ตอนที่ 2 เอกภพ ใบบุญ
ผมนี่งงเลย งงมาก เอาจริงๆ อยู่ๆก็มีคนรวยที่ไหนไม่รู้เสนอเงินสามหมื่นและชวนไปเป็คนขับรถให้ เงินขนาดนั้นเนี่ยเอาไปจ้างพนักงานออฟฟิศตำแหน่งสูงๆได้เลยนะเนี่ย ใครบ้างจะไม่แปลกใจสงสัย คิดว่าเป็โชครึก็ไม่กล้า กลัวจะเป็พวกต้มตุ๋นสิไม่ว่า
หลังจากส่งคนแปลกหน้าที่ทำตัวแปลกเสร็จผมก็ตีรถเปล่ากลับทางเดิม จากสุขุมวิทไปพระราม 2 นั้นรถค่อนข้างติด แต่ทำยังไงได้ล่ะ นี่ก็ใกล้เวลาต่อกะแล้ว รถคันนี้ก็เช่าเขา ถ้าไม่รีบผมก็โดนปรับ ผู้โดยสารหลายคนที่กวักเรียกแต่พอถามเส้นทางที่อยู่คนละโยชน์ก็ต้องปฏิเสธ ความจริงผมไม่เกี่ยงงานหรอก แต่ตอนนี้ต้องเผื่อเวลาเติมแก๊สอีก รถติดขนาดนี้กว่าจะไปถึงอู่คงิ่เหม่พอดู แต่ถูกผู้โดยสารด่าหรือไม่ก็ปิดประตูรถโครมใหญ่ใส่หน้าก็ใจแป้วไปเหมือนกัน
รายได้แต่ละวันก็ไม่มากมายอะไร ยังดีหน่อยที่เมื่อกี้ได้มาเกือบสี่ร้อย จ่ายค่าแก๊สค่าเช่ารถก็พอเหลือเงินอยู่บ้าง หลังจากนั้นก็ขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่ากลับเข้าบ้านที่อยู่ในซอยลึก ยังดีที่ผมมีบ้านอยู่ ไม่ต้องเช่า แต่สภาพมันก็เก่าเก็บใกล้จะพังเต็มแก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าก็พอมี แต่อย่าถามถึงแอร์เลย เอาแค่พัดลมไม่พังก็พอแล้ว
“เอกเอ๊ย กลับมาแล้วเหรอ”
“ครับแม่ แม่อยู่ไหนน่ะ” เสียงเปิดประตูบ้านส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจนผู้เป็แม่ได้ยิน
“อยู่ในห้องน้ำ หิวมั้ยแม่ทำกับข้าวไว้ที่โต๊ะน่ะ”
“ครับ เดี๋ยวผมอาบน้ำแล้วมากิน แล้วไอ้โทล่ะ” ผมถามถึงเอกภาพ น้องชายวัยรุ่นที่ไปเรียน
“มันบอกว่าวันนี้ไม่กลับ มีทำรายงานกับเพื่อน”
เสียงะโคุยกันไปมาเป็เื่ปกติของบ้านนี้ ครอบครัวเรามีกันอยู่ 3 คนแม่ลูก พ่อของผมเสียไปั้แ่ผมยังเรียนชั้นม.6 แม่มีอาชีพเป็แม่บ้าน พอพ่อเสียรายได้ของเราก็หายไปหมด พวกเราเป๋กันไปพักใหญ่ก่อนที่ผมจะตัดสินใจไม่เรียนต่อและหันไปหางานทำ ตอนแรกมันก็ดูจะไปได้ดี แต่คงเพราะกรรมเก่ามันเยอะ เ้ากรรมนายเวรถึงได้ตามติดไปทุกที่ เมียน้อยเ้านายที่โรงงานมาติดพันจนเกิดการเขม่น ไอ้ผมที่อยู่เฉยๆก็โดนจัดหนักจนเครียดถึงขั้นต้องลาออก
พอลาออกมาก็ไม่รู้จะไปไหน เงินติดตัวก็ร่อยหรอ พอดีไอ้เพื่อนสมัยเรียนที่มีชะตากรรมเดียวกันคือไม่เรียนต่อแนะนำให้ไปขับแท็กซี่ แรกๆก็เงอะๆเงิ่นๆเพราะอายุยังไม่ 20 ได้แต่ทนขับไปทั่วจนชินทาง ขับไปขับมาก็ไม่อยากออกไปหางานทำแล้วจึงอยู่ยาวมาจนทุกวันนี้
โครม!
