ระฆังสำริดของสำนักเมฆาครามก็ดังขึ้นจากยอดหอชั้นใน
กังวานแรกยาวลึก
กังวานที่สองหนักแน่น
กังวานที่สามแผ่ไปไกลจนกระทั่งความเงียบทั้งหมดของยามรุ่งสางแตกออก
เสียงระฆังนั้นมิได้มีเพียงพลังปลุกผู้คนจากการหลับใหล
แต่ยังมีแรงกดบางอย่างแฝงอยู่ในคลื่นเสียง ราวกับเตือนทุกลมหายใจว่า ที่นี่มิใช่หมู่บ้าน มิใช่เรือนคนธรรมดา หากเป็สำนักยุทธ์ที่มีกฎ มีลำดับ มีผู้แข็งแกร่ง และมีผู้ที่ถูกเหยียบย่ำอยู่เบื้องล่าง
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
แสงอรุณสีเทาจางลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบ ๆ ตกลงบนพื้นไม้ในห้องเล็ก เสียงระฆังยังสะท้อนก้องอยู่ในอก ขณะเดียวกันลมปราณที่หมุนเวียนในร่างตลอดทั้งคืนก็ยังไม่สลาย เขาสูดหายใจเข้าลึก กระแสปราณสีดำเงินภายในจุดตันเถียนเคลื่อนตัวตามลมหายใจอย่างนิ่งแน่นกว่าตอนเมื่อคืนอีกส่วนหนึ่ง
เขาฝึกตลอดทั้งคืน
หาใช่ฝืนอยู่ในสมาธิโดยไร้ผลไม่
ประสบการณ์การต่อสู้กับหลี่เคอและโจวเหอเมื่อวาน ถูกเขาหลอมรวมเข้าสู่ร่างทีละชั้น ทุกการหลบ ทุกจังหวะสวน ทุกแรงกระแทก เขานำกลับมาทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแม้ยามนี้จะยังอยู่เพียงชำระลมปราณขั้นต้นเช่นเดิม แต่ความแน่นของลมปราณในชีพจรกลับชัดขึ้นอีกอย่างไม่อาจมองข้าม
ที่สำคัญกว่านั้น าแตามร่างกายกลับสมานเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
เมื่ออี้ซินก้มลงมองแขนและหัวไหล่ตนเอง รอยคมดาบที่โจวเหอฝากไว้เหลือเพียงเส้นแดงจาง ๆ รอยช้ำใต้ชายโครงแม้ยังไม่หายสนิท แต่ความเจ็บที่เคยแล่นลึกกลับลดลงไปเกินครึ่ง ยาสมานกระดูกและชีพจรของลั่วฉิงอวี้ล้ำค่าเพียงใด เขาเพิ่งตระหนักได้ชัดก็ในตอนนี้เอง
เขายกมือแตะอกเสื้อโดยไม่รู้ตัว
ขวดหยกเล็กยังอยู่ตรงนั้น
เย็นนิด ๆ ผ่านเนื้อผ้า
อี้ซินไม่ได้คิดถึงใบหน้านิ่งเย็นของเ้าของยานานนัก เขาถอนมือกลับ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กล้ามเนื้อทั่วร่างตอบสนองฉับไวและมั่นคงกว่าหลายวันก่อนอย่างชัดเจน
เพียงยืนอยู่เงียบ ๆ เขาก็ััได้แล้วว่า ตนกำลังก้าวออกห่างจากเด็กหนุ่มไร้ค่าในหมู่บ้านฉางหลินไปอีกขั้นหนึ่ง
เรือนศิษย์ใหม่สายศึกตั้งอยู่ในเขตตะวันออกของสำนักเมฆาคราม
อาคารแต่ละหลังสร้างจากไม้ดำสลับหินเรียบเรียงเป็แนวตรง ด้านหน้าเรือนมีลานกว้างสำหรับรวมตัว ด้านหลังติดลานซ้อมขนาดย่อม มีราววางอาวุธไม้กับหินฝึกเรียงอยู่เป็ระเบียบ ทว่าความเป็ระเบียบภายนอกไม่ได้หมายความว่าภายในจะสงบเรียบร้อยเสมอไป
ยิ่งเป็สถานที่รวมคนหนุ่มเืร้อนจากหลายที่หลายทาง
ยิ่งหลีกไม่พ้นการแบ่งชั้น การจับพวก และการเหยียบหัวกันเอง
อี้ซินเดินออกจากห้องพักทันทีที่ล้างหน้าเรียบร้อย
เขาสวมชุดศิษย์ใหม่ของสำนักเมฆาครามแล้ว เป็ชุดครามอ่อนเรียบง่าย ปักเมฆเงินเล็ก ๆ ไว้ตรงชายแขน แม้ผ้าไม่อาจเทียบเสื้อชั้นดีของตระกูลใหญ่ แต่ก็ตัดเย็บแข็งแรง คล่องตัว และเหมาะแก่การฝึกยุทธ์
