#วันจันทร์สีชมพู 23
“แกล้งอะไรน้องทำไมเพิ่งลงมา” เสียงคุณพ่อพี่พิงค์เอ่ยถามเมื่อเราเดินลงจากห้องใน่เวลาใกล้เที่ยง อย่าคิดว่าจะได้พักนะคะ บอกเลยว่าฉันยังไม่ได้พักเลยสักนิด พี่พิงค์ใจร้ายมากเขาไม่ให้พักเลยเอาแต่ใจเสร็จเขาพากลับเข้าไปอาบน้ำอีกครั้งและชวนลงมาข้างล่าง เพราะเห็นว่าใกล้เวลามื้อเที่ยงของที่บ้านเขา
“ไม่ได้แกล้งเถอะครับ”
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้พ่อพี่พิงค์ ท่านรับไหว้ด้วยรอยยิ้มเอ็นดูอย่างที่เราเคยเจอกันครั้งก่อน
“สวัสดีลูก มา ๆ ทานข้าวกัน วันนี้มีแขกพ่อมาด้วยนะ ยังไงก็ฝากพิงค์ดูแลด้วย”
“ครับ?” คนข้างกายทวนถามอย่างไม่เข้าใจ
“ครอบครัวเพื่อนสนิทพ่อมา ฝากดูลูกเขาหน่อยน้องเพิ่งเคยมา”
“คงไม่สะดวกครับพ่อ ผมมากับแฟน”
“เอาน่าช่วยพ่อดูหน่อยแล้วกัน พ่อมีงานต้องร่วมทุนกับอีกฝ่าย นั่นไงมากันพอดี” พ่อพี่พิงค์หันไปมองยังประตูใหญ่ที่มีกลุ่มคนสามคนเดินเข้ามาในบ้าน พี่พิงค์ถอนหายใจเหนื่อย ๆ ก่อนจะประคองฉันให้เดินเข้าไปในห้องครัว พี่พิงค์กระซิบให้นั่งที่เก้าอี้ว่างเขานั่งตรงกลางระหว่างฉันกับคุณแม่ คงเลี่ยงที่จะนั่งข้างลูกสาวเพื่อนพ่อเขาล่ะมั้ง
“เราไปเที่ยวที่อื่นดีไหม?” พี่พิงค์หันมาถามฉัน
“ใจเย็น ๆ สิคะ ไหนบอกอยากอยู่กับคุณแม่ไง”
“พี่ไม่ชอบแบบนี้เลย” พี่พิงค์บอกเสียงงอแง ตอนนี้ฉันทำได้แค่ยื่นมือไปวางบนต้นขาเขาแล้วออกแรงบีบเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ จะทำอะไรเยอะก็ไม่ได้เพราะมันคงดูไม่ดีในสายตาผู้ใหญ่
“ทานข้าวเสร็จพาน้องไปเดินเล่นไหมหรือจะนอนพักต่อ” แม่พี่พิงค์เอ่ยถาม
“เดี๋ยวดูก่อนครับแม่ว่าจะยังไง” พี่พิงค์ตอบ
“นี่ไงถ้าไปเที่ยวก็พาน้องหญิงไปด้วยเลย มา ๆ จะได้รู้จักกัน” พ่อพี่พิงค์เดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกับแขกทั้งสาม พวกเขาแนะนำตัวกันพร้อมกับรอยยิ้ม ฝั่งเราเองก็ยิ้มเป็มารยาทเท่านั้น แม่พี่พิงค์ท่านนิ่งจนแปลกไปเลยเหมือนกัน ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ส่วนพี่พิงค์ไม่ต้องพูดถึงหน้านิ่งจนน่ากลัวไปหมด แขกผู้ใหญ่ก็คุยกันเื่ธุรกิจส่วนคุณหญิงอะไรนั่นมองพี่พิงค์แล้วทำท่าเขินอาย อยากจะบอกว่าไม่ต้องเขินค่ะนั่นแฟนฉัน!
