คุณชายซ่งตงหยาง
“ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ” จางหลินถงส่ายหน้า ทั้งหมดนี้ทำให้นางงงงันไปหมด
“อู๋จวิ้นอ๋องอู๋ฮวนเป็หลานชายของฮ่องเต้ ส่วนเจิ้งจื่ออี้นั่น เ้าก็รู้ความลับของเขาแล้ว มีอะไรที่เ้ายังไม่เข้าใจอีก”ชายหนุ่มกล่าว เสียงเย้ยหยันอยู่บ้าง
“ท่านรอดชีวิตมาได้อย่างไร ทั้งยังไม่มีาแ และไปแฝงตัวอยู่กับอู๋ฮวนได้อย่างไร”
“เ้าอยากรู้เื่ข้าจริงหรือ”เขาถามด้วยน้ำเสียงตอกย้ำว่าให้นางคิดให้ดี
จางหลินถงพยักหน้า นางต้องรู้ให้ได้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในการตายของตระกูลจางด้วยหรือไม่ เวลานี้จิตใจนางาเ็อย่างรุนแรง ทั้งไม่อยากเชื่อใจใคร และทั้งอยากได้คนที่เชื่อใจได้
ซ่งตงหยางที่กำลังพันผ้ารอบลำคอจางหลินถงหยุดมือ พร้อมทั้งจ้องเข้าไปในตานางเขม็ง มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าของเขาไม่เหมือนหนุ่มน้อยหูจิงคนนั้นเลยสักนิด หากเปรียบเทียบอู๋ฮวนเป็พยัคฆ์ปีศาจ คนผู้นี้ย่อมเหมือนยมทูตตามเก็บชีวิตคนไม่มีผิด
“บิดาข้าคือซ่งซือฉี ได้รับพระราชสมรสจากฮ่องเต้ให้แต่งงานกับบุตรสาวราชครูนามเฉิงอิงฉี หลังจากเฉิงอิงฉีแต่งให้ซ่งซือฉี นางก็มีข้า ให้กำเนิดข้าจากนั้นสามปีให้หลัง ซ่งซือฉีก็แต่งโจวซินหรูมาเป็ภรรยารอง ซ่งซือฉีคนนี้หน้ามืดตาบอดถึงไม่รู้ว่าโจวซื่อเคยแต่งงานและมีบุตรอยู่แล้วคนหนึ่ง เขาอายุเท่ากันกับข้านามเจิ้งจื่ออี้ แต่เดิมซ่งซือฉีไม่ได้รักมารดาข้า เมื่อโจวซื่อเข้ามาเขาก็ให้ท้ายนาง นางจึงได้ใจแกล้งข้าและมารดาของข้า ทั้งยังใส่ความว่ามารดาของข้าคบชู้ ซ่งซือฉีก็หลงเชื่อ ส่งมารดาข้าไปอยู่ที่อารามปี้อวิ๋นบนเขาหวีฟานให้สำนึกผิด เวลาผ่านไปหกปี ตอนนั้นข้าอายุเก้าขวบ ข้าทนมองมารดาของข้าถูกรังแกไม่ไหว ข้าไปหามารดาที่อารามปี้อวิ๋น จู่ๆก็เกิดไฟไหม้ข้าถูกช่วยออกมาจากกองไฟ ข้าจึงได้เห็นนางผู้นั้นกับลูกชายของนาง นางผลักลูกชายของนางเข้าไปกองไฟ และสั่งให้คนลากข้าไปโยนทิ้งหน้าผา โชคดีที่มีคนผ่านทางมาจึงช่วยข้าไว้ หลังจากนั้นข้ากลับไปอารามปี้อวิ๋นอีกครั้งพบว่าที่นั่นไม่เหลืออะไรแล้ว มารดาของข้านางถูกไฟครอกตาย ส่วนเด็กคนนั้นเจิ้งจื่ออี้ก็สวมรอยเป็ข้าใช้ชีวิตในตระกูลซ่งอย่างสุขสบาย ในขณะที่ข้าไม่มีที่ไปเร่ร่อนไปทั่ว คนผู้นั้นที่เคยช่วยข้าไว้ เขาจึงรับเป็ลูกของเขา เลี้ยงดูข้า ฝึกฝนข้า ทำให้ข้ากลายเป็เช่นทุกวันนี้”
“คนผู้นั้นเป็ใครกัน”
“คนผู้นั้นคือ ชินอ๋องอู๋เหวินจี้ น้องชายร่วมสายโลหิตของฮ่องเต้”ซ่งตงหยางตอบและมองเข้าในดวงตาจางหลินถง พลางเผยรอยยิ้มเ็า
“ชินอ๋อง” ชินอ๋องอีกแล้วหรือ ชื่อนี้ทำให้จางหลินถงตัวสั่นสะท้านไปหมด นางถอยออกห่างจากเขาอย่างลืมตัว ดวงตาเบิกกว้าง “เช่นนั้นท่านและชินอ๋องก็มีส่วนรู้เห็นในการตายของตระกูลจางด้วยงั้นหรือ”