ทันทีที่ประตูลั่นดังเอี๊ยดออก ผู้คนในเรือนหลายสายตาก็หันมามองเขาทันที
เมื่อคืนชื่อ “อี้ซิน” แพร่ไปทั้งเรือนแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
ศิษย์ใหม่ที่ทำศิลาทดสอบสั่นะเื
ศิษย์ใหม่ที่ตบหน้าศิษย์ชั้นนอกสองคนกลางลานธุรการ
ศิษย์ใหม่ที่ถูกลั่วฉิงอวี้พาตัวไปคุยเป็การส่วนตัว
ชื่อเช่นนี้ หากยังไม่ทันนอนข้ามคืนแล้วไม่เป็ที่กล่าวถึง นั่นต่างหากจึงแปลก
ศิษย์ใหม่บางคนมองเขาด้วยความเลื่อมใส
บางคนมองด้วยความระแวง
บางคนยิ้มประจบอย่างไม่ปิดบัง
และอีกไม่น้อย...มองด้วยความริษยา
อี้ซินกวาดตามองเพียงรอบเดียวก็พอเห็นทั้งหมด
แต่เขาไม่กล่าวทักใครก่อน
ไม่ยิ้ม
ไม่ชวนคุย
เขาเดินผ่านสายตาทั้งหมดนั้นไปยังลานรวมตัวด้านหน้าเรือนอย่างเรียบเฉย ราวกับไม่มีใครควรค่าพอให้เขาหยุดเท้าแม้ครึ่งก้าว
ท่าทีเช่นนี้ยิ่งทำให้คนบางส่วนคันไม้คันมือขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
บนลานด้านหน้า ศิษย์ใหม่กำลังทยอยออกมารวมตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
บางคนยืนคุยกันเป็กลุ่ม บางคนซ้อมหมัดง่าย ๆ เพื่ออบอุ่นร่างกาย บางคนเพียงยืนมองไปรอบด้านราวกับยังไม่ชินกับการอยู่ในสำนักจริง ๆ เมื่อคืนสือเหยียนก็พักอยู่ในเรือนนี้เช่นกัน ยามเห็นอี้ซินเดินออกมา เขาจึงขยับเข้ามาใกล้ทันที
“เ้าฟื้นตัวเร็วจริง” สือเหยียนเอ่ยพลางมองรอยแผลที่ควรยังเห็นชัดบนแขนของอี้ซิน แต่ตอนนี้กลับจางลงอย่างผิดปกติ
อี้ซินเพียงตอบสั้น ๆ “ยังไม่ตาย”
สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ
“คำพูดเ้ายังเหมือนเดิม” เขาเอ่ย “เมื่อคืนหลังจากเ้าเข้าห้องไป ผู้คนในเรือนนี้คุยกันเกือบทั้งคืน บางคนบอกว่าเ้าต้องมีภูมิหลังไม่ธรรมดา บางคนบอกว่าเ้าคงมีผู้าุโลับคอยหนุนหลัง”
“แล้วเ้าคิดว่าอย่างไร” อี้ซินถาม
สือเหยียนยิ้มน้อย ๆ “ข้าคิดว่าเ้าผ่านการฆ่าฟันมาจริง”
อี้ซินหันไปมองเขา
สือเหยียนสบตาโดยไม่หลบ “คนที่เพิ่งฝึกยุทธ์ แต่กล้าปะทะศิษย์ชั้นนอกสองคนติดกันโดยไม่ตื่น ไม่ใช่คนที่จะฝึกจากลานประลองอย่างเดียวได้”
อี้ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเพียงว่า
“โลกภายนอกไม่ใจดีกับคนอ่อนแอ”
“ข้าเชื่อ” สือเหยียนพยักหน้า “เพราะข้าเองก็ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่”
ประโยคนี้ทำให้อี้ซินมองอีกฝ่ายต่างไปเล็กน้อย
คนจำนวนมากชอบอธิบายตนด้วยชาติกำเนิดและนามสกุล
แต่สือเหยียนกลับพูดถึงความจริงของตนอย่างตรงไปตรงมา
ก่อนที่ทั้งสองจะได้พูดมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านหน้าลาน พร้อมกับเสียงหัวเราะหยาบคายที่ฟังแล้วไม่ชวนให้รู้สึกดีนัก
“พวกสวะใหม่มาครบหรือยัง”
เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมกับชายหนุ่มสี่คนในชุดศิษย์ชั้นนอกเดินเข้ามา
