บทที่ 7
จุดเริ่มต้นของา
ณ เรือนฟางหรง
“ น้องเล็ก.... ! ” เยว่ฉีสะดุ้งตื่นขึ้นจากการหลับไหล เม็ดเหงื่อผุดตามไรผมท่าทีตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด นางมองไปรอบๆด้วยความลนลาน สายตาลอดส่องอย่างพินิจก็พบว่าเป็เรือนนอนของตนจึงถอนลมหายใจปรับอารมณ์ให้เข้าที
เยว่ฉีใช้มือบางตบกลางหน้าอกตนเบาๆพร้อมเอ่ยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “ทำไมข้าถึงฝันอะไรเช่นนี้”
เยว่ฉีสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย นางฝันเห็นภาพที่จิ้นสิงพยายามจะขืนใจิหลัน ทั้งคำพูดทั้งอารมณ์ชัดเจนเสมือนนางเข้าไปนั่งในอยู่ภายในจิตใจของทั้งสองนั้น แต่ความฝันก็คือความฝันไม่ว่าจะเหมือนจริงสักเพียงใดก็ต้องหยุดความคิดร้ายกาจนั้นเอาไว้
เยว่ฉีสบัดศรีษะไล่ความคิด “เช้าแล้ว กลับมาอยู่กลับความจริงเถิดเยว่ฉี” นางพยายามดึงสติตนให้กลับสู่ความเป็จริง ลืมความฝันอัปยศนั้นเสีย
แสงแดดอ่อนในยามเช้ากระตุ้นสมองให้ปรอดโปร่ง สายลมพัดใบไม้เกิดเสียงทำนองรับกับเสียงนกน้อยมาเป็ระยะๆช่างเป็จุดเริ่มต้นของวันใหม่ที่ดีจริงๆ วันนี้นางตั้งใจจะเอาตำราที่ยึดมาจากศิษย์น้องเล็กไปไว้ที่เดิม เยว่ฉีพึ่งก้าวพ้นประตูเรือนก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ศิษย์พี่รอง ท่านกำลังจะไปที่ใด” เสียงทะเล้นเอ่ยถาม จิ้นสิงยืนพิงประตูรอพบเยว่ฉีมาได้สักพักแล้ว เขายืนกออกรอเยว่ฉีอย่างใจเย็น ใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเดิม
“ข้ามีธุระ ไม่วางคุยกับเ้า” เยว่ตอบปัด ตอนนี้เวลานางมองหน้าจิ้นสิงมักนึกถึงความทรงจำที่แทรกเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน อีกทั้งเมื่อคืนความฝันที่เผชิญ จิ้นสิงช่างน่ากลัวยิ่งนัก เลี่ยงได้นางควรเลี่ยง เยว่ฉีพูดจบก็ทำท่าจะเดินผ่านจิ้นสิงไป
ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของจิ้นสิงหุบลงทันที เขาเอาแขนกางขวางทางเดินของเยว่ฉีไว้ จิ้นสิงเอ่ยเสียงขรึม “เดินทางสายกลางเป็สิ่งที่ศิษย์พี่รองทำมาตลอดมิใช่หรอกหรือ เหตุใดคราวนี้ถึงเข้ามายุ่งเล่า” จิ้นสิงเอ่ยโดยไม่หันไปสบตาเยว่ฉีเลยสักนิด
“เ้าหมายความว่าเช่นไร” เยว่ฉีโยนหินถามทาง
จิ้นสิงหุบแขนลงเขาหันไปสบตากับเยว่ฉี ตอนนี้ใบหน้าจิ้นสิงกลับมามีรอยยิ้มเช่นเดิม “โคมเฟินซิ้นจะต้องถูกสร้างขึ้น ถึงท่านจะนำเื่นี้ไปบอกหยางเกาแล้วเช่นไรเล่า ข้ากับเขาเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายถึงแตกหักข้าหาสนใจไม่ แต่ท่านเล่าศิษย์พี่รองท่านจะรับความรู้สึกนี้ไหวหรือ?”