“ตอนที่เกิดเื่กับตระกูลจางข้าอยู่กับจวิ้นอ๋อง ดังนั้นการตายของตระกูลจางก็ไม่เกี่ยวกับข้า”ซ่งตงหยางกล่าว
“ท่านไม่เกี่ยวแต่ท่านก็รู้ เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงช่วยข้าออกมา”
“ก็เพราะเ้ามีรอยสักอักษร‘หู่’ที่ข้าตามหาไงเล่า”เขาตอบนางตามตรงโดยไม่คิดบ่ายเบี่ยง หรือหาคำที่อ่อนโยนมาปลอบใจนางสักนิด นิสัยของเขาก็เป็เช่นนี้ รักคือรัก ชังคือชัง เขาล้วนแสดงออกอย่างเปิดเผย ไม่อ้อมค้อมวนไปวนมา
“รอยสักนั่นหมายถึงสิ่งใด อยู่ที่ใดกัน”นางรู้เพียงแค่ว่านางมีปานประหลาดที่ติดตัวมาั้แ่เกิดอยู่ที่หลังใบหูซ้าย เหตุใดนางจึงไม่รู้ว่ามีรอยสักที่ว่าบนร่างกายของนางกันเล่า
“อักษร‘หู่’หมายถึงพยัคฆ์ มันเป็ตราบนธงประจำหน่วยพยัคฆ์ขาว แต่หน่วยพยัคฆ์ขาวหายสาบสูญไปหลายปีแล้ว ชินอ๋องเล่าให้ข้าฟังว่า หน่วยพยัคฆ์ขาวเป็หน่วยที่น่าเกรงขาม ควบคุมกำลังทหารถึงห้าแสนนาย ทหารทุกนายล้วนซื่อสัตย์ต่อแม่ทัพของพวกเขามาก ออกรบเมื่อใดมีแต่กำชัยชนะ ต้าอู๋รวมตัวเป็ปึกแผ่นได้ก็เพราะหน่วยพยัคฆ์ขาว แม่ทัพของหน่วยพยัคฆ์ขาวมีทายาทเพียงคนเดียวเป็บุตรสาว ั้แ่คลอดจะถูกสักอักษร‘หู่’ที่หลังใบหูซ้ายด้วยน้ำหมึกพิเศษที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็สัญลักษณ์ของทายาทผู้สืบทอดสายเืจากแม่ทัพ แต่ต่อมาเมื่อนางอายุแปดขวบนางก็หายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ต่อมามีข่าวลือว่าพบทายาทแม่ทัพพยัคฆ์ขาวแล้ว ตอนนั้นฮ่องเต้เริ่มระแวงชินอ๋อง ฮ่องเต้จึงส่งอู๋อ๋องน้องชายอีกคนของเขาออกตามหาหน่วยพยัคฆ์ขาว แต่อู๋อ๋องอู๋เจี๋ยร่างกายไม่แข็งแรงล้มป่วยง่าย จึงมอบให้อู๋จวิ้นอ๋องอู๋ฮวนไปทำหน้าที่แทน ส่วนชินอ๋องก็ส่งข้าแฝงที่จวนจวิ้นอ๋องเพื่อสืบข่าวทายาทแม่ทัพพยัคฆ์ขาว ข้าจึงใช้นามแฝงว่าหูจิงคอยติดตามอารักเขา”
สิ้นคำของเขา จางหลินถงยกมือขึ้นลูบที่หลังใบหูซ้าย เบาๆ หรือว่าปานประหลาดที่ติดตัวนางมาั้แ่เกิดนี้ คือรอยสักที่พวกเขาพูดถึงกัน
“ยังมีข้าอีกคนนะนายท่าน”จู่ๆเสียงจากข้างนอกก็แทรกเข้ามาเหมือนว่าได้ฟังอยู่นานมากแล้ว
“อ้อ เขาเป็คนสนิทของข้านาม หลิงฉี”ซ่งตงหยางแนะนำต่อ
“แล้วท่านเล่า นอกจากเป็ซ่งตงหยาง หูจิง แล้วยังเป็ใครอีก” จางหลินถงเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา เพราะเื่ราวที่นางประสบมาทั้งหมดทำให้นางรู้สึกว่าทุกคนล้วนสวมหน้ากาก ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงสักคน
“นายท่านน่ะหรือ นายท่านก็คือซื่อจื่ออู๋เหวินเซียวบุตรแห่งชินอ๋องอย่างไรเล่า”เสียงตอบมาจากด้านนอกทำให้จางหลินถงถึงกับยิ้มไม่ออก ซือจื่ออู๋เหวินเซียว บุตรชายชินอ๋องที่ดูแลหัวเมืองทางใต้ของแคว้นต้าอู๋ ที่แท้ทั้งหมดก็เป็เช่นนี้
