แสงอาทิตย์สาดส่องขับไล่ไอเย็นอากาศยามเช้าให้อุ่นขึ้น บ้านเรือนแต่ละหลังเริ่มมีไอควันจากการหุงข้าวทำอาหาร
โจวจื่อซินลุกออกจากเตียงอันอบอุ่นเพื่อมาทำอาหารไว้รอสหาย ซึ่งเป็ข้าวต้มใส่ไข่และผัดผักง่ายๆแค่นั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงยกไปตั้งไว้ที่โต๊ะเพื่อรอทุกคน
ในห้องนอนยามนี้ร่างสองร่างที่มีเพียงร่างเปลือยเปล่ากำลังนอนกอดกันอย่างสบาย เซียวโม่ฉือก้มลงไปกดจมูกลงบนหน้าผากเกลี้ยง กระชับผ้าห่มให้คนตัวเล็กที่ซุกอยู่บนอก มือไม่เริ่มไม่อยู่เฉยลูบตรงนั้น จับตรงนี้จนร่างเล็กรู้สึกตัว
“อืมม ขอนอนต่ออีกหน่อย” อวิ๋นเฟยเฟิ่งส่งเสียงงึมงำเหมือนแมวน้อยขี้เซา
“เช้าแล้ว วันนี้ต้องไปสำนักยุทธ์มิใช่หรือ?” เซียวโม่ฉือตอบเสียงแ่ ลมหายใจเริ่มร้อนขึ้น
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเมื่อได้ฟังก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาความปวดเมื่อยยามที่ขยับตัวทำให้ต้องขมวดคิ้ว
“อื้อ เจ็บเป็บ้าเลย” อวิ๋นเฟยเฟิ่งได้แต่สูดปาก
เซียวโม่ฉืออดใจไม่ไหวอีกต่อไป เขาโน้มใบหน้า ลงไปกดจูบริมฝีปากอิ่มนั้นช้าๆ แ่เบาก่อนเปลี่ยนเป็จูบที่ร้อนแรงขึ้นจนอวิ๋นเฟยเฟิ่งครางประท้วง นี่เขายังไม่พออีกงั้นหรือ!
เสียงบทจูบที่ดังขึ้นด้วยเรื่อยๆ มือหนาที่ส่งไปตามเนื้อตัวของร่างบางเริ่มรุกหนักขึ้นเข้าไปอีก
“อืมมม อ่า” อวิ๋นเฟยเฟิ่งได้แต่ครางเสียงหวาน
“ข้าสัญญาว่าเ้าจะไปถึงสำนักยุทธ์ทันเวลาแน่” เซียวโม่ฉือเอ่ย สายตาเต็มไปด้วยความ้า
โดยไม่ให้นางได้ปฏิเสธริมฝีปากหยักบดเบียดลงมาอย่างหนักหน่วง ปลายลิ้นที่ตวัดกลับปลายลิ้นเล็กยามที่ริมฝีปากเผยออกรับอย่างรู้งานใบหน้าหล่อโน้มลง เพื่อชมชิมยอดอกสีอ่อนแล้วดูดดึงพร้อมกับปลายลิ้นที่ตวัดลงอย่างถี่รัว จนอวิ๋นเฟยเฟิ่งได้แต่ร้องอื้ออึงเพราะความเสียว
“อืออ ซี๊ดด” เสียงหวานครวญครางอย่างสุขสมทำให้ทุกอย่างร้อนขึ้นไปอีกหลายเท่า อวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงจับให้อยู่ในท่าคลานเข่าด้วยมือหนา
และเพื่อไม่ให้เสียเวลาดังที่กล่าว ว่าจะให้อวิ๋นเฟยเฟิ่งไปถึงสำนักยุทธ์ได้ทัน เซียวโม่ฉือจับหัวบานใหญ่ที่แข็งขึงค่อยๆถูไถไปกับความเปียกแฉะของนางจากทางด้านหลังค่อยๆ ถอยลงช้าๆ ร่องเล็กขมิบระรัวเพราะความใหญ่โตที่ดันเข้ามาจนรู้สึกเจ็บอีกครั้ง
“อือออ”
