ทางหลวงเส้น 1339พาดผ่านอำเภอท่าปลาของจังหวัดอุตรดิตถ์ คดเคี้ยวเลี้ยวลดไปตามไหล่เขานานทีจะมีบ้านคนให้เห็นบ้างประปราย
รถบ้านสีขาวคันหนึ่งแล่นไปตามเส้นทางภายใต้แสงอาทิตย์อ่อนยามเย็นจุดมุ่งหมายปลายทางคือดอยเสมอดาวที่จังหวัดน่าน
ณัฐธัญชอบพาตัวเองหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองหลวงซ่อนตัวอยู่กับธรรมชาติในวันหยุดสุดสัปดาห์ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบความเร่งรีบของเมืองใหญ่แต่บางครั้งจิตใจก็้าพื้นที่ให้ได้หายใจอย่างเต็มปอดบ้าง
“สวัสดีค่ะพี่เจ๊กกี้”
“สวัสดีครับน้องไอซ์...
ปกติติดตามฟังสดหรือว่าย้อนหลังเป็หลักครับ...”
รายการสยองขวัญที่ชอบฟังดังคลายเหงาในระหว่างเดินทางยิ่งเวลาโพล้เพล้แบบนี้ยิ่งขับเน้นให้มีอารมณ์ร่วม ทั้งที่ณัฐธัญก็สารภาพกับตัวเองเสมอว่า‘กลัวผี’
ระหว่างทางเริ่มมีหมอกจางๆ ปรากฏให้เห็น แทรกตัวเอื่อยระหว่างต้นไม้ริมทาง แม้ไม่ได้ย่ำแย่จนบดบังทัศนวิสัยแต่ก็ไม่ใช่เื่ปกตินักที่จะพบหมอกยามเย็นบนเส้นทางนี้
พอแล่นมาถึงบริเวณท่าแพของเขื่อนสิริกิติ์ณัฐธัญสังเกตว่าไม่มีรถคันอื่นเลยแม้จะเป็วันหยุด ทั้งที่เขาอุตส่าห์เตรียมใจรอต่อคิวสองถึงสามชั่วโมงไว้แล้ว
ลุงคนหนึ่งใส่เสื้อม่อฮ่อมสีดำสนิทเดินตรงมาที่รถณัฐธัญลดกระจกลงถามว่า “ทำไมวันนี้ไม่มีคนเลยลุง เป็วันหยุดแท้ ๆ หรือว่าผมมาเย็นเกินไป”
ลุงไม่ตอบคำถามแต่ถามเสียงราบเรียบว่า “จะข้ามไปหรือ”
ณัฐธัญทำหน้างุนงง‘ถ้าไม่ข้ามแล้วจะมาจอดที่นี่เพื่อ..?’แต่เขาไม่พูดออกไป และไม่ใส่ใจที่คำถามถูกเมิน
“ใช่ครับ” เขาตอบ
ลุงขมวดคิ้ว สีหน้าดูครุ่นคิดแปลกประหลาดก่อนจะถามเหมือนยืนยันอีกครั้งว่า “จะข้ามจริง ๆ หรือ..?”