“คุณแม่คะหญิงซื้อของฝากมากฝากคุณแม่ด้วยนะคะ” หลังทานข้าวเสร็จ เราก็ย้ายมานั่งทานของว่างที่ห้องรับแขก คุณหญิงช่างดูน่ารักบอบบางน้ำเสียงก็หวานเข้ากับหน้าตา
“ขอบใจจ๊ะ” แม่พี่พิงค์ตอบสั้น ๆ แล้วเลื่อนจานผลไม้มาตรงหน้าฉัน
“น้องมันเดย์ลองทานดูลูก แม่ไปเก็บมาเมื่อเช้า”
“ขอบคุณค่ะแม่” ฉันยิ้มบาง ๆ พี่พิงค์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังแชทข้อความคุยกับเพื่อนของเขา เป็กลุ่มคุณหมอที่เจอที่ร้านอาหารน่ะ เขาพิมพ์ไปเงียบ ๆ ก่อนจะหลุดขำน้อย ๆ พี่พิงค์ยื่นหน้าจอโทรศัพท์เขามาให้ฉันดูเป็คำตัดพ้อจากพี่พลบอกว่าเมียหายออกจากบ้าน ขอวิธีง้อเมียหน่อย แต่ประโยคต่อ ๆ มาเป็การแกล้งพี่พลเสียมากกว่าจะช่วย คนที่แกล้งพี่พลอีกหนึ่งคนก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ฉันนี่แหละ
“ชอบแกล้งพี่พล”
“มันน่าแกล้ง” พี่พิงค์หัวเราะเบา ๆ
“เอ่อ พี่พิงค์ทำงานอยู่กรุงเทพเหรอคะ เห็นคุณพ่อบอกแบบนั้น”
“ครับ” พี่พิงค์ตอบ แต่เป็คำตอบห้วน ๆ จนอีกฝ่ายหน้าเสีย และฉันเองก็ไม่อยากบังคับให้เขาพูดเพราะ ๆ ด้วยสิ ดูก็รู้ว่าเธอหวังอะไรกับแฟนฉัน ฉันไม่ไหวหรอกนะ ถ้าจะยกแฟนให้ใคร แฟนใครก็ต้องหวงทั้งนั้นแหละ
“หญิงก็ทำงานที่กรุงเทพค่ะ หญิงขอเบอร์พี่พิงค์ไว้หน่อยได้ไหมคะ เผื่อเรานัดเจอกัน...”
“คงไม่สะดวกครับ ผมไม่ให้เบอร์คนที่ไม่สนิท”
“พิงค์ทำไมพูดแบบนั้นลูก แลกเบอร์กันไว้ก็ไม่เสียหาย มา ๆ มาเอากับพ่อลูก” พ่อพี่พิงค์เอ่ยขัด พร้อมกับเอาเบอร์พี่พิงค์ให้คุณหญิง พี่พิงค์หัวเสียมากเลยล่ะที่คุณพ่อทำแบบนั้น
“เราไปพักกันเถอะ พี่หงุดหงิดแล้วล่ะ” พี่พิงค์เอ่ยชวนเสียงดัง
“แม่ก็ว่าจะไปพักแล้วล่ะ งั้นเราไปกันเถอะ” แม่พี่พิงค์เอ่ยชวน เราสามคนเดินออกห้องรับแขก เดิมทีตั้งใจจะกลับขึ้นไปพักบนห้อง แต่แม่ชวนเราออกไปข้างนอก เขาเลยขึ้นไปเปลี่ยนชุดและออกจากบ้านโดยที่ไม่ได้แวะเข้าไปบอกคุณพ่อที่ห้องรับแขก เหมือนสองแม่ลูกกำลังอัดอั้นตันใจ เพราะทันทีที่ขึ้นรถมาได้ ทั้งคู่ก็บ่นสลับกันไปมาไม่หยุด
“พ่อน่ะ ไม่สนใจความรู้สึกแม่เลย แม่บอกแล้วว่าไม่เอาครอบครัวนี้แต่ก็ไม่ฟังแม่”
“ผมก็เตือนไปแล้วครับแม่ แต่ผมโกรธนะที่จะมาบังคับผู้หญิงคนนั้นให้ผมน่ะ ผมมีแฟนแล้วนะ ทำอะไรไม่นึกถึงเราบ้าง รู้แล้วทำไมพี่ไม่ยอมกลับมาที่นี่”
“คอยดูนะ แม่จะโกรธจะไม่คุยด้วยเลย” ค่ะ นั่นแหละ สองแม่ลูกนั่งบ่นกันตลอดทางฉันเผลอหลับไปพร้อมกับประโยคที่แม่บอกว่าจะไม่คุยด้วย คุณแม่ให้พี่พิงค์ขับรถมาที่ไร่ชาแห่งหนึ่งตรงเขินเขา ที่นี่ดูเงียบสงบแม้จะมีนักท่องเที่ยวอยู่เยอะพอสมควร สองแม่ลูกพาเดินเข้าร้านอาหารทันที ราวกับว่าก่อนหน้านี้เราไม่ได้ทานข้าว