“ในที่สุดท่านก็กลายเป็คนสกุลอู๋”แววตาของนางแข็งกระด้างขึ้น สกุลอู๋กลายเป็คำต้องห้ามสำหรับนางไปเสียแล้ว เมื่อได้ยินว่าใครก็ตามที่เป็คนของสกุลอู๋ นางจะเกิดรู้สึกชิงชังอย่างหาที่สุดไม่ได้
จางหลินถงไม่แม้จะมองหน้าเขาอีก นางขยับเข้าไปนั่งชิดมุมรถม้า นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบอัดจากรอบด้าน จากคนที่้าประโยชน์จากนาง ไม่ใคร่ใส่ใจความรู้สึกของนางสักนิด จางหลินถงในเวลานี้ไม่พูดไม่จา ไม่แสดงความรู้สึกนิ่งจนน่าใ ทำให้ซ่งตงหยางใจลอยตามนางไปด้วย
“ข้าเข้าใจความเ็ปของเ้าดี หากเ้า้าจะร้องไห้ ข้าจะไม่มองและจะทำเป็ไม่ได้ยิน” เขากล่าวอย่างใจกว้าง
เขาที่เสียมารดาไปผู้หนึ่ง ยังรู้สึกเ็ปอยู่หลายปีกว่าจะกลับมายืนหยัดอยู่ได้ แล้วนางที่สูญเสียครอบครัวในเวลาเดียวกันจะเ็ปสักเพียงใด เมื่อใคร่ครวญดูแล้วสิ่งที่นางพบเจอเลวร้ายกว่าเขามาก และนางยังมีส่วนที่คล้ายคลึงกับเขามากด้วย
“เช่นนั้นท่าน ไม่ใช่สิ ซื่อจื่อ้าสิ่งใดจากข้า หรือ ้าให้ข้าพาไปหาหน่วยพยัคฆ์ขาวที่หายสาบสูญไปงั้นหรือ”
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้น”เขาไม่อ้อมค้อมสักคำ
“ฮ่าๆๆ”จางหลินถงหัวเราะอย่างนึกสมเพชตนเอง ท้ายที่สุดนางมีค่าได้เพียงเท่านี้เอง“ท่านจะไม่อ้อมค้อมหน่อยหรือ อย่างน้อยก็เอาใจข้าสักหน่อย บางทีข้าอาจจะยอมติดตามท่านก็ได้”
“ข้าไม่ทำเช่นนั้น หากข้า้าสิ่งใด ข้าย่อมบอกความ้าของข้าอย่างชัดเจน ไม่อ้อมค้อม”นิสัยจริงๆของซ่งตงหยางก็เป็เช่นนี้ ไม่ได้อ่อนไหวนุ่มนิ่มอ่อนปวกเปียกเหมือยซ่งตงหยางตัวปลอมผู้นั้น
“ซื่อจื่อไม่กลัวว่าข้าจะหนีไปหรือ ท่านก็รู้ว่าข้าเกลียดคนสกุลอู๋ และ สกุลซ่งมากเพียงใด”
“เ้าไม่หนีหรอก เวลานี้เ้ายังอ่อนแอเป็สตรีที่ถูกเลี้ยงดูมาเพื่อปรนนิบัติสามีและเลี้ยงดูบุตรอยู่แต่ในเรือน ซ้ำยัง้าการปกป้อง ้าที่พักพิงและ้าอาหาร หากเ้าโกรธเกลียดสกุลอู๋ และสกุลซ่งมาก ขั้นแรกเ้าต้องข่มความเกลียด และดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน และยิ่งเวลานี้ข้าเป็ทางออกเดียวของเ้า หากเ้าคิดหนี เ้าก็ไปได้ไม่ไกล”
คำกล่าวของชายหนุ่มทำให้จางหลินถงได้แต่นั่งเงียบ จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ได้ นางนึกกล่าวโทษตัวเองในใจว่าตอนนั้นนางควรตายไปพร้อมกับตระกูลจาง เจิ้งจื่ออี้ไม่ควรช่วยนางไว้ เสี้ยวขณะนั้นซ่งตงหยางยื่นมือมาหวังจะดึงเข้าสู่อ้อมอกปลอบใจนางสักครั้ง แต่ยื่นมาได้ครึ่งทาง หญิงสาวกลับขยับตัวชิดมุมรถม้า เป็เชิงปฏิเสธว่าห้ามแตะต้องนาง เขาได้แต่มองมือตนเองที่ยื่นค้างอย่างเก้อเขิน
