เื่มันจบลงแบบไหนน่ะหรอ?....ก็จบที่ท่านอ๋องฉุดเธอกลับมาที่ห้องทำงานโดยไม่เกรงใจองค์รัชทายาท พร้อมกับยื่นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เธอ้า ทำเอาหนี่เฟิ่งจิวยืนอึ้งไปหลายนาที
“พอใจเ้าแล้วนะ ไปเปลี่ยนแล้วมาช่วยข้าจัดชั้นหนังสือ”
“เอ่อ...”
“ยืนนิ่งทำไม?”
เมื่อเห็นหญิงสาวยังไม่ยอมไปไหนก็เงยหน้ามามอง แต่กลับพบหลี่เหมยที่ยืนหน้าบึ้งไม่รับแขกอยู่
“จริงหรือเพคะ”
“อะไรจริง”
“ที่เสด็จพี่บอกว่าท่านต้องแต่งงาน ข้าไม่มีวันยอมหรอกนะ!”
“อย่าทำตัวเป็เด็ก”
“เอ๊ะ! นี่ท่านพี่จะบอกว่าเห็นดีเห็นงามด้วยหรือ????” คุณหนูหลี่เหมยฉายความเอาแต่ใจไม่หยุด หนี่เฟิ่งจิวที่ยืนกอดชุดแอบอยู่ข้างเจียงเหวินก็พยายามจะเลี่ยงออกไป
“เสด็จพี่ชอบนางบ้านั่น! เหตุใดท่านพี่ไม่ยอมให้ไป”
“คนนะไม่ใช่สิ่งของ”
“หรือท่านพี่เองก็ชอบนาง !!”
อย่างน้อยเธอก็คาดหวังว่าท่านอ๋องจะปฏิเสธ คุณหนูหลี่เหมยหันมาส่งสายตาอาฆาตให้หนึ่งกรุบ
“กลับห้องของเ้าไป แล้วอย่าพูดอะไรไร้สาระอีก!”
“ท่านพี่ !!!”
“หากเ้าไม่เชื่อฟังข้าแล้ว จะกลับไปอยู่ในวังหลวงก็ย่อมได้”
“กรี๊ดดดดด !!!! ข้าโกรธท่าน ใจร้าย ฮึก!!!.....” หลี่เหมยส่งเสียงแหลมสะบัดหน้าเดินออกไป ท่านอ๋องเพียงแค่ถอนหายใจ แล้วก็กลับมาหยิบหนังสือที่วางไว้ขึ้นมาอ่าน
“ท่านอ๋องขอรับ”
“เ้าไม่ต้องพูดอะไรเจียงเหวิน นางถูกตามใจจนเสียนิสัย”
เจียงเหวินที่กำลังจะอ้าปากพูด ก็ต้องหุบปากลงในทันที คราวนี้พี่น้องต้องมาทะเลาะวุ่นวายเพราะองค์รัชทายาทโดยแท้
หนี่เฟิ่งจิวกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องของตัวเอง เห็นคุณหนูหลี่เหมยกำลังร้องไห้คร่ำครวญ ใจของหญิงสาวก็อดสงสารไม่ได้ แต่อีกใจก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวาย
“เข้ามาสิ เ้าเอาหนังสือในชั้นมาทำความสะอาดแล้วจัดใหม่”
“ท่านอ๋อง”
“ว่าอย่างไร?”
“คุณหนูน่าสงสารนะคะ เธอรักพี่ชายมากถึงได้เสียใจ” ต่อให้โดนกลั่นแกล้งมาจนเจ็บใจ แต่หนี่เฟิ่งจิวก็ไม่อยากเห็นพี่น้องมาทะเลาะเบาะแว้ง
“ทำไมเ้า...ปฏิเสธเสี่ยวตงล่ะ”
“เอ๋!....ปะ ปฏิเสธอะไรคะ????”