รอยยิ้มและน้ำเสียงที่กดดันของจิ้นสิงทำให้เยว่ฉีขนลุกชัน นางเอ่ยถามด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน “ความรู้สึกอะไรกัน เ้าหมายความว่าเช่นไร” เยว่ฉีเริ่มหวาดกลัวจิ้นสิงอย่างชัดเจน
“ความรู้สึกที่ท่านเป็คนเผาฟางเส้นสุดท้ายระหว่างข้ากับหยางเกา และยังความรู้สึกที่ท่านเป็คนริเริ่มทำลายความสงบของสำนักไร้นามนี้อย่างไรเล่า” จิ้นสิงพูดจริงจังขึ้นหลายส่วน เห็นเยว่ฉีนิ่งเงียบเขาจึงกล่าวต่อ
“ใช่ว่าท่านจะไม่รู้ความในระหว่างข้ากับหยางเกา ต่อหน้าถึงข้าจะเรียกศิษย์พี่ใหญ่ แต่ก็เพราะความเคารพที่ข้ามีให้ท่านอาจารย์เท่านั้น เลือกเอาเถิดว่าท่านอยากเติมเชื้อไฟนี้หรือไม่ ” พูดจบจิ้นสิงจึงเดินจากไป
เดิมทีจิ้นสิงรู้ถึงที่มาและปมภายในใจของเยว่ฉีอยู่แล้วจึงเอ่ยดักนางเช่นนี้ เยว่ฉีจิตใจอ่อนแอจนเกินไปขาดความหนักแน่น หากเื่ใดที่มีความเสี่ยงเพียงนิดนางไม่กล้าตัดสินใจทำแน่ ถึงคำพูดจะดูร้ายกาจไปบ้างแต่ถ้าดันเยว่ฉีออกห่างจากเื่นี้ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
เยว่ฉีมองตามหลังจิ้นสิงที่เดินหายลับไปช้าๆอย่างอ่อนเเรง น้ำตาหลั่งรินความสับสน่นี้เข้ามาทักทายนางมากเหลือเกิน “ข้าต้องทำเช่นไรดี ท่านอาจารย์ชี้ทางให้ศิษย์ด้วย” เยว่ฉีเปล่งเสียงออกมาอย่างแ่เบาข้างกายไร้ผู้ใด
เยว่ฉียกมือขึ้นชั่วพริบตาก็เกิดฝุ่นละอองสีแดงลอยคุ้งอยู่เหนือฝ่ามือมันค่อยๆปรากฏตำราเล่มหนึ่ง เยว่ฉีเหม่อมองมันอย่างนิ่งงัน เสียงแหบพร่าออกจากปากเรียวเล็กอีกครั้ง “ท่านอาจารย์ศิษย์ควรทำเช่นไร ศิษย์ช่างไร้ค่ายิ่งนัก ไม่เฉลียวฉลาดเหมือนศิษย์น้องสาม ไม่หนักแน่นดั่งศิษย์น้องเล็ก อีกทั้งความสุขุมแบบศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่มี ” น้ำตาหลั่งรินออกมาเรื่อยๆ นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงประคองตน เยว่ฉีล้มตัวนั่งลงตรงนั้นอย่างไม่สนใจอะไร
สายลมอ่อนพัดปะทะร่างบางของเยว่ฉีพร้อมกับเสียงที่คุ้นเคย “ศิษย์ข้า จิตใจที่ดีงามของเ้าเป็สิ่งประเสริฐที่สุด จงอย่าได้ละทิ้ง ” เสียงอบอุ่นนี้ปลอบประโลมจิตใจของเยว่ฉียิ่ง แม้นางจะพยายามมองหาเสียงนั้นว่ามาจากที่ใดแต่ก็ไร้ผล
“ท่านอาจารย์ ท่านอยู่ที่ใด ไยข้าถึงหาท่านไม่พบ” เยว่ฉีลุกเดินหาท่านอาจารย์ไปทั่ว นางได้ยินเสียงชัดเจนหาได้หูแว่วไม่
“ศิษย์ข้า เ้าลืมเื่ราวทั้งหมดไปแล้วหรือ” เสียงท่านอาจารย์ตอบกลับ
“ศิษย์ลืมเื่อันใดหรือท่านอาจารย์”
“ข้าสละร่างหล่อหลอมเป็อากาศธาตุ สถิตรวมกับเขาเหลียงซานเมื่อหมื่นปีก่อน” เสียงของปฐมเทพฮุ้ยเหอตอบหนักแน่น
เยว่ฉีได้ฟังก็ส่ายหัวไปมาคล้ายไม่ยอมรับความจริง “ไม่จริง นั้นเป็เพียงความฝันของศิษย์”
“คืนสติเสียที เยว่ฉีศิษย์แห่งข้าฮุ่ยเหอกลับไปปัจจุบันอย่าหลอกตนด้วยการอยู่ที่นี้เลย สั่นระฆังเลี่ยงหลิงที่อยู่ในมือของเ้าส่ะ ” เสียงคำกล่าวท่านอาจารย์ คือคำสั่งที่นางไม่อาจขัดขืนได้ จิตใต้สำนึกนางรู้นานแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็ภาพมายา ถึงบางเื่จะเหมือนจริงจนนางสับสนมากก็ตาม