“แม่ทานไม่อร่อยเลย”
“ผมด้วยครับ สั่งเลยครับ ผมจ่ายเอง จากที่ตั้งใจจะทานข้าวอร่อย ๆ กับที่บ้าน เฮอะ พูดแล้วหงุดหงิด” นี่ก็อีกคน เ้าคิดเ้าแค้นเหลือเกิน
“ใจเย็น ๆ สิคะ พี่น่ะ” ฉันลูบต้นแขนเขาเบา ๆ เป็การปลอบ
“พี่ไม่ชอบจริง ๆ นะ รู้ทั้งรู้ว่ามีแฟนแล้ว นั่นไงโทรมาละ” พี่พิงค์มองโทรศัพท์อย่างหัวเสียและไม่ยอมรับสาย
“ก่อนหน้านี้โทรหาแม่แล้วล่ะแต่แม่ไม่รับ”
“เดี๋ยวหนูรับให้ก็ได้ค่ะ ไม่เข้าใจกันต้องคุยกันนะคะ พี่ก็ต้องใจเย็น ๆ นะ” ฉันบอกคนข้าง ๆ พี่พิงค์ถอนหายใจหนัก ๆ เอนลงมาซบไหล่อ้อน ๆ ฉันหยิบโทรศัพท์พี่พิงค์ขึ้นมารับสายคุณพ่อของเขาที่กำลังโทรเข้ามาไม่ลืมกดเปิดลำโพงให้พี่พิงค์กับคุณแม่ได้ยินด้วยดีที่ว่าในร้านอาหารยังไม่มีลูกค้าคนอื่น
“ค่ะคุณพ่อ”
(อ้าวมันเดย์เหรอลูก พิงค์เขาไปไหนล่ะ)
“ไปเข้าห้องน้ำค่ะ พี่ไม่สะดวกคุณพ่อมีอะไรด่วนไหมคะ ฝากหนูได้นะคะ”
(พ่อจะถามว่าไปไหนกัน แม่บ้านบอกว่าออกไปกันั้แ่บ่าย โทรหาแม่เขาก็ไม่รับ)
“ออกมาข้างนอกกันค่ะพ่อ อาจจะกลับดึก”
(ตอนเย็นครอบครัวเพื่อนพ่อเขาจะอยู่ทานข้าวด้วย ยังไงก็รีบกลับมากันล่ะ อย่าเสียมารยาท) อ่า ฉันจุกไปเลยล่ะกับท้ายประโยคของพ่อเขา
“แม่คุยเองลูก เอามา” แม่พี่พิงค์ยื่นมือมารับโทรศัพท์ไปอย่างหงุดหงิด
“เมื่อกี้คุณพูดอะไรนะคะ เสียมารยาทเหรอ?”
“คนพวกนั้นหรือเปล่าที่เสียมารยาท หรือคุณคะที่เสียมารยาท ฉันเตือนฉันบอกคุณไปแล้วถ้ายังดื้อทำโดยที่ไม่สนใจพวกฉันก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก”
“อย่ามาว่าลูกฉันแบบนั้น งั้นก็ตามใจเลยค่ะ อยากทำอะไรทำเลย ฉันคงไม่มีสิทธิเสนออะไรแล้วล่ะ อ้อ แล้วก็หยุดยัดเยียดผู้หญิงคนนั้นให้ลูกฉันได้แล้ว ลูกมีแฟนแล้วและลูกสะใภ้ฉันมีคนเดียว อย่ามาทำแบบนี้ฉันไม่ชอบ เชิญคุณเอาใจแขกคุณตามสบายเถอะค่ะ”
“พ่อแม่ฉันไม่เคยบังคับจิตใจลูก ตอนเรารักกันคบกันแต่งงานกัน มีใครบังคับไหมคะ? ก็ไม่นี่ แล้วทำไมต้องมาบังคับลูก ถ้ายังคิดไม่ได้ก็ไม่ต้องมาคุยกัน”
“เอาละ ทานข้าวกันลูกอย่าไปคิดอะไรเยอะ เรามาเที่ยวพักผ่อนกัน” แม่พี่พิงค์บอกหลังจากวางสายจากคุณพ่อ เราจึงพยายามไม่คิดอะไรมาก พาแม่เที่ยวตลอดทั้งบ่าย ่เย็นเราก็แวะทานข้าวกันก่อนกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านก็เกือบสามทุ่มแล้ว แขกของคุณพ่อพี่พิงค์ไม่อยู่แล้วล่ะ มีเพียงคุณพ่อพี่พิงค์ที่นั่งรอคุณแม่อยู่ที่ห้องรับแขก พอท่านเจอพวกเราก็ยิ้มกว้างเดินเข้ามารับแต่แม่ขยับถอยห่าง เดินอ้อมเข้าไปในห้องครัวหยิบน้ำดื่มและขึ้นห้องนอนทันที โดยที่ไม่สนใจหรือเอ่ยทักพ่อเลย
“พิงค์...”