คนที่พูดนำหน้าเป็ชายร่างใหญ่ไหล่กว้าง คิ้วเข้ม จมูกโต ริมฝีปากหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยาบกร้าน ด้านหลังมีอีกสามคนตามมา คนหนึ่งผอมสูงเหมือนไม้ไผ่ คนหนึ่งเตี้ยแต่ล่ำ และอีกคนใบหน้าเรียวยาว มีไฝดำเด่นที่คาง
เมื่อคนทั้งสี่ปรากฏตัว เสียงพูดคุยของศิษย์ใหม่รอบลานก็ค่อย ๆ เงียบลงทันที
สือเหยียนหรี่ตา
“พวกนี้มาเร็วเกินคาด”
“ใคร” อี้ซินถามเรียบ ๆ
สือเหยียนลดเสียงลง “หัวหน้าพวกมันชื่อจ้าวคุน เป็ศิษย์ชั้นนอกที่อยู่มานานที่สุดคนหนึ่งในเขตนี้ คนของมันชอบมาวุ่นวายกับศิษย์ใหม่เสมอ โดยเฉพาะพวกที่ไม่มีพื้นเพหรือไม่มีใครหนุนหลัง”
อี้ซินฟังแล้วไม่เปลี่ยนสีหน้า
จ้าวคุนกับคนของมันเดินเข้ามากลางลานอย่างไม่รีบร้อน ราวกับทุกที่ล้วนเป็ของตนเอง มันกวาดสายตาดูคนทั้งลานทีละคน ก่อนหยุดลงตรงกลุ่มศิษย์ใหม่ที่ดูหวาด ๆ หลายคน
“ธรรมเนียมของเรือนสายศึก” มันเอ่ยเสียงดัง “ศิษย์ใหม่ทุกคน เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องรู้จักคารวะรุ่นพี่”
ไม่มีใครตอบ
จ้าวคุนยิ้มช้า ๆ
“การคารวะนั้นง่ายมาก” เขากล่าวต่อ “ทุกคนมอบหินปราณคนละก้อน หรือไม่ก็ยาบำรุงที่ได้รับจากฝ่ายธุรการมาให้พวกข้า ถือเป็ค่าคุ้มครองเดือนแรก หลังจากนี้อยู่ในเรือนจะได้ไม่มีใครหาเื่”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าศิษย์ใหม่หลายคนเปลี่ยนทันที
บางคนเพิ่งได้รับหินปราณแค่ก้อนเดียวเมื่อคืน
บางคนมีเพียงยาบำรุงขั้นต้นเม็ดสองเม็ด
ของเหล่านี้คือสิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มฝึกในสำนัก แต่กลับถูกเอ่ยออกมาง่าย ๆ ราวเป็เศษขนม
สือเหยียนกดเสียงต่ำลงอีก
“นี่แหละที่ข้าหมายถึง”
อี้ซินมองจ้าวคุนโดยไม่พูด
จ้าวคุนเหมือนจะชอบความเงียบงันเช่นนี้ มันเดินไปหยุดต่อหน้าศิษย์ใหม่คนหนึ่งซึ่งดูผอมบางกว่าใคร สีหน้ายังหวาดหวั่นไม่หาย
“เ้า” มันเอ่ย “เอาออกมา”
เด็กหนุ่มคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบหินปราณจากอกเสื้อออกมาช้า ๆ ส่งให้ด้วยมือสั่น
จ้าวคุนรับมาโยนเล่นในฝ่ามือ แล้วหัวเราะพอใจ
“ดี รู้กฎ”
มันเดินต่อไปยังอีกคนหนึ่ง
คนนี้กัดฟันอยู่ครู่หนึ่งก่อนยอมส่งยาบำรุงออกมาเช่นกัน พอคนหนึ่งยอม คนถัดมาก็ยิ่งลังเลหนัก เพราะหากตนไม่ยอม ก็จะกลายเป็จุดเด่นเพียงคนเดียวทันที
ไม่นานของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เริ่มถูกรวบรวมอยู่ในมือของคนผอมสูงด้านหลังจ้าวคุน
บรรยากาศของลานอึมครึมลงเรื่อย ๆ
ศิษย์ใหม่หลายคนก้มหน้า หลายคนกำหมัดแน่นแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะทันทีที่มาถึงสำนัก พวกเขาก็เห็นความจริงแล้วว่า คนซึ่งอยู่มาก่อนมีทั้งพวกพ้องและอำนาจกดข่มอยู่จริง
จ้าวคุนเดินมาต่อหน้าอี้ซินในที่สุด
สายตาของมันจับใบหน้าอี้ซินชัด ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นอย่างมีความหมาย
“เ้าก็คืออี้ซิน?”