“ข้ามองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เสี่ยวตงเอาหีบผ้าพวกนั้นมาให้เ้า” มือที่กำลังหยิบหนังสือก็แอบชะงักไปเล็กน้อย จะให้ตอบว่าเพราะพี่ชายของคุณมันเฮงซวย แบบนี้ก็ไม่ได้อยู่ดี หรือจะตอบไปอย่างที่ใจคิดว่า องค์รัชทายาทจะเอาเธอไปเป็เมีย เธอกลัวเลยไม่อยากรับของ
“ฉันเป็คนของคุณ ก็ต้องฟังคุณอยู่แล้ว”
“อืม”
แค่นี้??? ตอบกลับมาแค่คำว่า อืม เนี่ยนะ! ท่านอ๋องบางครั้งก็แค่อยากป่วนเส้นประสาท ทำให้ปวดหัวเล่น มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าองค์รัชทายาท้าสิ่งใด
“คืนนี้จันทร์เต็มดวง”
“หรอคะ?”
“อย่าบอกนะว่าเ้าไม่รู้ เื่นี้มันสำคัญมาก”
“ร...รู้สิคะ! เจียงเหวินบอกกับฉันแล้ว” หนี่เฟิ่งจิวแก้ตัวน้ำขุ่นๆเลย เธอไม่ใช่นักดาราศาสตร์จะไปรู้ได้ยังไงว่าวันไหนจันทร์จะเต็มดวง หรือจะเสี้ยวน่ะ ปฏิทินอะไรก็ไม่มีให้ดูสักอย่าง
เสี่ยวเหยาส่ายหัวเลยกับคำตอบของหนี่เฟิ่งจิว หญิงสาวจะรู้ไหมว่าตัวเองแสดงไม่เคยเนียน คนบ้าอะไรไม่รู้เื่สักอย่าง แล้วยังมีหน้ามาตอบเสียงแข็งตาแข็งใส่อีก
“ข้ามีความลับ ที่อยากบอกสักเื่”
“คะ??”
“เ้ารับปากข้ามาว่าจะไม่บอกใคร ไม่แพร่งพรายเื่นี้กับผู้อื่น”
น้ำเสียงจริงจังของท่านอ๋องที่กำลังพูดนั้น ชวนให้นึกถึงเหยาตงตอนที่ขอบคุณแฟนคลับ ให้ตายเถอะหนี่เฟิ่งจิว เธอควรคิดถึงพ่อแม่ เพื่อนฝูงมากกว่าหรือเปล่า
“ฉันรับปากค่ะ!”
“ข้าไม่....”
“ท่านอ๋อง !!!! ท่านอ๋องขอรับ !!!!”
เจียงเหวินวิ่งหน้าตาตื่นพรวดเข้ามาในห้อง ก่อนที่ท่านอ๋องจะพูดความลับให้หนี่เฟิ่งจิวฟัง เล่นเอาสะดุ้งตามกันเป็แถบ
“อะไร??!!!”
“ฮ่องเต้ขอรับ ฮ่องเต้เสด็จที่หน้าจวนแล้วขอรับ”
“ห๊ะ!???”
เสี่ยวเหยาเหมือนหูดับไปพักหนึ่ง แต่ก็โดนเจียงเหวินพาตัวออกมาถึงหน้าจวน สภาพของท่านอ๋องไม่พร้อมที่จะรับแขกในทุกกรณี
รถม้าประมาณสิบคันจอดเรียงกันเป็ทาง ฮ่องเต้เปิดม่านออกก่อนจะเดินลงมา แล้วก็เข้าจวนของสกุลหลงไปโดยไม่พูดสิ่งใด
“เสด็จพ่อ”!
“เหมยเอ๋อร์ เ้าโตมากถึงเพียงนี้แล้วหรือ”
ฮ่องเต้นั้นรักใคร่คุณหนูหลี่เหมยเฉกเช่นลูกในสายเื ผิดกับพระชายาที่ไม่ใคร่ใส่ใจลูกที่ไม่ได้เกิดจากตนเอง ทั้งเสี่ยวเหยาและหลี่เหมยต่างก็เข้าหน้าพระชายาไม่ติด
คุณหนูออดอ้อนบิดาของตนจนพอใจ ก็กลับห้องของตัวเองไปเพราะฮ่องเต้้าคุยส่ววนพระองค์กับลูกชายคนรอง
“เ้า!! ให้เสี่ยวตงมาเจรจาไม่เคยสำเร็จ”
“ลูกไม่พร้อมแต่งงาน”
“จะรอให้ข้าตายก่อนหรือยังไง แคว้นหานมีธิดางดงามและเก่งกาจไม่มีใครเปรียบ”
“เสด็จพ่อ! ลูกยังไม่คิดขอรับ”
“หลังประลองอาวุธ เ้าเมืองหาน้าถวายตัวธิดาเข้าวังหลวง”
“เสด็จพ่อ....”