“ผมพาน้องขึ้นห้องก่อน เดี๋ยวผมลงมาหาครับ”
“พ่อรออยู่นี่นะ”
“ครับ” พี่พิงค์รับปากพาฉันเดินขึ้นข้างบน ฉันให้พี่พิงค์อาบน้ำก่อนเพราะเขาต้องลงไปคุยกับพ่อ ส่วนฉันหลังจากพี่พิงค์ลงไปข้างล่างถึงได้เข้าไปอาบน้ำ เสร็จจากนั้นก็ออกมานั่งเล่นโทรศัพท์ตอบแชทครอบครัวและโทรหาเธิร์สเดย์ที่ทิ้งข้อความเอาไว้ว่าให้โทรกลับไปหา
“ไงคะ คุณนักแข่ง”
(เงียบไปเลยนะ่นี้น่ะ) ปลายสายเอ่ยแซว พร้อมกับเสียงกุกกักอะไรสักอย่างที่ดังแทรกเข้ามา ฉันเดินไปปิดม่านและปิดไฟในห้องเหลือไว้เพียงโคมไฟข้างเตียงนอน เมื่อขึ้นมานั่งบนเตียงได้อาการง่วงงุนก็เข้ามาจับเกาะความรู้สึกทันที
“เร่งเคลียงานน่ะ งานเยอะแต่ก็อยากมาเที่ยว”
(จะอยู่ที่นู่นกี่วัน)
“สามวัน เอาอะไรไหม?”
(อยากได้ไวท์ ดูมาให้หน่อยนะ ราคาไม่เกี่ยง)
“ได้ เดี๋ยวดูไปให้ แล้วนี่ได้กลับเข้าบ้านไหม ป๊าม๊าเป็ยังไงบ้าง”
(่นี้วุ่น ๆ ขยายสาขาล่ะมั้ง หลานคลอดแล้วนะ)
“จริงเหรอ? ทำไมไม่บอกในไลน์เลยล่ะ”
(เพิ่งคลอด นี่ก็กำลังเอาเสื้อผ้าไปให้เฮีย หลาน ๆ อยู่กับนี่นะ)
“ตื่นเต้น ๆ เดี่ยวจะรีบกลับไปนะ อยากเจอหลานแล้ว”
(เที่ยวก่อนก็ได้ ดูแลตัวเองดี ๆ นะเข้าใจไหม เป็ห่วง)
“เข้าใจแล้ว จะดูแลตัวเองดี ๆ พรุ่งนี้จะไปไร่ผลไม้เดี่ยวถ่ายรูปส่งเข้ากลุ่มนะ”
(ได้ครับ เจอกัน)
“เจอกันค่ะ”
“เจอใครครับ?” เสียงแซวดังขึ้นที่หน้าประตูห้องนอน ร่างสูงเปิดเข้ามาก่อนจะรีบปิดประตูไว้ดังเดิม พี่พิงค์ถอดเสื้อแล้วโยนใส่ตะกร้าผ้ามุมห้องจากนั้นก็ะโขึ้นเตียงนอน มานอนกอดนอนฟัดฉันไม่หยุด แล้วคำถามเมื่อกี้น่ะฉันไม่รู้ว่าเขายัง้าคำตอบอยู่หรือเปล่า
“ว่าไงครับเจอใคร” เกือบห้านาทีหลังจากที่เขาฟัดฉันจนพอใจ เขาก็เอ่ยถามอีกครั้ง
“คุยกับเธิร์สเพิ่งเสร็จ พี่คะมืออย่าซน” ฉันรีบเอ่ยห้ามทันทีที่พี่พิงค์ลูบแผ่นหลังไปมาสิ้นเสียงห้ามเขาก็ปลดชุดชั้นในฉันได้สำเร็จ
“รู้น่าว่าอึดอัด นอนกับพี่ไม่ต้องใส่ก็ได้จะได้นอนสบาย” เขากระซิบบอก พี่พิงค์ลงจากเตียงถือชุดชั้นในฉันไปวางในตะกร้าเบา ๆ ต่างจากเสื้อที่เขาโยนไปก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
“รู้ดีจังเลยนะ” อดที่จะแซวกลับไปไม่ได้จริง ๆ
“แหงดิ เมียพี่ทั้งคน”
================
มาแล้วนะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นเลย อ่านไปมีความสุขไปด้วย ขอบคุณที่ยังรอกันนะ เห็นหลายคอมเม้นถามถึงอีบุ๊ค ตอนนี้ยังไม่วางจำหน่ายนะคะ รอกอดๆพี่หมอพิงค์พร้อมกันวันที่ 1 ต.ค. 63 ในราคา โปรโมชัน รอติดตามข่าวสารได้เลยค่ะ
วันนี้ก็...ขอคอมเม้นเยอะๆได้ไหมคะ แบบว่า อยากอ่านคอมเม้นอีกแล้ว