คราวนี้ในใจณัฐธัญเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลในน้ำมีโคตรไอ้เคี่ยมหรือว่าอย่างไร ทำไมข้ามไม่ได้ แต่เขาก็ยังยืนยันแน่วแน่ว่าจะข้ามเพราะนี่เริ่มมืดแล้ว จะให้ขับย้อนกลับไปคงไม่เอาด้วย
“ข้ามแล้วจะไม่ได้กลับมานะ”
‘อ้าว ทำไมพูดจาหมา ๆ อย่างนั้นเล่าลุง..!’ ณัฐธัญไม่ได้พูดออกเสียงอีกครั้ง
ราวกับว่าลุงมีทิพจักขุญาณอ่านใจของณัฐธัญออกกล่าวซ้ำว่า “ข้าก็แค่เตือนเอ็งเฉย ๆ ว่าอาจไม่ได้กลับมา ตอนนี้หมอกมันเริ่มหนาแถมใกล้มืดแล้ว อาจจะขับรถตกเหวตกข้างทางก็ได้”
ณัฐธัญชักเอะใจ ลุงนี่ยังไงคำก็ไม่ได้กลับ สองคำก็ตกเหว ขืนให้พูดต่อมีหวังจะได้ตกแพด้วย จึงรีบตัดบทว่า“เอาเถอะ ๆ ยังไงผมก็จะข้ามต่อให้ผมจะตกเหวตกแพ หรือหลงไปเจอเมืองลับแลก็เื่ของผม ลุงไม่ต้องห่วงหรอก”
ไม่ทราบว่าลุงเหมือนได้รับคำยืนยันหรือว่าอะไรรีบไปจัดเตรียมแพให้ข้ามทันทีโดยไม่ปริปากถามต่อ ณัฐธัญเองก็คร้านจะใส่ใจ เตรียมจ่ายเงินและขับรถขึ้นแพทว่าน่าแปลกที่ลุงไม่พูดไม่จาเลยสักครั้งเดียว กระทั่งเื่ราคาก็ไม่กล่าวถึงจวบจนตอนที่เขาขับรถขึ้นแพก็ยังไม่ได้จ่ายเงิน
แต่สิ่งหนึ่งที่ณัฐธัญไม่ทันสังเกตคือรอยยิ้มมุมปากของลุง
เสียงเครื่องยนต์ดัดแปลงของแพดังคำรามก้องกังวานจนกลบเสียงรอบตัวทั้งหมด แพไม้เริ่มเคลื่อนออกจากท่าอย่างเชื่องช้า บนแพมีเพียงรถบ้านสีขาวของเขาคันเดียวให้ความรู้สึกเหมือนเป็แพส่วนตัว
ณัฐธัญเปิดประตูลงจากรถยืดเส้นสายคลายความเมื่อยล้าอยู่พักหนึ่ง ค่อยเดินทอดน่องมาริมแพเพื่อชมวิวทิวทัศน์ของเขื่อนและูเาทว่าน่าเสียดายที่หมอกหนามาก แถมฟ้ายังเริ่มมืด และบนแพมีเพียงหลอดไฟสลัวดวงเดียว จึงมองอะไรไม่ค่อยเห็นและเขาไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรืออย่างไร รู้สึกเหมือนว่าไอหมอกค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาจากตอนแรกที่มองเห็นได้ไกลเกือบร้อยเมตร ตอนนี้วิสัยทัศน์เหลือแค่ห้าเมตรเท่านั้น
ลมเย็นวูบหนึ่งพัดแทรกเข้ามาลูบไล้ผิวกายจนเย็นสันหลัง บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็วังเวง ณัฐธัญจึงคิดหันไปชวนลุงคุยเป็เพื่อนแต่แล้วก็ต้องประหลาดใจสุดขีด เนื่องเพราะบนแพไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว
“ลุง..? ลุง ลุง..!”
ณัฐธัญะโเรียกทว่าไร้เสียงตอบรับ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ของแพที่ดังกระหึ่มเป็จังหวะ
แพยังคงล่องไปอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แหวกสายหมอกราวกับกำลังเลิกผ้าม่านทีละชั้น ณัฐธัญครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งลุงพลัดตกแพ? หรือว่าไม่ได้ขึ้นมาด้วยั้แ่แรก
ณัฐธัญเหลียวซ้ายแลขวาหมอกขาวขุ่นจนแทบมองไม่เห็นกระทั่งผิวน้ำ ความว้าเหว่เริ่มกัดกินจิตใจจึงรีบกลับเข้ามาในรถและปิดประตูทันที
เสียงปิดประตูดังปัง เป็ดั่งกำแพงตัดขาดเขาออกจากโลกภายนอก ความรู้สึกปลอดภัยโอบล้อมห่อหุ้มจิตใจณัฐธัญหลับตาประมวลผล จำได้ว่าลุงขึ้นแพมาด้วยแน่นอน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
ไม่มีเบอร์ ไม่มีวิธีติดต่อบังคับแพก็ไม่เป็ ต่อให้บังคับเป็ก็ไม่รู้ทิศ เพราะตอนนี้มองไม่เห็นฝั่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแพกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางใดได้แต่อธิษฐานขอให้แพถึงฝั่งโดยสวัสดิภาพ
นาฬิกาดิจิทัลหน้ารถแสดงเวลา19:07 น. เสียงพูดให้ข้อคิดของพี่เจ๊กกี้ดังขึ้นบ่งบอกว่าถึง่ท้ายของเื่ราวแล้ว ณัฐธัญเอื้อมมือจะเปิดคลิปต่อไปเพื่อให้เสียงของพี่เจ๊กกี้อยู่ต่อเป็เพื่อน
ตึง..!