“หรือเ้ามีคนหมายปองแล้ว เช่นนั้นก็บอกมาว่านางเป็ผู้ใด?” ฮ่องเต้เห็นสีหน้าคร่ำครวญของลูกชาย ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่ามันจะอะไรนักหนา เสี่ยวเหยาถึงได้ไม่้าออกเรือน
“เ้า! คงไม่ใช่กับเจียงเหวินหรอกใช่ไหม?”
“เสด็จพ่อ !! ท่านตรัสสิ่งใดออกมา”
“ฝ่าาพะยะค่ะ กระหม่อมกับท่านอ๋องเป็เพียงสหายที่ดีต่อกันเท่านั้น”
“อะไรก็เป็ไปได้ทั้งนั้น”
ท่านอ๋องยกมือขึ้นมากุมหน้าผากของตนเอง ทุกวันอยากได้สมุนไพรแก้ปวดหัววันละกำมือ ปัญหาในจวนก็มากมายจนไม่เคยได้พัก ล่าสุดเสด็จพ่อยังคิดว่าเขามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจียงเหวิน
“แล้วไหนเล่า หญิงบ้าที่เสี่ยวตงมันเอาไปเล่าให้ข้าฟัง”
“ห๊ะ!???”
“หญิงงามที่ทำมันเพ้อเป็วันเป็คืน พาตัวมาให้ข้าดูหน่อย”
เจียงเหวินกับเสี่ยวเหยามองหน้ากันทันที ครั้นจะปิดบังเสด็จพ่อต่อไปก็กลัวว่าเื่จะใหญ่ จำต้องพาหนี่เฟิ่งจิวเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“เ้าน่ะหรือ หญิงบ้าของจวนสกุลหลง”
“เพคะฝ่าา”
ถ้อยคำหวานหลุดออกมาจากปากของหนี่เฟิ่งจิว ฮ่องเต้มองแล้วก็คิดว่านางนั้นประหลาดไปบ้าง แต่ก็ยังพูดจาสนทนาโต้ตอบกันได้อยู่ ไม่ถึงขั้นที่ต้องเอาไปรักษาเป็เื่ราว
“บอกนามของเ้ามา”
“หม่อมฉัน หนี่เฟิ่งจิว เพคะฝ่าา”
“อืม เสี่ยวตงบอกว่าเ้าต้องรับการรักษา แต่เสี่ยวเหยาไม่ยินยอม เื่มันยังไงกัน”
“เสี่ยวตงฟ้องท่านหรือ?”
“พวกเ้านี่ก็ไม่รู้จักโตเสียที เสี่ยวตงมีสนมเป็ร้อยเป็พัน ยังอยากได้คนที่สติไม่ดี”
“หนี่เฟิ่งจิวจะต้องอยู่กับลูกเท่านั้น!”
“อะไรกันเสี่ยวเหยา เ้าเองก็ไม่ได้หมายปองนางอยู่ใช่ไหม?”
“เื่นั้นข้ายังตอบไม่ได้”
หนี่เฟิ่งจิวถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมาหลังได้ยินคำตอบ เมื่อกี้นี้ท่านอ๋องบอกว่าตอบไม่ได้หรอ คงไม่ได้แปลว่าชายผู้ครองแคว้นฮั่ว ชายผู้มีใบหน้าเหมือนเหยาตงที่รัก กำลังหวั่นไหวกับหญิงบ้าอย่างเธอหรอกใช่ไหม ถ้าเป็แบบนั้นต้องบ้ามากแน่นอน
“เ้าว่าอย่างไร หากลูกชายข้าสนใจ”
“เอ๋!...!!! หม่อมฉันว่า เอ่อ มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกเพคะ”
“ฮึ่ย! ไม่ได้เื่ได้ราวสักคน เ้าเตรียมตัวเลยเสี่ยวเหยา งานจะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่วันนี้แล้ว”
“แต่....”