“ซี๊ดดด อย่าเกร็ง” เซียวโม่ฉือโน้มลงไปกระซิบ มือข้างหนึ่งส่งไปนวดเฟ้นหน้าอกอวบ เพื่อเพิ่มความผ่อนคลายให้คนตัวเล็กในขณะที่ท่อนเอ็นก็ส่งเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
“อืมมม โม่ฉือ อ๊าาา”
พรึด! และแค่ชั่วอึดใจ เขาก็ดันแท่งร้อนเข้ามาในร่องเล็กขับแคบนั่นจนสุดลำ
“อ๊ะ อ๊า” อวิ๋นเฟยเฟิ่ง ร้องออกมาทั้งเจ็บทั้งเสียวร่องเล็กขมิบแท่งเนื้อจนแน่น จนเซียวโม่ฉือต้องก้มลงไปจูบซับลงแผ่นหลังนั่นอย่างปลอบโยน
เซียวโม่ฉือ ไล้แผ่นหลังบางก่อนที่มือทั้งสอง จะขยับมาจับที่เอวคอดนั่นเอาไว้แน่น แล้วค่อยๆ ขยับสะโพกเข้าออกอย่างเนิบนาบ
“อ่า ดีจริงๆ เฟิ่งเอ๋อร์” เซียวโม่ฉือ ขยับเข้าออกในจังหวะที่เพิ่มความเร็วเข้ามานิด ร่างเล็กของอวิ๋นเฟยเฟิ่งสั่นคลอนไปตามแรงขยับโยก จากเชื่องช้าจนตอนนี้สั่นไหวตามแรงกระแทกอย่างรุนแรง
เสียงเนื้อก้นอวบอิ่มที่กระทบหน้าขาของเซียวโม่ฉือดังไปทั่วบริเวณห้อง ความนุ่มที่ทำให้เซียวโม่ฉือต้องกระแทกเข้าใส่อย่างถี่รัวมากยิ่งขึ้น
พั่บ! พั่บ! พั่บ!
“อ๊ะ อะ อ๊ะ อื้ออ”
“อ้า อ่า ซี๊ดดด” เซียวโม่ฉือร้องครางเสียงแหบพร่าไม่แพ้กัน แรงกระแทกที่ใส่ไม่ยั้ง ไม่มีตกจนความเสียวแล่นปราด
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อะ อร๊างงง~” อวิ๋นเฟยเฟิ่ง ร้องครวญครางอย่างเสียวซ่านเมื่อนางเสร็จสม เพราะความใหญ่โตที่สอดใส่เข้ามาไม่หยุด โดยที่ไม่ต้องแตะต้องหรือกระตุ้นอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย
เซียนโม่ฉือ กระแทกเข้าใส่ร่องฉ่ำแฉะนั้นอีกไม่กี่ครั้ง
“ซี๊ดดด อ่า อ๊าาาาห์” เซียวโม่ฉือ ปล่อยให้น้ำสีขาวขุ่นมากมายฉีดเข้าใส่ร่องเล็กและแช่ตัวอยู่แบบนั้นก่อนจะดึงออกอย่างนุ่มนวล
เสียงครวญครางหวานหูอย่างแหบแห้งอวิ๋นเฟยเฟิ่งและเสียงครวญครางแหบพร่าของเซียวโม่ฉือ ดังไปทั่วห้องก่อนจะค่อยๆเงียบสงบลง
ด้านนอกประตูห้องนอน ณ ตอนนี้ โจวจื่อซินได้แต่ยืนนิ่งขาแข็งทื่อ ใบหน้างามแดงก่ำ ก้าวขาไม่ออก หลังจากเตรียมอาหารเสร็จนางกำลังเดินมาตามอวิ๋นเฟยเฟิ่งเพื่อไปกินข้าวเช้า
แต่พอเดินมาถึงหน้าห้องกลับได้ยินเสียงที่ทำให้นางต้องหยุดความคิดทั้งหมด และหันหลังเดินจากไปเงียบๆด้วยหัวใจเต้นแรงราวกับไม่สบาย
"จื่อซิน แล้วเฟยเฟิ่งเล่า?"อู๋เหล่ยถามอย่างไม่เข้าใจเมื่อเห็นโจวจื่อซินเดินมาเพียงลำพัง ก็ไหนนางบอกว่าจะไปตามอวิ๋นเฟยเฟิ่งมิใช่หรือ