อี้ซินตอบเพียงว่า “แล้วอย่างไร”
จ้าวคุนหัวเราะเสียงดัง คนด้านหลังมันก็หัวเราะตาม
“ปากไม่เบา” มันกล่าว “เมื่อคืนข้าได้ยินชื่อเ้าแล้ว ศิษย์ใหม่ที่ชอบเด่นเกินคนอื่น มักอยู่ได้ไม่นาน”
อี้ซินมองนิ่ง “คำนี้ข้าได้ยินมาหลายครั้งแล้ว”
“จริงหรือ” จ้าวคุนหรี่ตา “เช่นนั้นคงถึงคราวให้เ้าเรียนรู้ว่าคำนี้มิใช่แค่คำพูด”
มันยื่นมือออกมาตรงหน้าอี้ซิน
“เอาหินปราณกับยาออกมา”
อี้ซินไม่ขยับ
จ้าวคุนจึงพูดซ้ำ “ได้ยินหรือไม่”
“ได้ยิน” อี้ซินตอบ “แต่ข้าไม่ให้”
เสียงหัวเราะด้านหลังจ้าวคุนหยุดลงทันที
สายตาทุกคู่ในลานจับมาที่อี้ซินในคราวเดียว
สือเหยียนเองยังลอบถอนหายใจเบา ๆ เพราะเขาเดาไว้แล้วว่าเื่นี้ไม่มีทางจบง่าย
จ้าวคุนค้างมือกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ดึงกลับช้า ๆ
ท่าทีมันไม่ะเิโทสะทันที หากกลับนิ่งอย่างประหลาด
ยิ่งนิ่ง...ยิ่งกดดัน
“ข้าจะให้โอกาสเ้าพูดใหม่อีกครั้ง” มันกล่าว “เอาออกมา”
“ข้าเองก็จะพูดอีกครั้งเช่นกัน” อี้ซินตอบ “ข้าไม่ให้”
คราวนี้คนเตี้ยล่ำที่ยืนอยู่ด้านหลังจ้าวคุนสบถลั่น
“ไอ้หมอนี่มันรนหาที่ตาย!”
จ้าวคุนยกมือห้ามลูกน้องไว้ก่อน แล้วถามอี้ซินด้วยน้ำเสียงเย็นลงอีก
“เ้าคิดว่าพอเอาชนะโจวเหอกับหลี่เคอสองคนนั้นได้ ก็จะมายืนกร่างในเรือนศิษย์ใหม่ของข้าได้หรือ”
“ข้าไม่ได้ยืนกร่าง” อี้ซินว่า “ข้าเพียงไม่ยอมยื่นของให้หมา”
คนทั้งลานเงียบวาบ
แม้คนจำนวนหนึ่งจะแค้นจ้าวคุนอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดแรงเช่นนี้ต่อหน้าโดยตรงมาก่อน
ใบหน้าของจ้าวคุนจึงเย็นลงชัดเจนในพริบตา
“ดี” มันเอ่ยช้า ๆ “เช่นนั้นวันนี้ข้าจะให้เ้ารู้ ว่าปากแข็งในสำนักนี้ต้องจ่ายด้วยอะไร”
สิ้นคำ มันก็ลงมือทันที
ไม่มีสัญญาณเตือน
ไม่มีการตั้งท่าโอ้อวด
มือขวาของจ้าวคุนพุ่งเข้าหาคอเสื้ออี้ซินตรง ๆ เร็วหนักราวกรงเล็บอินทรี หมายจะคว้าลากอีกฝ่ายลงมาคุกเข่ากลางลานให้ได้
อี้ซินมิได้ถอยหลัง เขาเอียงตัวหลบปลายนิ้วของมันเพียงคืบเดียว ขณะเดียวกันข้อมือซ้ายยกขึ้นปัดแขนอีกฝ่ายออกด้านข้าง
ปัก!
แรงปะทะระหว่างแขนทั้งสองดังหนักกว่าที่ศิษย์ใหม่หลายคนคาด
จ้าวคุนเองก็แววตาวาบทันที
มันรู้สึกได้ชัดว่าข้อมือของอี้ซินไม่อ่อนเหมือนคนเพิ่งเข้าสำนัก
“มีอยู่บ้าง” มันแค่นเสียง จากนั้นพลิกมือซ้ายเข้ามาซัดเข้าใบหน้าในระยะประชิดอย่างรวดเร็ว
อี้ซินก้มหลบ
หมัดนั้นพุ่งผ่านเส้นผมเขาไปเพียงนิด
แต่ยังไม่ทันตั้งหลัก เข่าของจ้าวคุนก็พุ่งตามมาแล้ว คราวนี้มันหมายจะกระแทกกลางท้องโดยตรง
ปัง!
อี้ซินใช้แขนรับ แรงะเืแล่นขึ้นถึงบ่าในทันที
หนัก...หนักกว่าหลี่เคอหรือโจวเหออีก!