“แม่!” เสียงดังในห้องน้ำทำให้ผมต้องวิ่งหน้าตาตื่น ประตูห้องน้ำมันชำรุดอยู่แล้วจึงไม่ต้องออกแรงถีบหรือเตะ แม่ผมนอนกองกับพื้น มีเืไหลอาบจนหน้าซีด
“แม่เป็ไร ทำใจดีๆไว้”
“แม่ไม่เป็ไรหรอก แค่เจ็บท้อง ฉี่เป็เื” แม่เล่าอาการขนาดนี้คงจะไม่หนักหนาเท่าไหร่หรอก
แต่ผมก็คิดผิด เมื่อถึงมือหมอก็ถูกพาไปห้องฉุกเฉิน ใช้เวลาตรวจนั่นนี่ร่วมสามชั่วโมงก็ได้พบกับคุณหมอท่าทางใจดีเดินมาบอกอาการของแม่ “คุณยายแกเป็นิ่วที่ไตน่ะครับ แล้วมีเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งไปอุดที่ท่อปัสสาวะจนอักเสบ หากปล่อยไว้จะเป็อันตรายต้องรีบผ่าตัดออก”
“ร้ายแรงมากเลยเหรอครับ”
“ถ้าผ่าตัดก็จะดีขึ้นครับ แต่ผลเอ็กซ์เรย์ออกมาแล้วว่านิ่วติดที่ไตเยอะไปหมด ถ้าไม่ผ่าออกเดี๋ยวก็มีอาการแบบนี้มาอีก”
ผมใจหายวาบ...คิดถึงค่าหมอขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องห่วงค่ารักษานะครับ โรงพยาบาลรัฐไม่เก็บกับคนป่วยมีบัตรทองหรอก”
“ครับ” ผมรับคำแ่เบา รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่แปลกใจนิดนึง นี่หมอรักษาคนหรือหมอดูวะเนี่ย เดาใจถูกด้วย
“ตอนนี้คุณยายเสียเืมาก แต่สภาพร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ไม่น่าเป็ห่วง แต่อาจจะต้องรีบผ่าเอาก้อนนิ่วออก”
“รีบขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
“ครับ ผมมีคิวว่างพรุ่งนี้พอดี ถ้าอย่างไรแล้วคุณไปติดต่อกับพยาบาลเื่การแอดมิทคนไข้นะครับ”
“ครับ” ผมยกมือไหว้คุณหมอท่วมหัว ไม่รู้จะโชคดีหรือไม่กันแน่ที่อยู่ๆก็มีคิวว่าง อย่างที่รู้กันดีนี่แหละ ว่าโรงพยาบาลรัฐน่ะคิวยาวเหยียดขนาดไหน ถ้าอาการแม่ไม่หนัก คงได้แค่ยาละลายนิ่วไปกินประทังก่อน
“ตอนนี้เตียงผู้ป่วยรวมเต็มนะคะ มีแต่ห้องพิเศษที่ต้องเสียเงินเพิ่ม” ผมมองสภาพผู้ป่วยในห้องคนไข้รวมที่แออัดจนแทบไม่มีทางให้เดิน แม้แต่ทางเดินระหว่างตึกยังมีเตียงคนไข้เรียงรายจนแทบเรียกได้ว่าแย่งอากาศกันหายใจเลยทีเดียว
“มีห้องแบบไหนบ้างครับ”
“ตอนนี้มีเหลือแต่ห้องพิเศษเดี่ยวค่ะ ราคา 1,870 บาทต่อคืน อันนี้ลดแล้วจาก 2,200 บาทนะคะ”
ผมได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ “แล้วแม่ผมต้องพักฟื้นนานแค่ไหนครับ”
“อันนี้ก็แล้วแต่อาการคนไข้หลังผ่าตัด ถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน สองสามวันก็กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ค่ะ”
แต่ถ้านานกว่านั้น...ผมคิดถึงเื่ค่าใช้จ่ายอย่างหนักใจ