"นี่ก็ยังเช้าอยู่มาก นางยังไม่ตื่นสงสัยจะเหนื่อยมาก เรากินกันก่อนก็แล้วกัน"โจวจื่อซินตอบด้วยใบหน้าที่ยังรู้สึกร้อนผ่าวอยู่
อู๋เหล่ยพยักหน้ารับโดยไม่ได้สงสัยอะไร แล้วจากนั้นก็นั่งกินอาหารเช้ากับโจวจื่อซิน เขามองเห็นใบหน้าที่แดงระ เรื่อของนางและคิดว่าเป็เพราะอากาศเย็นจึงไม่พูดอะไรอีก
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูจวนดังขึ้น ในขณะที่โจวจื่อซินและอู๋เหล่ย กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ อู๋เหล่ยเดินไปเปิดประตูก็พบว่าเป็ฟางเจี้ยนิและหลิงซวงที่มา
"อ้าว มากันแล้วหรือ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งที่เดินออกมาพร้อมกับเซียวโม่ฉือ ที่เดินกอดเอวของนางไม่ยอมปล่อยเอ่ยถามขึ้นทักทาย กว่าจะหลุดพ้นจากไฟปรารถนาของคนร่างสูงนี้มาได้ ทำเอานางต้องออดอ้อนขอร้องจนเสียงแหบแห้ง แทบหมดแรง คนบ้าอะไรกินดุชะมัด
วันนี้อวิ๋นเฟยเฟิ่งแต่งกายด้วยชุดรัดกุมสีฟ้าแซมขาวมัดผมขึ้นเป็หางม้าติดด้วยกิ๊บน่ารักหนึ่งอันและปักปิ่นหยกผีเสื้อเข้าชุด ทำให้นางงดงามหาใดเทียบได้
หลิงซวงและฟางเจี้ยนิที่ยังไม่เคยเห็นเซียวโม่ฉือก็ได้แต่มองอย่างตกตะลึงกับความหล่อเหลา ผิวขาวราวกับงาช้าง ดวงตาดุคม และมีท่าทางเฉื่อยชาแต่สูงส่งโดดเด่นกลิ่นอายอันตรายแผ่ออกมาจากร่างสูงนั้น ยิ่งเขาสวมชุดสีแดงเืก็ยิ่งขับเน้นให้หล่อเหลาเกินบรรยาย
เมื่อเห็นว่าสหายทั้งมองไปที่เซียวโม่ฉือด้วยความอึ้งกับความหล่อเหลาจึงเอ่ยว่า"นี่คือเซียวโม่ฉือ เป็สามีข้าเอง โม่ฉือ นี่คือสหายข้าฟางเจี้ยน ิ และหลิงซวง"
อวิ๋นเฟยเฟิ่งแนะนำให้ทั้งสามได้รู้จักกัน โดยเซียวโม่ฉือเพียงแค่พยักหน้ารับรู้โดยไม่เอ่ยสิ่งใด
"ยินดีที่พบคุณชายเซียว"ฟางเจี้ยนิเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"ยินดีที่ได้พบคุณชายเซียว"หลิงซวงกล่าวทักทายอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ต้องยอมรับว่าเซียวโม่ฉือและอวิ๋นเฟยเฟิ่งนั้นเหมาะสมกันมาก ทั้งรูปร่างหน้าตา และระดับพลังิญญายุทธ์ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะต้องมีระดับสูงจนคาดเดาไม่ได้แน่ และอาจจะยังมีสถานะสูงส่งอีกด้วย
หลังจากกินข้าวเช้าพร้อมกันจนเรียบร้อย ทุกคนก็ออกเดินทางกันทันที โดยไม่มีรถม้าเพราะจะเป็การเสียเวลาที่บอกว่าเสียเวลา