เสียงแพกระทบฝั่งะเืมาถึงในรถจนณัฐธัญสะดุ้งโหยง
“นี่แหละครับคุณผู้ชมคุณผู้ฟังครับอย่าได้ข้ามเส้น... เพราะบางที... อาจย้อนกลับมาไม่ได้...”
เสียงของพี่เจ๊กกี้เริ่มขาดๆ หาย ๆ เป็อาการสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยเสถียรณัฐธัญหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ไม่ว่าจะสัญญาณเน็ตหรือโทรศัพท์ก็เหลือแค่ขีดเดียว
เขาเข้าเกียร์หนึ่งปล่อยให้รถเคลื่อนตัวลงจากแพช้าๆ และทันทีที่ล้อหลังัักับพื้นดิน เครื่องยนต์ก็ดับสนิท
ไม่มีเสียงพี่เจ๊กกี้ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหายใจ
ณัฐธัญทั้งตื่นตระหนกทั้งสับสนมองผ่านกระจกข้างโดยไม่รู้ตัว พบว่าแพหายไปแล้ว ไม่ทราบว่าถูกหมอกกลืนหายไป หรือว่าเคลื่อนตัวออกจากฝั่งไปเอง
ความเงียบที่ปกคลุมมันผิดปกติจนน่าขนลุกจากประสบการณ์ที่ฟังเื่สยองขวัญมาหลายเื่ มันไม่ใช่สัญญาณที่ดี
เขาลองสตาร์ตรถใหม่อีกรอบหนึ่งซึ่งเครื่องยนต์ก็ติดโดยไม่มีปัญหา สันนิษฐานว่าอาจเป็แค่ไดร์ชาร์จหรือขั้วแบตเตอรี่หลวมเขาค่อยคลายใจลง ขับขึ้นเนินไปตามถนนดิน ตั้งใจว่าถึงถนนลาดยางเมื่อไรค่อยแวะตรวจสอบดู
แต่ผ่านไปเกือบห้านาทีถนนดินยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด จนเริ่มสงสัยว่าตัวเองขับมาผิดทางหรือไม่
ไฟตัดหมอกส่องสว่างไปด้านหน้าเผยให้เห็นถนนที่แคบลงเรื่อย ๆ เพราะกิ่งไม้จากสองฝั่งข้างทางแทบจะครูดกับกระจกรถอยู่แล้วและตอนนี้วิสัยทัศน์เหลือไม่ถึงสองเมตร เห็นเพียงปลายกิ่งไม้ที่โผล่พ้นจากหมอกเท่านั้น
ณัฐธัญตัดสินใจจอดรถคิดว่าหากฝืนไปต่ออาจเสี่ยงเกินไป
“นี่แหละถึงได้ชอบรถบ้าน...”ณัฐธัญพึมพำ
ระหว่างที่กำลังจะดับเครื่องจู่ ๆ หางตาเหลือบไปเห็นเงาดำตะคุ่มเคลื่อนไหวผ่านหลังรถ แสงไฟท้ายรถสีแดงสะท้อนให้เห็นหมอกฟุ้งที่ราวกับถูกลมพัด
ณัฐธัญนั่งนิ่ง จ้องมองไปที่กระจกข้าง
ไม่มีอะไร
แต่แล้วเงาดำก็พุ่งตัดผ่านหน้ารถ
เห็นโครงร่างไม่ชัดเจนรู้เพียงแต่ว่ามันยาวมาก
เพียงไม่กี่วินาทีเงานั้นก็หายลับไปหมอกบริเวณนั้นกระเพื่อมราวกับโดนลมพัดจนวุ่นวาย
ณัฐธัญรีบดับเครื่องทันทีดึงม่านบังหน้าต่างทุกบาน ปิดทุกช่องทางที่อาจมองเห็นข้างนอก
เขาไม่แม้แต่จะอาบน้ำปีนขึ้นที่นอนที่อยู่ช่องเล็ก ๆ เหนือเบาะคนขับ เป็ที่นอนสำหรับสองคน เวลานอนหงายจะสามารถเห็นดาวผ่านซันรูฟได้แต่เวลานี้ไม่มีดาว มีแต่ความมืดสนิท
ณัฐธัญลังเลว่าจะเลื่อนบานปิดซันรูฟดีหรือไม่แต่จิตของเขาปรุงแต่งไปไกล แต่งแต้มจินตนาการว่าหากมีใบหน้าคนผิวขาวซีดโผล่ขึ้นมาแนบกระจกซันรูฟเขาอาจหัวใจวายตายคารถก็เป็ได้ จึงตัดสินใจพยุงตัวขึ้นเพื่อเอื้อมมือไปปิดซันรูฟ
ตึงตึง ตึง..!
