บทที่ 21
เมืองวายุแดง
กำแพงสูงตระหง่านด้านหน้าทำให้จางหยุนรู้สึกทึ่งไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะมองจากไกลๆเห็นแล้วว่าเมืองนี้ใหญ่โตเกินกว่าที่คิด เพียงแต่ว่าเมื่อเข้ามามองใกล้ๆแล้วก็รู้สึกตกตะลึงอยู่ดี
จางหยุนลดสายตามองลงมาบริเวณประตูขนาดใหญ่ด้านหน้า มีป้ายชื่อของเมืองถูกเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเมืองวายุแดง
จางหยุนมองสำรวจรอบๆอีกครั้ง จนเขามองเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ใช้สมบัติวิเศษ เคลื่อนไหวกลางอากาศบริเวณรอบๆเมือง เมื่อคิดจะเข้าเมืองพวกเขาเองก็ต้องลดระดับมาเดินเท้าเพื่อผ่านด่านเข้าเมืองอยู่ดี
แต่ถึงแม้ว่าจะมีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลาและมีจำนวนไม่น้อย แต่เมืองเองก็เหมือนว่าจะดำเนินการได้ดีมาก เพราะว่าแทบจะไม่มีคนต่อแถวรอเลย ก็อาจจะเป็เพราะไม่้าให้ผู้คนนั้นอารมณ์เสียเมื่อต้องต่อแถวรอเข้าเมืองเป็เวลานานเหมือนกับเมืองมนุษย์ธรรมดา
จางหยุนมองสำรวจรอบๆอยู่สักพักนึง จนกระทั่งเขาตัดสินใจเดินทางมุ่งตรงเข้าไปตรงจุดตรวจคนเข้าเมือง
บริเวณนี้มีทหารของเมืองวายุแดงคอยตรวจตาคน แล้วอำนวยความสะดวกให้กับคนที่ผ่านทางเข้าไป
จางหยุนรู้สึกประหลาดใจที่เมืองของผู้บำเพ็ญ ก็ยังคงระบบทหารพวกนี้เอาไว้ เขารู้สึกสับสนแต่ว่าก็ยังไม่ได้เอ่ยถามทันทีได้แต่เก็บเื่นี้เอาไว้ในใจ
จางหยุนเดินทางมาถึงด้านหน้าของทหารองครักษ์ จางหยุนห้องประเมินอีกฝ่ายคนพวกนี้เป็ชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่กำยำ เพียงแต่ว่าทหารพวกนี้ก็ไม่ได้เหมือนทหารธรรมดาในโลกมนุษย์ เพราะว่าอีกฝ่ายนั้นเป็ผู้บำเพ็ญ
ส่วนระดับบำเพ็ญของทหารผู้นี้ก็อยู่ในระดับผลึกตันเถียนขั้นต้นเหมือนจางหยุน ทหารผู้นั้นเหลือบมองจางหยุนที่แต่งกายด้วยชุดธรรมดาๆ แม้กระทั่งเครื่องแต่งกายเองก็ไม่มีสมบัติวิเศษสักชิ้น
“เพิ่งเคยมาเมืองนี้เป็ครั้งแรกหรือ?” ทหารเฝ้าประตูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีความรู้สึกอะไรเป็พิเศษ
จางหยุนพยักหน้า
“้าที่จะเข้าไปซื้อของแล้วออกมา หรือว่า้าที่จะอยู่อาศัยภายในเมืองวายุแดงเลย” ทหารเฝ้าประตูเมืองถามต่อ
จางหยุนตอบกลับทันที “พักอาศัย”
“ถ้าเกิดว่าอยากจะพักอาศัยภายในเมือง จำเป็จะต้องจ่ายเงินหนึ่งเหรียญปฐีทุกๆหนึ่งเดือน ถ้าเกิดว่าไม่จ่ายก็จะโดนขับไล่ออกจากเมืองวายุแดง” ทหารเฝ้าประตูเมืองกล่าวขึ้น
จางหยุนได้ยินคำว่าเหรียญปฐีดวงตาก็สว่างวาบ เห็นได้ชัดว่าเขายังคงจดจำรายละเอียดเหรียญที่ได้จากแหวนเก็บของขององค์ชายใหญ่ผู้นั้นได้ โดยที่ด้านหน้าเป็รูปของสิ่งก่อสร้างที่งดงามราววัง์ แต่ว่าด้านหลังนั้นถูกสลักคำว่าปฐีเอาไว้
จางหยุนรีบล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนที่จะลองหยิบเหรียญนั้นออกมาหนึ่งเหรียญ แล้วส่งให้กับทหารเฝ้าประตูที่อยู่ด้านหน้า
ทหารเฝ้าประตูเมืองด้านหน้ารับมันเอาไว้ ก่อนที่จะพยักหน้าเก็บเหรียญไป จากนั้นก็นำเอาแผ่นป้ายออกมาแล้วก็โยนให้กับจางหยุน