เพราะการบินเหินทะยานจะเร็วกว่าการนั่งรถม้าเป็อย่างมาก เมื่อออกจากประตูเมืองทุกคนก็พุ่งเหินออกไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า
เซียวโม่ฉือติดตามไปส่งอวิ๋นเฟยเฟิ่งด้วยเช่นกัน เขาบอกกันนางว่าอีกห้าวันจะมาหานางอีกครั้ง เพราะมีธุระต้องจัดการ
ทางเข้าสำนักยุทธ์ฟ้าครามด้านหน้าเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนที่ผ่านการทดสอบต่างก็มารายงานตัว มีทั้งรถม้าที่มาส่งบุตรหลาน และบางคนมาเองโดยเหาะเหินทะยานมาเหมือนกับพวกอวิ๋นเฟยเฟิ่ง
"เฟิ่งเอ๋อร์ ข้าส่งเ้าตรงนี้ มีเื่ราวใดที่แก้ไม่ได้ให้ไปที่หอสุราเซียวเฟิ่ง หรือถ้าข้าััได้ว่าเ้ามีอันตรายถึงชีวิตข้าจะปรากฏตัวขึ้นข้างกายเ้าทันที"เซียวโม่ฉือกล่าว เขาคงส่งนางได้แค่ด้านนอกสำนักเพราะคนที่จะเข้าไปได้มีแต่ศิษย์ในสำนักเท่านั้น
"เข้าใจแล้ว พูดอย่างกับว่าจะจากข้าไปนาน แค่สี่ห้าวันก็เจอกันแล้ว ว่าแต่หอสุราเซียวเฟิ่งเป็ของเ้าหรือ?"จะว่าไปแล้วชื่อหอสุรานี้นางก็รู้สึกทะเเม่งๆั้แ่แรกแล้ว
"ใช่ ไม่ต้องกังวลสิ่งใด เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะต้องดีขึ้น"เซียวโม่ฉือลูบผมนุ่มสวยขณะเอ่ยบอก
เขากำลังตามหาเบาะแสของครอบครัวอวิ๋นเฟยเฟิ่ง ไม่ใช่ว่าเพิ่งตามหาแต่ตลอดระยะเวลาร้อยปีมานี้เขาก็ตามหาไม่เคยว่างเว้น ไม่ว่าจะเป็ดินแดนใดหรือในชนเผ่าใดก็ตาม หรือแม้แต่ดินแดนลึกลับก็ไม่ละเลย
ที่เขาไม่บอกนางเพราะเื่นี้อันตรายใหญ่หลวงนัก ลำพังแค่นางด้วยระดับพลังแค่นี้คงมิอาจต้านทานคนเ่าั้ได้ ไว้ให้เขาจัดการทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและหาครอบครัวของนางพบค่อยบอกจะดีกว่า
ให้อวิ๋นเฟยเฟิ่งอยู่เที่ยวเล่นในดินแดนต่างๆจนกว่าจะพบครอบครัวนางอย่างปลอดภัยไปก่อนอีกสักหน่อย อีกเหตุผลที่เขายังไม่อยากให้อวิ๋นเฟย เฟิ่งกลับดินแดนเทพเพราะเขารู้ว่าคนในตระกูลอวิ๋นเปลี่ยนไปมาก ไม่อาจไว้ใจใครได้
"ข้าจะทำตัวดีๆ เ้าก็รักษาตัวด้วย"อวิ๋นเฟยเฟิ่งยิ้มให้คนตัวโตนางรับรู้ถึงความห่วงใยที่เขาส่งมา และนางรู้ว่าควรทำเช่นไรเพื่อไม่ให้คนจากดินแดนเทพตามเจอ
หลังจากล่ำลากันเรียบร้อยทุกคนก็เข้าไปในสำนักเมื่อเข้ามาในสำนักยุทธ์ฟ้าคราม ผู้บำเพ็ญตนมากมายหลากหลายสายวิถี ต้องบอกก่อนว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญตนนั้นนอกจากจะมีมนุษย์ เทพ เซียน มาร ปีศาจแล้ว ย่อมต้องมีภูตผี ิญญา