จ้าวคุนไม่เปิดช่องให้คิด มันใช้จังหวะที่อี้ซินรับแรงเข่าดันต่อเนื่อง บิดไหล่เข้ากดระยะ จากนั้นฝ่ามือขวาก็พุ่งตัดเข้าลำคอเฉียงลงมาราวมีด
อี้ซินถอยครึ่งก้าว หลบได้พ้นอย่างหวุดหวิด แต่แรงลมจากฝ่ามือนั้นกลับกดผิวคอจนแสบวาบ
ศิษย์ใหม่รอบด้านที่ดูอยู่ถึงกับหน้าถอดสี
เพียงสามกระบวน จ้าวคุนก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า มันอยู่คนละระดับกับโจวเหอและหลี่เคอพอสมควร ต่อให้ลมปราณยังไม่ถึงชำระลมปราณขั้นกลางเต็มตัว แต่ความชำนาญในการลงมือกลับร้ายกาจกว่าเห็น ๆ
จ้าวคุนยิ้มเย็นเมื่อเห็นอี้ซินถอย
“เ้าคิดว่าตบแมลงวันสองตัวแล้วจะเทียบท้องฟ้าได้หรือ”
อี้ซินไม่ตอบ
เขากำลังฟังร่างกายตนเอง
ฟังจังหวะลมหายใจของอีกฝ่าย
ฟังการยกส้นเท้า
ฟังการขยับกล้ามเนื้อไหล่ก่อนออกมือ
จ้าวคุนแข็งแกร่งกว่าโจวเหอจริง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้อี้ซินหวั่นเกรง ความได้เปรียบที่สุดของมันคือประสบการณ์ในการกดศิษย์ใหม่จนคุ้นชินกับการสู้ในลานแคบเช่นนี้ ส่วนอี้ซินต่างออกไป...เขาสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมาจริง ไม่ใช่เพียงสั่งสอนคนที่อ่อนกว่า
จ้าวคุนพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
คราวนี้สองฝ่ามือของมันสลับซ้ายขวาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงาฝ่ามือซ้อนกันสามสี่ชั้น มองเผิน ๆ เหมือนมีมือหลายคู่โจมตีเข้ามาพร้อมกัน เสียงลมปะทะดังพรึ่บพรั่บรอบตัวอี้ซินจนผู้ชมหลายคนต้องถอยไปเองโดยไม่รู้ตัว
อี้ซินหลบซ้าย
เบี่ยงขวา
หมุนไหล่รับบางส่วน
ปัดปลายแขนบางจังหวะ
เขาไม่เร่งสวน
ไม่ฝืนปะทะตรง ๆ
ท่าทีเช่นนี้ทำให้จ้าวคุนยิ่งฮึกเหิม
“หนีหรือ!” มันแสยะยิ้ม “ข้าอยากเห็นว่าเ้าจะหนีได้กี่กระบวน!”
เสียงดังสิ้น ฝ่ามือหนึ่งของมันก็เปลี่ยนจากเร็วเป็หนักทันที ตบลงกลางอกอี้ซินตรง ๆ
ปัง!
คราวนี้อี้ซินรับไม่ทันทั้งหมด ร่างถูกตบจนถอยหลังหนึ่งก้าวเต็ม ๆ ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยวหนึ่ง
ผู้ชมรอบลานถึงกับส่งเสียงอุทาน
จ้าวคุนหัวเราะลั่น “เห็นหรือยัง! ศิษย์ใหม่ก็เป็ได้แค่ศิษย์ใหม่!”
มันทะยานตามซ้ำ หวังปิดฉากในจังหวะเดียว
แต่ในวินาทีนั้นเอง
อี้ซินที่ถอยไปหนึ่งก้าวกลับหยุดนิ่ง
นิ่งจนน่าประหลาด
ดวงตาของเขายิ่งเย็น
ลมหายใจยิ่งช้า
ลมปราณในกายยิ่งไหลลึกลงต่ำ
ราวกับหมาป่าที่ถอยหนึ่งก้าว ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะกำลังเลือกตำแหน่งกัดคอที่แม่นที่สุด
จ้าวคุนยังไม่ทันรู้ตัว อี้ซินก็ขยับแล้ว
เร็วกว่าเมื่อครู่หลายส่วน!
เขาไม่ได้ถอยอีก
แต่พุ่งเข้า “ด้านใน” กระบวนมือของอีกฝ่ายตรง ๆ
ระยะประชิดจนแทบแนบอกนี้ ทำให้ฝ่ามือซึ่งกำลังไล่ตบออกวงกว้างของจ้าวคุนเสียระยะในทันที มันเปลี่ยนเป็ศอกแทนอย่างรวดเร็ว ทว่านั่นกลับเป็สิ่งที่อี้ซินรออยู่
ปัก!
ศอกของจ้าวคุนปะทะกับท่อนแขนอี้ซิน
และในเวลาเดียวกัน มือขวาของอี้ซินก็เลื้อยเข้าตามช่องว่างใต้ศอกนั้น ราวกับงูดำที่หาช่องเจอแล้ว เขาใช้นิ้วสองนิ้วจิ้มตรงจุดชีพจรข้างรักแร้ของอีกฝ่ายฉับพลัน
จ้าวคุนหน้าบิด
แขนขวาชาวาบชั่วครู่
แม้เพียงชั่วครู่ แต่ก็พอ
อี้ซินหมุนสะโพกเต็มแรง หมัดซ้ายจากเอวจึงพุ่งสั้น ๆ เข้าซี่โครงอีกฝ่าย
ปัก!
เสียงกระแทกทึบดังชัด
จ้าวคุนถอยหนึ่งก้าวอย่างควบคุมไม่อยู่
ความเงียบปกคลุมลานทันที
นี่เป็ครั้งแรกที่มันถอย
แม้เพียงก้าวเดียว
แต่สำหรับศิษย์ใหม่ทั้งลาน ภาพนั้นไม่ต่างจากูเาไหว
จ้าวคุนกัดฟันแน่น
โทสะในดวงตาลุกโชน
“ดี!” มันคำราม “เ้ามีสิทธิ์ให้ข้าเอาจริงแล้ว!”