จางหยุนรับแผ่นป้ายที่ถูกโยนมา เขาใช้สายตารองกวาดดูเห็นว่าเป็แผ่นป้ายเหล็กที่บริเวณด้านหน้าถูกเขียนคำว่าอนุญาต ด้านหลังเหมือนจะถูกสลักวันที่เอาไว้อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ทหารเฝ้าประตูเมืองอธิบายออกมา “เป็ป้ายอนุญาตห้ามทำหายเด็ดขาด ในหนึ่งเดือนข้างหน้าถ้าเกิดว่าอยากจะพักต่อก็เดินทางมาที่นี่อีกครั้ง จ่ายเงินอีกหนึ่งเหรียญปฐีจากนั้นก็รับป้ายอีกอันไป”
“เข้าไปได้แล้ว”
จางหยุนพยักหน้าจากนั้นก็เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไป เขาหันไปมองก็มีอีกหลายคนที่กำลังจ่ายเงินบ้างหรือไม่ก็แสดงแผ่นป้ายเข้าเมืองให้กับทหารอีกหลายคนบ้าง
จางหยุนดึงสายตาของตนเองกลับมาแล้วก็เดินเข้าประตูเมือง เมื่อเดินผ่านเข้ามาภายในเมืองวายุแดงครั้งแรก
เมื่อเท้าก้าวเข้าสู่ตัวเมือง ถนนกว้างใหญ่เบื้องหน้าก็ปรากฏให้เห็นกับสายตา จ้องมองถนนด้านหน้าภายในใจเองก็ยังคงอดที่จะรู้สึกทึ่งในความงดงามและความใหญ่โตไม่ได้
จางหยุนไม่ได้หยุดเท้าชื่นชมความงดงามนานนัก เป็เพราะว่าบริเวณถนนเส้นนี้มีคนเดินเข้าออกมากมาย
ถึงแม้ว่าจะเป็เมืองขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญ แต่ว่าภายในเมืองเองก็หนาแน่นไม่น้อย
จางหยุนค่อยๆเดินไหลตามกระแสผู้คนไปตามถนนเส้นหลัก เขาใช้โอกาสนี้ในการกวาดสายตาสำรวจมองผู้คนมากมายในเมือง
แล้วมันก็เป็อย่างที่เขาคิดจริงๆด้วย ภายในเมืองแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้บำเพ็ญเท่านั้น แต่ว่ายังมีมนุษย์ธรรมดา แล้วก็มีบางคนที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ด้วย
เห็นได้ชัดว่าภายในเมืองนี้มนุษย์ธรรมดาและผู้บำเพ็ญนั้นอยู่ร่วมกัน ไม่ได้อยู่ตัดขาดคนละโลกเหมือนกับภายในราชวงศ์ในโลกมนุษย์
จางหยุนก้าวเดินไปตามบนถนนพบเห็นแผงขายของมากมาย ร้านค้าที่ถูกสร้างขึ้นตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ
จางหยุนยังมองเห็นผู้บำเพ็ญเพียรอีกด้วย มีหลายคนที่เป็ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตเดียวกับเขาอย่างขอบเขตผนึกตันเถียน
แต่ก็ยังมีหลายคนที่แผ่ซ่านปราณิญญาที่แข็งแกร่งออกมา น่าจะแข็งแกร่งกว่าเขาหลายเท่า จางหยุนคาดการณ์ว่าคนพวกนี้น่าจะเป็พวกผู้บำเพ็ญที่อยู่ในขอบเขตหลอมกระดูก ที่เป็ขอบเขตที่เหนือกว่าขอบเขตผนึกตันเถียน
แม้เขาจะรู้สึกตื่นเต้นในใจแต่ก็ต้องพยายามเก็บความตื่นเต้นนั้นเอาไว้ จางหยุนที่มีรูปลักษณ์เป็ชายวัยกลางคนธรรมดาๆเป็เพียงแค่ผู้ฝึกตนผนึกตันเถียนขั้นต้น เพราะแบบนั้นการที่เขาเดินอยู่ภายในเมืองแบบนี้ จึงแทบจะถูกหลอมรวมเข้าไปภายในเมืองอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น อยู่ๆด้านหน้าก็มีคนพุ่งเข้ามาขวางทางเอาไว้
จางหยุนเลิกคิ้วของตนเองขึ้นมองไปยังคนที่ขวางทางเข้าในยามนี้ เพราะว่าอีกฝ่ายเป็เพียงแค่มนุษย์ธรรมดาไม่ใช่ผู้ฝึกตน จางหยุนเลยไม่ได้ตั้งท่าพร้อมต่อสู้อะไร
ด้านหน้าของเขาเป็ชายหนุ่มผู้นึง อีกฝ่ายอายุไม่เยอะแต่งตัวธรรมดาๆ แต่ว่าทั้งแววตาแล้วก็ใบหน้าเผยให้เห็นความโตกว่าวัยของตนเอง
ชายหนุ่มผู้นั้นเมื่อเห็นว่าจางหยุนหยุดเท้าไม่เดิน เขาก็เผยรอยยิ้มออกมาให้ทันทีรีบเดินเข้ามาจ ากนั้นก็หยุดอยู่ห่างจากจางหยุนอย่างพอเหมาะพอเจาะ
ชายหนุ่มยกมือทั้งสองข้างประสานกันแล้วก็คารวะ “ท่านาุโไม่ทราบว่าท่านมาเมืองนี้ในครั้งแรกใช่หรือไม่ขอรับ?”