เสียงโครมครามดังขึ้นจากหลังคาเหมือนกับมีใครปีนขึ้นมาเดินอยู่บนหลังคารถณัฐธัญขนลุกวาบไปทั้งตัว ภาวนาในใจว่าขออย่าให้มีเื่ไปเล่าในรายการของพี่เจ๊กกี้เลย
ณัฐธัญดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงพยายามข่มตานอนหลับ ทว่ายิ่งตั้งใจหลับก็ยิ่งไม่หลับ บางครั้งก็ได้ยินเสียงคล้ายหญ้าถูกแหวก บางครั้งก็เหมือนมีบางสิ่งไต่ข้างรถ
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไรด้วยความเพลียที่ขับรถมาทั้งวัน กอปรกับความกลัวที่กัดกินจิตใจอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายร่างกายก็รับไม่ไหวผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
และไม่รู้ด้วยว่าอาจอยู่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว...
……
ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงจันทร์สายตาคู่หนึ่งจ้องมองมายังรถบ้านสีขาวที่จอดนิ่งราวกับหลับใหลอยู่กลางพงหญ้า
เ้าของดวงตานั้นมีลำตัวสีดำสนิททอดยาวประหนึ่งรถไฟ มีลักษณะเป็ปล้อง ส่วนหัวของมันมีรยางค์สองเส้นที่ใหญ่เกือบเท่างวงช้างเลื้อยเลาะคืบคลานไปตามหน้าต่างรถ ขาสี่ห้าคู่เกาะเกี่ยวตัวรถไว้ราวกับสำรวจ ส่วนอีกเกือบร้อยคู่ที่เหลือเรียงไปตามลำตัวที่เหยียดยาว
คล้ายกับมันยืนยันแล้วว่าไม่พบสิ่งผิดปกติจึงเคลื่อนตัวจากไปอย่างว่องไว เงาร่างมหึมาวิ่งผ่านต้นไม้ใบหญ้าราวกับพายุพัด ทว่ากลับเงียบกริบเหลือไว้เพียงเสียงใบ้ไม้แห้งปลิวไหว
……
ตี๊ด...ตี๊ด... ตี๊ด... ตี๊ด..!
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นจากโทรศัพท์ณัฐธัญลืมตาอย่างสะลึมสะลือ ร้องครางในลำคอดัง ‘อือ’ พลิกตัวควานหาโทรศัพท์ด้วยความงัวเงีย
หน้าจอบอกเวลาเจ็ดโมงเช้าจึงพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง เปิดซันรูฟเหนือหัวดัง ‘ฟืด’
แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาจนณัฐธัญต้องหลับตาปี๋ด้วยความแสบคิ้วขมวดด้วยความสงสัย ‘เจ็ดโมงเช้า? ทำไมพระอาทิตย์มันลอยเคว้งอยู่กลางหัวแล้ว..?’