ลมปราณในกายมันะเิออกมาหนักกว่าเดิมทันที เสื้อครามสะบัดดังพั่บ กล้ามเนื้อทั้งแขนเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเอ็นชัด มันก้มตัวต่ำลงเล็กน้อย ท่าทางคล้ายเสือกำลังจะตะปบเหยื่อ
ศิษย์ใหม่หลายคนหน้าซีด
สือเหยียนเองยังขมวดคิ้ว เพราะรู้ทันทีว่าหากจ้าวคุนปล่อยกระบวนระดับจริงในลานนี้ เกรงว่าจะมีคนาเ็หนักหรือถึงตายก็ยังเป็ไปได้
แต่อี้ซินกลับยิ่งนิ่ง
ลึกลงไปในอกของเขา เสียงเต้นนั้นดังขึ้นอีก
ตึก...
ตึก...
ความอุ่นสายหนึ่งซึมออกมาจากกลางทรวงแล้วไหลไปตามชีพจรอย่างแ่เบา ไม่แรงพอให้เห็นจากภายนอก แต่พอจะทำให้ลมปราณในกายเขานิ่งขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
อี้ซินหรี่ตา
ไม่ใช่เวลาใคร่ครวญ
จ้าวคุนพุ่งมาแล้ว
คราวนี้มันไม่ใช้ฝ่ามือ
ไม่ใช้ศอก
แต่ใช้ทั้งร่างเป็อาวุธ
ไหล่ซ้ายแทงนำ
มือขวากำเป็กรงเล็บ
หัวเข่าเตรียมซ้ำ
กระบวนเช่นนี้หยาบแต่โหด หากชนเข้าจริง คนที่ต่ำกว่าย่อมทรุดในคราเดียว
อี้ซินไม่ถอย
คนทั้งลานเห็นเพียงว่า เขายกมือขวาขึ้นช้า ๆ
แล้วก้าวเท้าซ้ายครึ่งก้าว
จังหวะดูธรรมดา
ธรรมดาจนไม่น่าจะรับกระบวนร้ายเช่นนี้ได้
ทว่าเมื่อทั้งสองปะทะกันจริง ผู้ที่เข้าใจการต่อสู้จึงเห็นชัดว่าอี้ซินมิได้ “รับ” ตรง ๆ แต่ใช้มุมเฉียงเพียงน้อยนิดทำให้ไหล่ของจ้าวคุนพุ่งพลาดจากจุดศูนย์กลางไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นฝ่ามือขวาของเขาจึงกดลงบนข้อศอกอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ราวกับกดจุดหมุนของประตู
ปึง!
กระบวนพุ่งอันร้ายกาจของจ้าวคุนถูกเบี่ยงออกด้านข้างอย่างน่าใ
มันเสียสมดุลเพียงชั่วเสี้ยว
และเสี้ยวนั้น...ก็มากพออีกแล้ว
อี้ซินหมุนตัวครึ่งวง
ฝ่าเท้าขวาเหยียบพื้นแน่น
ลมปราณจากตันเถียนพุ่งขึ้นสู่กำปั้น
หมัดขวาของเขาไม่ได้ฟาดวงกว้าง หากพุ่งเป็เส้นตรงจากใต้ชายแขนขึ้นบนอย่างกะทัดรัด เขาอัดเข้าตรงฐานกระดูกอกของจ้าวคุนเต็มแรง
ปัง!
ครั้งนี้เสียงดังยิ่งกว่าเดิม
ร่างของจ้าวคุนกระเด็นถอยไปสี่ก้าวติด
ก้าวที่ห้าแทบทรุด
มันฝืนยืนไว้ได้ แต่เืกลับพุ่งขึ้นมาถึงลำคอจนต้องกลืนกลับลงไปทันที สีหน้าแดงคล้ำแล้วกลับซีดลงในชั่วครู่
ทั้งลานเงียบสนิท
แม้แต่คนของจ้าวคุนสามคนเองยังมองหน้ากันตะลึงงัน
อี้ซินยืนอยู่ที่เดิม
ลมหายใจยังมั่นคง
ชายเสื้อเพียงไหวเบา ๆ
เขาไม่ได้ไล่ซ้ำ
เพราะไม่จำเป็
จ้าวคุนเองก็รู้แล้วในวินาทีนั้น ว่าหากกระโจนเข้าไปอีกโดยไร้สติ มีหวังตนจะเสียหน้าหนักกว่าเดิม
มันจ้องอี้ซินเขม็ง
ตาทั้งคู่เต็มไปด้วยโทสะและไม่อยากเชื่อ
“เ้า...” มันกัดฟัน “เ้าฝึกวิชาใดมา”
อี้ซินตอบเรียบ ๆ
“วิชาต่อยคนที่ชอบเห่า”
ศิษย์ใหม่หลายคนที่กดหัวใจไว้อยู่ พลันเกือบหลุดหัวเราะออกมา แต่พอเห็นสีหน้าของจ้าวคุนก็ต้องรีบกลั้นไว้แทบขาดใจ
จ้าวคุนกำหมัดจนข้อนิ้วลั่นกรอบ
มันกำลังชั่งใจ
ถอยตอนนี้ เสียหน้า
แต่หากสู้ต่อ ผลลัพธ์อาจยิ่งน่าขายหน้า
ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากทางระเบียงด้านข้าง
“เกิดเื่อะไรขึ้น!”
