พ้นต้องกลับมายังตำแหน่งนี้เช่นเดิมช่างน่าหดหู่แท้แต่ว่าเมื่อนางกลับมาแล้วอย่าหวังว่านางจะยอมให้คนพวกนี้ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจได้อีกเลย
โหลวอี้หยางแต่งตัวเสร็จก็เดินออกไปนอกประตูเรือน บ่าวรับใช้ทั้งหลายเห็นนางออกมาเพียงคนเดียวก็มองมายังนางด้วยสายตาถูกแคลน
ช่างไม่เจียมตัวนักได้เป็เพียงบ่าวในจวนก็ดีนักแล้วหรือริอาจมาใช้สายตาเช่นนี้กับนาง ช่างไม่รู้จักโหลวอี้หยางผู้นี้เสียแล้ว
"มีปัญหาอันใดหรือไม่"
"ไม่มีเ้าค่ะ แค่ไม่เห็นนายน้อยฉีออกมาพร้อมท่านจึงรู้สึกแปลกใจเท่านั้น"
โหลวอี้หยางฟังสาวใช้ที่ต้องรับใช้นางหน้าเรือนผู้นี้พูดด้วยสายตาสงบนิ่งราบเรียบไม่ทุกข์ร้อนใจกับคำกล่าวของสาวใช้ผู้นั้นสักนิด
คนอื่นลอบมองเหตุการณ์ตามเมื่อเห็นมีคนกล้าพูดออกมาเช่นนี้ ฮูหยินน้อยคนใหม่กลับมีท่าทีนิ่งเฉยไม่ได้มีอาการอะไรก็รู้สึกว่าไม่ต้องกังวลว่าตนจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีกแล้ว
โหลวอี้หยางเดินเข้าไปหาสาวใช้นางนั้นช้าๆแล้วจึงฟาดฝ่ามือตบสาวใช้นางนั้นเข้าเต็มแรงจะยั้งทั้งยังมีสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม
"ท่าน ท่านตบบ่าวทำไม เหตุใดถึงทำร้ายข้า"
"ในเมื่อยังไม่รู้จักว่าใครเป็นายใครเป็บ่าวก็คงต้องเตือนสติอีกครั้ง"
โหลวอี้หยางฟาดฝ่ามือเต็มแรงอีกครั้งใส่หน้าของสาวใช้นางนั้นจนสองแก้มของนางแดงเป็รอยฝ่ามือของโหลวอี้หยางประทับอยู่ เืไหลลงมายังสองข้างมุมปากฟันที่กระเด็นหลุดออกมานั้นก็ไปกระแทกโดนหน้าของบ่าวอีกคนที่อยู่อีกฝั่ง
ภายในบริเวณนั้นไม่มีเสียงใดเกิดขึ้นอีกเลย ความเงียบคืบคลานเข้ามาจนปกคลุมทั่วบริเวณ แม้แต่สาวใช้ที่ถูกตบก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาด้วยซ้ำเมื่อสบเข้ากับดวงตาของโหลวอี้หยาง
"ต่อไปถ้าไม่รู้ว่าตัวเองมีฐานะเช่นไรในจวนก็จงเสนอหน้าออกมาให้ข้าได้สอนสั่งสักครั้งดีหรือไม่"
"ขอรับ"
"เ้าค่ะ"
บ่าวที่อยู่บริเวณนั้นขานรับทันที พร้อมทั้งก้มหน้าลงต่ำคล้ายรู้สึกถูกกดดันอย่างหนักจากสายตาของฮูหยินน้อยผู้นี้ เหตุใดหน้าตางดงามเช่นนี้ถึงลงมือโเี้ยิ่งนักต่อไปพวกเขาจะต้องระวังตัวให้มากเมื่ออยู่ต่อหน้านางแล้ว
"ถ้ารู้ตัวแล้วก็รีบไปทำหน้าที่ของตน"
บ่าวชายหญิงรีบวิ่งออกจากบริเวณนั้นไปทำหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็งยิ่งเหมือนกลัวว่าถ้าไม่ทำจะถูกลงโทษทางสายตาจากฮูหยินน้อยผู้นี้
ก็เพียงเท่านี้ ไยภพก่อนนางถึงต้องสนใจสายตาของผู้คนแม้แต่บ่าวไพร่ก็แสดงออกถึงความไม่เคารพนาง แต่คราวนี้นางไม่จำเป็ต้องทำตัวให้ฉีหวังโม่พอใจอีก ไม่จำเป็ต้องรักษากิริยามารยาทที่สะใภ้พึงมีบ้าบอนั้นอีก
โหลวอี้หยางเดินหาพ่อบ้านสกุลโหลวทันทีอย่างรู้ทางยิ่ง นางเดินไปขอเลือกสาวใช้ส่วนตัวด้วยตัวเอง ไม่อยากได้คนหน้าไหว้หลังหลอกมารับใช้อีก ภพนี้นางไม่้านำพาคนสกุลโหลวเข้ามายังจวนฉีสักคน ไม่ขอยุ่งเกี่ยวมากไปกว่านี้ ถ้ามีวันใดนางสามารถหย่าได้นางจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้กังวล
หลังจากนั้นนางก็เดินไปคารวะฮูหยินใหญ่ มารดาของฉีหวังโม่เพียงลำพัง
"คารวะท่านแม่"
"เหตุใดสามีเ้าถึงไม่ได้มาพร้อมกันเล่า"
"ไม่ทราบเ้าค่ะ"
"พวกเ้าไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันหรือ"
"เ้าค่ะ"
"ไยเหลวไหลถึงเพียงนี้ เดี๋ยวข้าจะตักเตือนเขาให้ เ้าอย่าได้คิดมากอันใดเล่า"
"เ้าค่ะ"
"เช่นนั้นก็ไปได้แล้วข้ายังมีเื่ให้จัดการอีกมาก"
"เ้าค่ะ"
โหลวอี้หยางรู้ได้ทันทีว่ามารดาของฉีหวังโม่ได้กลับไปตักเตือนเื่การไม่ยอมเข้าร่วมหอของฉีหวังโม่กับนางในคืนแรกหรอก นางเข้าข้างลูกชายนางยิ่งกว่าอะไรดี เห็นลูกชายไม่สนใจนางเช่นนี้ก็ไม่ได้รู้สึกต้องปกป้องหรือช่วยเหลือสักนิด ชาติก่อนนางร้องห่มร้องไห้แทบขาดใจมาฟ้องนาง นางก็พูดเช่นนี้อาจจะมากกว่านี้หน่อยเพื่อปลอบใจนาง แต่พอนานวันเข้า มารดาฉีหวังโม่กลับบอกให้โหลวอี้หยางเข้าใจและยอมรับเื่ทุกอย่างเสียทีว่าเขาไม่รักนาง ทำให้นางหมดที่พึ่งพิงในสกุลฉีอย่างแท้จริง
โหลวอี้หยางหันหลังกลับเดินไปได้สักพักก็พบกับฉีหวังโม่ที่เดินเคียงคู่กับไป๋ซู่เซียง ช่างดูหวานชื่นราวกับน้ำผึ้ง โหลวอี้หยางยิ้มเย็นออกมาทันทีแล้วก็เดินผ่านหน้าคนทั้งคู่ทำเหมือนไม่เคยรู้จักสองคนนั้นมาก่อน
แต่แล้วเสียงที่นางรังเกียจพอๆกับเสียงของฉีหวังโม่ในภพก่อนก็ดังขึ้น
"ฮูหยินน้อยเ้าคะ"