“ก่อนข้าจะตาย ก็อยากเห็นเ้ามีความสุขเสียบ้าง เ้าเอาแต่อมทุกข์อยู่ทุกคืนวัน อ่อ...คืนนี้จันทร์เต็มดวง อย่าลืมล่ะ”
“พะยะค่ะ เสด็จพ่อ”
สิ่งที่ฮ่องเต้ตรัสนั้นสะกิดใจของหนี่เฟิ่งจิวเข้าอย่างจัง คืนจันทร์เต็มดวงต้องมีอะไรแน่นอน สีหน้าของฮ่องเต้เมื่อครู่ดูเป็กังวลอย่างปิดไม่มิด
หลังฮ่องเต้เสด็จกลับไปแล้ว ท่านอ๋องก็กลับมาเคลียร์หนังสือกองโตที่วางสุมกันไว้ เจียงเหวินเองก็มาช่วยอีกแรง หนี่เฟิ่งจิวอยู่ไม่สุขเพราะอยากรู้เื่ของท่านอ๋อง
“อยากรู้อะไร? ถามมาเถอะ”
“ท่านอ๋องไม่ได้ถือฤกษ์ยามหรอกใช่ไหมคะ? เื่จันทร์เต็มดวง”
“หมายความว่าอย่างไร”
“เมื่อครู่ฮ่องเต้ดูกังวลมากเลย ฉันคิดว่ามันต้องร้ายแรงสำหรับท่านอ๋องพอสมควร” เจียงเหวินกลืนน้ำลายลงคอทันที หญิงบ้าผู้นี้ร้ายกาจไม่เบา แค่เห็นความกังวลก็เดาเื่ราวออก
“ข้านอนในคืนจันทร์เต็มดวงไม่ได้”
“คะ?”
“จะดีหรือขอรับท่านอ๋อง !”
“นางเป็สาวใช้ของข้า สักวันก็ย่อมต้องรู้ความลับพวกนี้”
“ความลับหรอ?”
“หากข้าหลับใหลในคืนจันทร์เต็มดวง จิตของข้าจะหลุดออกจากร่าง โชคดีก็อาจฟื้นขึ้นมาแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร โชคร้ายกว่านั้น....”
“ข้าก็อาจจะตาย!”
“....” หนี่เฟิ่งจิวช็อคไปทันทีที่ได้ฟังเื่ราวความลับ ท่านอ๋องจะตายเพียงเพราะนอนหลับ คำสาปร้ายแรงที่ทำให้คนคนหนึ่งมีชีวิตที่ทรมาน
“ทางแก้ล่ะคะ”
“ฮะฮะฮ่า! เ้าถามทางแก้ที่ข้าไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันมีจริงหรือเปล่า”
“ทำไมล่ะคะ???”
หนี่เฟิ่งจิวเห็นท่านอ๋องส่ายหน้าเหมือนไม่อยากพูด อย่างน้อยนี่อาจเป็เหตุผลที่เธอเดินทางมาก็ได้ เพื่อช่วยท่านอ๋องให้หลุดพ้นจากความทรมาน
“เ้าแค่ช่วยข้าไม่ให้หลับ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
“แต่ว่า..!!”
“เชื่อเถอะหนี่เฟิ่งจิว คำสาปของข้าไม่ได้แก้ง่ายขนาดนั้น ความลับของข้าก็ปล่อยให้มันตายไปกับชีวิตของข้าเถอะ เ้าอย่าใส่ใจนักเลย”
ท่านอ๋องกล่าวเสียงเรียบอย่างไม่สนใจ ราวกับว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่ใช่เื่ลำบากอะไร ทว่าหญิงสาวกลับทนไม่ได้กับสิ่งที่ชายหนุ่มพบเจอ
ต้องแก้ไขเื่ของท่านอ๋องยังไง ขอฟ้าโปรดบอกมาเลย อยากกลับบ้านเต็มทนแล้วว้อยยยย!