คนที่มาถึงคือศิษย์ฝ่ายวินัยสองคนในชุดครามเข้ม ต่างถือแส้สั้นกับกระบองไม้ไว้ในมือ สีหน้าทั้งคู่เข้มงวด เมื่อเห็นสภาพกลางลาน พวกเขาก็ขมวดคิ้วทันที
สายตาคนทั้งลานหันไปพร้อมกัน
จ้าวคุนแววตาวูบ
อี้ซินยังคงนิ่ง
ศิษย์ฝ่ายวินัยกวาดตามองสภาพผู้คนแล้วหยุดที่จ้าวคุน “เ้าอีกแล้วหรือ”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนรู้ทันทีว่า จ้าวคุนมิใช่หน้าใหม่ต่อฝ่ายวินัยแต่อย่างใด
จ้าวคุนกัดฟันตอบ “ศิษย์ใหม่ผู้นี้ปากกล้า ไม่รู้จักลำดับ เราเพียง—”
“เพียงอะไรกัน”
เสียงนี้ไม่ได้มาจากฝ่ายวินัย
หากดังจากระเบียงสูงด้านหน้าเรือน
ทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
ลั่วฉิงอวี้ยืนอยู่ตรงนั้นอีกครั้ง
ชุดครามเงินของนางพลิ้วตามลม
ดวงตาคู่นั้นเย็นนิ่งดุจน้ำแข็งเดิม
ทว่าครั้งนี้ ความเย็นนั้นยิ่งกดต่ำลงไปอีก
เพียงนางปรากฏตัว ลานทั้งลานก็เงียบกริบในทันที
ลั่วฉิงอวี้ก้าวลงมาทีละขั้น
ไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียงแม้เพียงครึ่งคำ
เมื่อมาถึงกลางลาน นางจึงหยุด มองจ้าวคุนก่อนเป็คนแรก
“ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อวาน” นางกล่าวเรียบ “หรือหูเ้ามีไว้ประดับ”
ใบหน้าของจ้าวคุนตึงเครียดทันที “ศิษย์พี่ลั่ว เื่นี้—”
“เ้าคิดจะอธิบายอะไร”
น้ำเสียงนางยังไม่ดัง
แต่จ้าวคุนกลับพูดต่อไม่ออก
ลั่วฉิงอวี้หันมาทางศิษย์ฝ่ายวินัย “บันทึกชื่อจ้าวคุน หลี่ผิง เหอซาน เฉินโหว ทั้งสี่คน ไปรายงานตัวลานวินัยตอนสาย”
คนของจ้าวคุนอีกสามคนหน้าถอดสีทันที
“ศิษย์พี่ลั่ว!” คนผอมสูงรีบพูด “พวกข้าไม่ได้ลงมือ—”
“ยืนดูพร้อมหัวเราะ” ลั่วฉิงอวี้กล่าว “สำหรับข้า ไม่ต่างจากลงมือ”
ประโยคเดียวสั้น ๆ
แต่ตัดทุกข้อแก้ตัวทิ้งหมด
อี้ซินมองนางเงียบ ๆ
ผู้หญิงคนนี้...เวลาตัดสินสิ่งใด ช่างคมกว่าดาบเสียอีก
ลั่วฉิงอวี้จึงหันมาทางอี้ซิน
คราวนี้สายตานางไม่เย็นเท่าเมื่อตำหนิคนอื่น แต่ก็ยังนิ่งลึกจนยากคาดเดา
“เ้าเองก็เหมือนกัน”
คนทั้งลานชะงัก
อี้ซินเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เ้ารู้ทั้งรู้ว่าพวกมันมาหาเื่” นางกล่าว “เหตุใดไม่แจ้งฝ่ายธุรการก่อน”
อี้ซินตอบตามตรง “เพราะถ้าแจ้งก่อน พวกมันก็ยังมาหาเื่วันอื่น”
ลั่วฉิงอวี้นิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
คำตอบนี้ตรงเสียจนคนรอบด้านบางส่วนถึงกับก้มหน้า เพราะมันคือความจริงที่ทุกคนรู้แต่ไม่มีใครพูด
นางจึงถามต่อ
“แล้วเ้าแน่ใจหรือ ว่าวันนี้ตนเองชนะได้”
อี้ซินมองนางตรง ๆ
“หากไม่แน่ใจ ข้าก็ต้องทำให้แน่ใจในระหว่างสู้”
เงียบอีกครั้ง
คราวนี้ลั่วฉิงอวี้ไม่ได้ตำหนิทันที นางเพียงมองเขาอยู่พักหนึ่งก่อนหันไปทางศิษย์ฝ่ายวินัย
“ปล่อยเื่นี้เท่านี้” นางกล่าว “แยกย้ายกันไป”