“ ท่านอาจารย์โลกความจริงช่างโหดร้ายกับศิษย์นัก ให้ศิษย์อยู่ที่นี้เถิด ” เยว่ฉีร้องหาความเมตตาแต่กลับไร้เสียงตอบรับ นางไม่อยากจากที่นี้ไปเลย ความสิ้นหวังถาโถมเข้ามาหานางอย่างไม่มีหยุดหย่อน เยว่ฉีก้มจ้องมองมือที่สั่นเทาของตนก็พบระฆังเลี่ยงหลิง ช่างตอกย้ำว่านางควรไปจากที่นี้เสียที
“อดีตที่ผ่านมาเป็ข้าเองที่ขลาดเขลา ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยความจริง แต่ที่นี้เป็เพียงโลกมายาที่ข้าสร้างขึ้น” เยว่ฉีหยุดเว้าวอน มือบางปากน้ำตาบนใบหน้าจนหมด
นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ยย้ำบอกกับตนเอง “ข้าอยากเป็คนกล้าหาญดูสักครั้ง” ถึงเป็เพียงโลกมายาแต่สำหรับเยว่ฉีต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะตัดสินใจเช่นนี้
ณ เรือนเฟยหรง
หยางเกานั่งอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะหยกสีนวล ใบหน้าที่หล่อเหลาดูสง่าช่างตรึงใจผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก ชุดขาวสะอาดปลิ้วไปตามสายลมเอื่อย เยว่ฉีมักแอบมองหยางเกาอ่านตำราอยู่เสมอ นางรู้ดีแม้ใจคนึงหาสักเพียงใดก็มิอาจแทนที่ิหลันได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ข้ามีเื่สำคัญจะบอกท่าน” เยว่ฉีเอ่ยเสียงเรียบ
หยางเกาเงยหน้ามองเยว่ฉีแล้ววางตำราลง “ เื่อันใด ”
“ คือ...... คือว่า ” เยว่ฉีชะงัก ถึงจะตัดสินใจแล้ว แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าหยางเกากลับเอ่ยไม่ออก
หยางเกานิ่งเงียบ รอฟังเยว่ฉีอย่างใจเย็น
เยว่ฉีเห็นเช่นนั้นจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ศิษย์น้องสามขโมยตำราต้องห้ามของท่านอาจารย์ ซึ่งตำราได้บอกถึงวิธีสร้างโคมเฟินซิ้น เมื่อศิษย์น้องเล็กรู้เลยจะสร้างมันเพื่อใช้ย้อนเวลาทุ่งราบให้กลับมาเป็ดังเดิม ” เยว่ฉีกำลังจะเอ่ยต่อว่าิหลันเปลี่ยนใจไม่สร้างโคมนั้นแล้ว แต่ความคิดชั่ววูบของนางอยากจะให้หยางเกาโกธริหลัน จึงนิ่งเงียบกลืนคำพูดลงคอ
“ เ้าพูดเื่จริงหรือ ” หยางเกาหน้าเคร่งครึมขึ้นหลายส่วน
“ ล้วนเป็เื่จริง ” เยว่ฉีไม่ได้โกหกนางเพียงแต่พูดไม่หมดเท่านั้น ‘ช่างปะไรที่นี้เป็เพียงโลกมายาที่ข้าสร้างขึ้น โลกในความเป็จริงไม่ว่าิหลันจะทำความผิดอันใด ศิษย์พี่ใหญ่หยางเกาก็ไม่เคยโกธรนางข้ามคืนเสียด้วยซ้ำ’
หยางเกาหายตัวไปทันทีที่เยว่ฉีพูดจบ เขารีบร้อนเกินจะเอ่ยปากบอกนาง
เยว่ฉีมองดูหยางเกาหายตัวไปแบบไม่บอกกล่าวในตาก็รู้สึกร้อนผ่าว “รู้สึกเช่นนี้เองสิน่ะ พูดออกไปแล้วรู้สึกเป็เช่นนี้เอง” เยว่ฉีเอ่ยกับตนเอง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเจื่อน
“ ลาก่อนศิษย์พี่ใหญ่ ” เื่ที่อยากทำก็ทำแล้ว ข้าควรกลับสู่ความเป็จริงเสียที เยว่ฉีมองระฆังในมือคงถึงเวลาที่ต้องสั่นมันแล้ว
กริ๊งๆ เสียงระฆังเลี่ยงหลิงดังกังวาลขึ้นอีกครั้งภาพตรงหน้าของเยว่ฉีเริ่มบิดเบี้ยวไปตามระยะเสียงเพียงครู่เดียวก็เกิดภาพเขาเลียงซานที่มีหมอกสีดอกท้อปกคลุมไปทั่ว
“ ข้ากลับมาแล้วสิน่ะ ”