มีเื่หนึ่งที่เขาไม่ได้บอกนาง นับั้แ่ได้ยินว่าตระกูลซ่งส่งแม่สื่อไปทาบทามหญิงสาวให้กับคุณชายใหญ่ตระกูลซ่ง เขายังเคยไปสอดแนมที่จวนตระกูลจางเพราะอยากรู้ว่าเ้าสาวของซ่งตงหยางเป็สตรีแบบใด ตอนนั้นบังเอิญเขาได้เห็นนาง นางเป็สตรีที่มีความอ่อนโยน เขายังเคยเห็นรอยยิ้มของนางตอนที่นางพูดคุยกับสาวใช้ นางเป็โฉมสะคราญแห่งต้าอู๋ เขาถูกความสดใสของนางทำให้ลุ่มหลง ถึงขั้นไม่เป็อันกินอันนอน จนลืมไปว่าเขาเข้าไปจวนตระกูลจางด้วยเหตุใด แต่ต่อมาชินอ๋องก็ส่งเขาไปทางเหนือแฝงตัวเข้าไปจวนจวิ้นอ๋อง และไม่ได้พบนางอีก แต่ถึงไม่ได้พบก็ไม่เคยลืมนาง
กระทั่งได้พบนางอีกครั้งบนเขาหวีฟาน แต่นางตกอยู่ในเงื้อมมือของอู๋ฮวน เขาได้แต่ตกตะลึงเพื่อรักษาความลับของตนเองเขาได้แต่ถอยออกมา ในใจคิดว่าเหตุใดนางจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ จากสตรีโฉมสะคราญกลับกลายเป็คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง วันนั้นอู๋ฮวนจูบนางในถ้ำ เขาถึงกับทำมีดหลุดร่วงจากมือ ในใจอยากพุ่งไปขย้ำคออู๋จวิ้นอ๋องผู้หยิ่งยโสนัก แต่ต่อมาเขาก็ฉุกคิดบางอย่างได้ว่า คนอย่างอู๋ฮวนจะทำดีกับนางที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร เวลานั้นเขาจึงแน่ใจว่านางคือคนที่มีรอยสักอักษร ‘หู่’ ที่อู๋ฮวนตามหา ดังนั้นเมื่อเกิดเื่ขึ้นในวันนี้ เขาจึงจำเป็ต้องเปิดเผยตัวเอง และ่ชิงนางออกมาให้เร็วที่สุด
“ซื่อจื่อ” จางหลินถงมีสีหน้าเหนื่อยล้า หลายวันนี้นางถูกลากไปมา ทำให้นางรู้สึกว่าไม่ต่างจากหญิงสาวในหอคณิกาแม้แต่น้อย นางรู้สึกอายและขยะแขยงตนเอง จึงไม่อยากให้ใครแตะต้องนางอีก “ซื่อจื่อโปรดอภัยที่ข้าเสียมารยาท”
นับั้แ่ได้เห็นนางที่จวนตระกูลจาง เขาก็หลงรักนาง แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมากลายเป็ความเกลียดชัง!“ไม่เป็ไร ข้าไม่โทษเ้า แต่เ้าต้องทำความเข้าใจว่า นับจากนี้ไปเ้าจะต้องอยู่ในการควบคุมของข้า”
“ข้าเป็ลูกสาวนักโทษที่ก่อฏ หลังจากซื่อจื่อได้ตราบัญชาการหน่วยพยัคฆ์ขาวแล้วจะทำอย่างไรกับข้างั้นหรือ สังหารหรือขายไปเป็นางคณิกา”
“ไม่ทั้งสองอย่าง เ้าแต่งให้คุณชายใหญ่ซ่งตงหยางก็คือข้า ไม่ใช่เจิ้งจื่ออี้จอมชุบมือเปิบนั่น และยิ่งไม่ใช่อนุภรรยาของจวิ้นอ๋องอู๋ฮวน แต่เ้าเป็ภรรยาของข้า ข้าจะยกให้เ้าเป็พระชายาซื่อจื่อ!”
“ต่อให้ข้าตายข้าก็จะไม่ร่วมสกุลกับสกุลอู๋ หรือสกุลซ่ง”กล่าวจบนางยกมีดที่ยังอยู่ในมือขึ้นหมายจะขู่ฆ่าตนเอง เพื่อให้เขาหยุดรถ แต่ช้ากว่าซ่งตงหยาง ฝ่ายนั้นรีบยื่นมือสกัดจุดนางไว้จนนางขยับไม่ได้
ซ่งตงหยางมองคนที่ถูกสกัดจุดแช่แข็งแล้วถอนหายใจยาว ก่อนจะยื่นมือดึงมีดสั้นออกจากมือนาง พลางกล่าวด้วยเสียงเนิบช้าว่า“ข้าบอกแล้ว ว่าเ้าจะต้องอยู่ในการควบคุมของข้า”
**************************