ซึ่งเมื่อมีภูตผีิญญา ก็ต้องมีผู้ฝึกผี และผีในโลกนี้แบ่งได้สี่ประเภท ได้แก่ ผีหยิน ผีอสูร ผีประหลาด ผีิญญาและผีหยินคืออ่อนแอที่สุด นี่คือลำดับขั้นของผู้ฝึกผี
อวิ๋นเฟยเฟิ่งในฐานะที่อยู่ในดินแดนเทพ เข้าใจดีว่าไม่ว่าจะเป็ผีเร่ร่อน ิญญาแค้น หรือิญญาร้ายที่สิงสถิตในโลกใบนี้ล้วนเป็ผีหยินทั้งนั้น
พวกมันสามารถฝึกตนได้ แล้วขึ้นอยู่กับว่าจะฝึกตนสายไหน เช่นฝึกสายธรรมะโดยการไม่ฆ่าผู้คน หรือฝึกสายปีศาจดูดกลืนพลังชีวิตของผู้คน หรือฝึกสายมารเป็ต้น
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผู้ฝึกผีแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไปคือพวกเขาไม่มีพลังธาตุ!
ในเมื่อมีภูตผี ิญญาก็ย่อมต้องมีผู้ฝึกตนด้านการปราบผีเช่นนักบวช เหล่าสำนักพุทธ นักพรต ลัทธิเต๋า ขงจื๊อเป็ต้น
การฝึกตนแบบภูตผีแตกต่างจากการฝึกโดยทั่วไป ร่างของพวกภูตผีเป็พลังิญญาจึงไม่จำเป็ต้องใช้ลมปราณและเืเนื้อเหมือนมนุษย์
และเมื่อกลายเป็ผีิญญา ร่างิญญาจะแข็งแกร่งจนไม่ต้องกลัวแสงอาทิตย์ สามารถออกมาเดินใน่กลางวันได้ ไม่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป
จากผีหยินกลายไปเป็ผีิญญา ระดับพลังิญญายุทธ์จะอยู่ในระดับจอมทัพทันที! เช่นเดียวกับสัตว์เทพ
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนจากผีหยินเป็ผีิญญาไม่ใช่เื่ง่าย ต้องพัฒนาเป็ผีอสูร ก่อนจะกลายเป็ผีประหลาดจึงจะได้เป็ผีิญญาในท้ายที่สุด
แต่ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนสายอะไร การเลื่อนขั้นระดับพลังิญญายุทธ์นั้นเรียกเหมือนกันหมดคือก่อกำเนิด แก่นแท้ นักรบ ขุนพล จอมทัพ นภา ศิลา จักรพรรดิ ราชันย์ เทวะ เซียน(รับทัณฑ์์8ครั้ง) กึ่งเทพ(รับทัณฑ์์12ครั้ง) เทพ(รับทัณฑ์์16ครั้ง) มหาเทพ(รับทัณฑ์์20ครั้ง) และา(รับทัณฑ์์25ครั้ง) ซึ่งแต่ละระดับมีขั้นต่ำ กลาง สูง เช่นกัน
แน่นอนว่าสำหรับอวิ๋นเฟยเฟิ่งแล้วการปราบภูตผีปีศาจล้วนง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะในดินแดนเทพเหล่าผู้เยาว์ได้รับการสอนสั่งในเื่นี้ั้แ่อายุเพียง6หนาว ทั้งยังได้ออกล่าปราบภูตผีปีศาจเป็ประจำ
ไม่ว่าจะเป็บทสวด เวทคาถาปราบภูตผี หรือแม้แต่ปีศาจก็ล้วนแต่เป็คัมภีร์ขั้นสูงทั้งสิ้น หากคนดินแดนเทพไม่สามารถปราบภูตผีปีศาจได้ คงเป็เื่ขายหน้าอย่างที่สุด