ฝ่ายวินัยรับคำทันที
จ้าวคุนแม้ยังเจ็บแค้น แต่ต่อหน้าลั่วฉิงอวี้กับฝ่ายวินัย มันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้ารับคำแล้วถอยไปพร้อมลูกน้องทั้งสาม ทว่าก่อนหมุนตัว มันยังหันมามองอี้ซินวูบหนึ่ง
อี้ซินมองกลับอย่างสงบ
ไม่ยิ้ม
ไม่ยั่ว
ไม่หลบ
สายตานั้นทำให้จ้าวคุนกำฟันแน่นยิ่งกว่าเดิม ก่อนสะบัดชายเสื้อจากไปในที่สุด
เมื่อคนพวกนั้นหายไป บรรยากาศของลานจึงค่อยคลายลงทีละน้อย
ศิษย์ใหม่หลายคนหันมองอี้ซินอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงสนใจหรือริษยา แต่มีความยำเกรงแฝงอยู่ชัดเจน
เพราะต่างก็เห็นเต็มตาแล้วว่า
เขาไม่เพียงกล้าต้าน
แต่ยังมีฝีมือพอจะต้านได้จริง
ลั่วฉิงอวี้มองไปรอบลานก่อนกล่าวสั้น ๆ
“ต่อไปนี้ หากผู้ใดมีเื่กันในเขตศิษย์ใหม่ ให้รายงานตามกฎ”
นางหยุดนิดหนึ่ง สายตาเลื่อนผ่านอี้ซินอีกครั้ง
“แต่หากยังคิดว่าตนแก้เองได้ ก็จงรับผลของการแก้เองด้วย”
พูดจบ นางก็หมุนตัวจากไปเช่นเดิม
ผู้คนทั้งลานยังคงมองตามจนแผ่นหลังนั้นหายพ้นระเบียงไปแล้ว จึงเริ่มมีเสียงหายใจยาวกับเสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง
สือเหยียนเดินเข้ามาใกล้
“ดูเหมือนชีวิตเ้าในเรือนนี้คงไม่สงบแล้ว”
อี้ซินตอบนิ่ง ๆ “ของเช่นนั้น ข้าไม่เคยคาดหวังั้แ่แรก”
สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ อย่างจนใจ ก่อนจะยื่นถุงเล็กใบหนึ่งให้
“เมื่อครู่ตอนเ้าสู้ ข้าช่วยเก็บให้” เขาว่า
อี้ซินรับมาดู พบว่าเป็หินปราณก้อนหนึ่งกับยาบำรุงสองเม็ดของตนเอง
“ขอบใจ”
“ไม่ต้อง” สือเหยียนส่ายหน้า “ข้าเพียงไม่อยากให้ของของเ้าถูกหมาบางตัวคาบไปเท่านั้น”
คำพูดนี้ทำให้อี้ซินเหลือบมองเขาอีกครั้ง
สือเหยียนเองก็ยิ้มบาง ๆ ราวไม่คิดว่าอี้ซินจะตอบอะไร
อี้ซินจึงเก็บของเข้าที่ ก่อนกวาดตามองลานที่ค่อย ๆ กลับสู่ความปกติ ผู้คนแยกย้ายไปตามหน้าที่ บางคนยังหันมองเขาเป็ระยะ ฝ่ายธุรการเริ่มแจกของเพิ่มเติมต่อราวกับเื่เมื่อครู่เป็เพียงคลื่นเล็กระลอกหนึ่งที่ผ่านไป
แต่สำหรับอี้ซิน คลื่นนั้นเพียงพอแล้ว
เขาได้เห็นกฎเงาของเรือนนี้ชัดเจน
ได้เห็นว่าใครเป็หมาใครเป็เสือ
และได้รู้ว่า หากตนไม่แข็งพอ ต่อให้มีคนอย่างลั่วฉิงอวี้มาปรากฏตัวทันเวลา ก็ไม่มีทางรอดพ้นการถูกรุมเหยียบในวันหนึ่งวันใด
ดังนั้น สิ่งเดียวที่เขาต้องทำยังคงเหมือนเดิม
ฝึก
ฝึกให้หนักขึ้น
ฝึกให้เร็วขึ้น
ฝึกจนคนอย่างจ้าวคุนมองเขาแล้วไม่กล้าแม้แต่จะยกมือ
อี้ซินกำถุงหินปราณในอกเสื้อแน่น
ลมหายใจนิ่ง
ดวงตาเย็น
เช้าวันแรกในเรือนศิษย์ใหม่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
แต่เืแรก...ได้หล่นลงบนพื้นหินของสำนักเมฆาครามแล้วจริง ๆ
และกลิ่นเืนั้น จะไม่มีทางจางหายง่ายนัก