ใช้เวลาสักพักดวงตาจึงเริ่มปรับกับแสงได้เขาหย่อนขาลงจากเตียง ตรวจสอบนาฬิกาหน้ารถซึ่งก็ยืนยันเวลาเดียวกัน
เขาเปิดม่านหน้าต่างดูรอบนอกหมอกหายไปหมดแล้ว แถมยังสว่างโร่ มีต้นไม้พุ่มไม้รกทึบเต็มไปหมด ราวกับอยู่ใจกลางป่าเต็งรังพอเห็นว่าไม่น่ามีอันตราย จึงตัดสินใจลงจากรถ
ก้าวแรกที่เหยียบลงจากรถเขาถึงกับตะลึงงัน
รอบตัวมีแต่ต้นไม้สูงเสียดฟ้าและต้นหญ้าท่วมหัวเข่าไม่มีถนน ไม่มีร่องรอยอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีแม้แต่เสียงนกหรือแมลง
และที่น่าประหลาดใจอีกประการหนึ่งทางที่เขาขับมานั้นไม่มีทาง มีเพียงรอยหญ้าที่ล้มเอนไปในทิศทางเดียวกัน คือรอยที่เขาเพิ่งขับรถผ่าน
เขาไปสำรวจรอบรถสังเกตว่ารัศมีหกเมตรรอบตัวรถ ไม่ว่าต้นไม้เล็ก ๆ หรือต้นหญ้าล้วนราบเป็หน้ากลองใบหญ้าเอนไปในทิศทางเดียวกันเป็วงกลม ราวกับเคยมีบางสิ่งที่มีขนาดมหึมาวนอยู่รอบรถ
ใบหญ้าบางต้นเริ่มดีดกลับขึ้นมาบ้างแล้วแสดงว่าผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
เขานึกย้อนไปถึงเงาที่เห็นเมื่อคืนบางทีเงาที่เห็นอาจเป็แค่สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง หรืออาจเป็โขลงช้างป่าทั้งโขลงวิ่งผ่านบางทีพวกมันแค่แวะเวียนมาด้อม ๆ มอง ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาสัตว์ เสียงเมื่อคืนก็อาจเป็แค่ช้างเอางวงมาถูๆ ไถ ๆ ตัวรถ
พอเขาคาดคะเนไปทางนี้ก็คล้ายกับยกหินออกจากอก พึมพำพลางหัวเราะให้ตัวเอง “เมื่อคืนเรานี่มันจินตนาการเป็ตุเป็ตะจริง ๆ”
เมื่อได้ข้อสรุปให้ตัวเองเขาก็เดินมาเปิดกระโปรงหน้ารถ ตรวจดูไดร์ชาร์จกับขั้วแบตเตอรี่ ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดี
ปิดกระโปรงรถดัง‘ปัง’ ทว่าเสียงปังไม่ได้มาจากเขา แต่เป็เสียงที่ดังห่างออกไปหน่อยมันคือเสียงปืน
เขาตื่นตัวขึ้นมาทันทีสายตาทอดมองไปยังทิศทางของเสียง ฟังแล้วน่าจะห่างประมาณไม่กี่ร้อยเมตร
ณัฐธัญรีบขึ้นรถและสตาร์ตเครื่องทันทีหันพวงมาลัยเลี้ยวกลับทิศทางเดิม เสียงปืนเมื่อครู่อาจเป็ของพวกลักลอบล่าสัตว์ ดังนั้นเขาต้องรีบออกจากป่าโดยเร็วที่สุดหากเจอกับพวกมันเข้าอาจโดนปิดปากกลายเป็ปุ๋ยในป่าแทน
เขาตั้งสมาธิกับการขับรถสายตากวาดมองรอบ ๆ พอเป็ตอนกลางวันแล้วก็เห็นสภาพแวดล้อมชัดเจนสิ่งที่ต้องทำคือขับกลับไปให้ถึงริมฝั่งที่ลงแพเมื่อคืน
ขณะที่สายตาจับจ้องเส้นทางจู่ ๆ ก็มีเงาแปลกปลอมร่างหนึ่งพุ่งมาจากพุ่มไม้ฝั่งขวา วิ่งตัดหน้ารถอย่างกะทันหันณัฐธัญสะดุ้งใรีบเหยียบเบรก โชคดีที่เขาขับรถไม่เร็วนัก จึงหยุดรถไว้ทัน
ร่างที่ปรากฏตรงหน้าเป็หญิงสาวผมสีแดงเพลิงผมยาวรวบเป็หางม้า ใบหน้าคมเข้มผสานความแข็งแกร่งและอ่อนช้อยอย่างน่าประหลาด หน้าตาผิวพรรณเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นดินแต่หากล้างเศษดินออกไปคงสวยน่าดูชม ทว่าชุดที่สวมอยู่มีเพียงผ้าสองผืนไม่สิ...ดูเหมือนเศษผ้าเสียมากกว่า พันรอบหน้าอกและสะโพกอย่างลวก ๆ
ณัฐธัญอึ้งไปชั่วขณะกำลังคิดว่าคนป่านางนี้มาจากชนเผ่าใด แลเห็นเธอวิ่งมาตรงประตูฝั่งเบาะข้างคนขับ พยายามเปิดประตูออกแต่ถูกล็อกไว้จึงใช้มือทุบกระจกรถรัว ๆ พลางะโเสียงดังว่า “ช่วยพวกเราหน่อย..!”
ณัฐธัญพยายามเรียกสติกลับมาเสียงปืนก็ดังตามมาอีกระลอก คราวนี้ใกล้กว่าเดิม สาวผมแดงหน้าเปลี่ยนสีกระวนกระวายกว่าเดิม “เร็ว! เปิดประตู ไม่งั้นพวกเราตายแน่!”
ณัฐธัญก็ใเสียงปืนไม่รู้อะไรเป็อะไร ปลดล็อกประตูให้ด้วยความงุนงง พอหญิงสาวผมแดงเห็นว่าประตูเปิดได้แล้วรีบะโสุดเสียง “อลิเซีย! มาน็อง! รีบมาขึ้นรถเร็ว..!”
พลันสิ้นเสียงเรียกหญิงสาวอีกสองคนก็โผล่มาจากพุ่มไม้ริมทาง คนชื่ออลิเซียมีผมยาวสีบลอนด์ทอง รูปร่างชวนตะลึงโดยเฉพาะทรวงอกส่วนมาน็องมีผมสีม่วงเข้ม รูปร่างเล็กกว่าหญิงสาวคนอื่น แต่สีหน้าเงียบขรึมทั้งสองคนเปรอะไปด้วยฝุ่นดิน และมีเศษผ้าพันหน้าอกกับบั้นท้ายเหมือนกัน
พวกเธอวิ่งกรูมาที่รถอย่างรวดเร็วก่อนจะปีนเข้ามาในรถทั้งหมดจนเบียดแน่นเต็มเบาะหน้า มาน็องนั่งเบียดเสียดกับณัฐธัญตามด้วยอลิเซียที่กล่าวเชิงขอโทษว่า “รบกวนด้วยนะคะ” และปิดท้ายด้วยสาวผมแดง
สี่คนนั่งอัดกันเป็ปลากระป๋องทำให้ขาขวาของมาน็องต้องล้ำมาที่ฝั่งคนขับ กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นที่ไม่อาจระบุตลบอบอวลอยู่ในรถทำเอาณัฐธัญถึงกับมึนงง
“เอ่อ...”
ณัฐธัญยังไม่ทันปริปากพูดสาวผมแดงชิงะโก่อนว่า “ไป ๆ! รีบไปเร็ว..!”
“ไปไหน?” เขาถาม
“ไปไหนก็ได้ที่ไปจากที่นี่เร็ว..!”
คราวนี้เสียงปืนดังรัวเป็ชุดพร้อมกับเสียงโวยวายของผู้ชายดังแว่วมา ฟังแล้วน่าจะหลายสิบคน ณัฐธัญประหวั่นลนลานรีบเข้าเกียร์ทันที
“อื๊อ..!” เสียงครางแ่เบาดังมาจากข้าง ๆ
ณัฐธัญสะดุ้งโหยงหันขวับไปดู พบว่าศอกของเขาชนกับทรวงอกนุ่มนิ่มของเธอ ส่วนมือเ้ากรรมก็พาดอยู่ที่ต้นขาเรียบเนียนของเธออย่างไม่ตั้งใจ
“อ๊ะ..?! ข..ขอโทษ..!”เขารีบกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน
มาน็องตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ม..ไม่เป็ไรค่ะ”
แม้สีหน้าของเธอจะยังเคร่งขรึมแต่น้ำเสียงยังแฝงด้วยความอายอยู่บ้าง โชคดีที่เศษดินได้ปิดบังวงแก้มแดงก่ำของเธอ
ณัฐธัญไม่รอช้า กัดฟันข่มอารมณ์เข้าเกียร์ใหม่และเหยียบคันเร่งทันที
เครื่องยนต์คำรามลั่นก้องกังวานไปทั่วป่า รถบ้านที่พุ่งทะยานออกไป เหลือไว้เพียงต้นหญ้าที่ไหวไปมาตามแรงลม