ตอนที่ 8
ณตำหนักองค์ชายรององค์จักรพรรดิทรงประทับยืนทอดพระเนตรดูหมอกำลังรักษามัมมี่รอง..เอ้ย!ไม่ใช่..องค์ชายรองโดยมีกุ้ยเฟยนั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้ที่มีองค์หญิงสี่คอยปลอบประโลม
"เป็อย่างไรบ้างท่านหมอ" ฮ่องเต้ถามขึ้นหลังจากหมอรักษาเสร็จ
"กระดูกแขนทั้งสองข้างหัก,กระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงร้าว,กระดูกขาทั้งสองข้างหักและกระดูกข้อเท้าแตก,อวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือนบอบช้ำพะยะค่ะ" หมอบอกอาการ
กุ้ยเฟยพอได้ยินอย่างนี้ก็ร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ
ท่านหมอเห็นดังนั้นจึงรีบพูดต่อ "แต่กระหม่อมได้ใช้กฎแห่งการรักษาจัดกระดูกแทรกซึมฤทธิ์ยาเข้าไปรักษาจนตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วพะยะค่ะ!"
"ขอแค่กินยาทุกเทียบแล้วพักรักษาตัวประมาณ 5-6 เดือนก็หายดีแล้วพะยะค่ะ"
"อืม..ดีแล้ว" ฮ่องเต้พูด
"ฝ่าาได้โปรดขอให้ท่านราชครูมาช่วยรักษาซื่อหนานด้วยเถิดเพคะ" กุ้ยเฟยขอร้อง
"ไม่ได้หรอกกุ้ยเฟยการจะรักษาซื่อหนานนั้นต้องเปลืองพลังจิตของท่านราชครูอย่างมากข้าขอให้ท่านทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก" ฮ่องเต้พูดขึ้นเพราะสำหรับพระองค์เมื่อกล้าก่อเื่ก็ต้องกล้ารับผลที่ตามมาจึงจะคู่ควรเป็คนสกุลไป๋อีกอย่างนึงองค์ชายรองก็ไม่ได้ตายและหมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วพระองค์จึงวางใจ
"แต่ท่านราชครูรักษาเ้าเด็กสาระเลวนั่น" กุ้ยเฟยท้วง
"นั่นท่านราชครูสมัครใจหาใช่เพราะข้าขอร้องไม่" ฮ่องเต้อธิบาย
"แต่มันต้องถูกลงโทษ!!" กุ้ยเฟยพูดอย่างเคียดแค้น
"เื่นี้เดี๋ยวค่าจัดการเอง" ฮ่องเต้ให้คำมั่น
"ได้เื่ว่าอย่างไรบ้าง" ฮ่องเต้ถามเกากงกงหลังเดินออกมาจากตำหนักองค์ชายรอง
"กระหม่อมได้สอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนแล้วแต่ยืนยันว่าองค์ชายห้าไม่ได้ตั้งใจพะยะค่ะ" เกากงกงตอบ
"อืม… แม้ไม่ได้ตั้งใจก็ต้องรับผิดชอบไปตามกุนหลางมาพบข้า" ฮ่องเต้ตัดสินใจ
"พะยะค่ะ" เกากงกงตอบ
___________________________
เวลาค่ำ
ปินปินออกมายืนคอยไป๋กุนหลางอยู่หน้าตำหนักด้วยความเป็ห่วงเพราะว่าเมื่อเย็นนั้นเกากงกงมาตามไป๋กุนหลางไปพบฮ่องเต้และปินปินก็รู้ว่าเกี่ยวกับการที่องค์ชายรองตกจากระเบียงชั้นสองที่ร้านอาหาร
เมื่อปินปินเห็นไป๋กุนหลางเดินมาจึงได้รีบวิ่งเข้าไปถามด้วยความเป็ห่วงว่า "องค์ชายฝ่าาว่าอย่างไรบ้างเพคะ"
แต่ไป๋กุนหลางกลับยืนมองนางนิ่งๆโดยไม่ตอบแล้วอยู่ๆก็...
"ป้าบ!!!"
"โอ้ย!!!"
ไป๋กุนหลางเมื่อเห็นปินปินมองมาที่เขาด้วยสายตาของหมาหงอยทำให้เขาเกิดความรู้สึกหมั่นเขี้ยวจึงได้ยกมือขึ้นตบไปที่สะโพกของเธออย่างแรงจนปินปินร้องและะโหนีไปเอามือลูบก้นอย่างเ็ปแล้วเขาก็พูดขึ้นว่า "ข้าไม่เป็ไรแต่ท่านพ่อลงโทษให้ข้าไปดูแลการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ป้องกันเมืองที่กำแพงชั้นนอกทางทิศเหนือ"
และพอเห็นปินปินเจ็บจนน้ำตาเล็ดเขาจึงรีบเข้าไปเช็ดน้ำตาให้พร้อมพูดว่า "เจ็บมากเลยหรือ...ขอข้าดูหน่อยสิ"
ในตอนที่เขากำลังจะตีเนียนยื่นมือไปลูบสะโพกเธอปินปินก็รู้ว่าเขาจะทำอะไรจึงรีบหมุนตัววิ่งเข้าตำหนักไปพร้อมพูดว่า "องค์ชายบ้าที่สุด"
ไป๋กุนหลางที่ได้ยินก็ได้หัวเราะดังลั่นตำหนักอย่างอารมณ์ดี
___________________________
ณจวนตระกูลตี๋
"พี่ลี่อินข้ามีเื่อยากจะถามหน่อย" ตี๋ลี่ิพูดกับพี่สาวตี๋ลี่อิน
"มีอะไรเหรอ?" ลี่อินถาม
"ที่ท่านเคยบอกว่าองค์ชายห้าเป็สวะมันเป็จริงเช่นนั้นหรือ" ลี่ิถาม
"ก็จริงหน่ะสิ.. เอ้ะหรือว่ามันทำอะไรเ้า" ลี่อินยืนยันและถามด้วยความเป็ห่วง
"ไม่!..เขาไม่ได้ทำอะไรข้าหรอกพี่ลี่อิน..ข้าขอตัวก่อนนะคะ" ลี่ิตอบพร้อมขอตัวลาระหว่างเดินลี่ิยังคงนึกถึงเื่ที่ร้านอาหารท่วงท่าที่หนักแน่นมั่นคงนั้น คนผู้นั้นสมควรที่จะถูกเรียกว่าสวะจริงๆหน่ะหรือ?
___________________________
ยามที่เสาแสงพุ่งขึ้นฟ้าไป๋กุนหลางก็ได้ตื่นขึ้นมาแต่งตัวด้วยชุดสีดำพาปินปินขึ้นรถม้ามุ่งไปกำแพงเมืองชั้นนอกทางทิศเหนือ
เมืองแสงศักดิ์สิทธิ์เมืองหลวงของราชอาณาจักรแสงสว่างมีพื้นที่เป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันสามชั้นกันด้วยกำแพงเมือง
กำแพงเมืองชั้นที่ 1 หรือกำแพงเมืองชั้นนอกมีความสูง 14 เมตร กว้าง10 เมตร
กำแพงเมืองชั้น 2 หรือกำแพงเมืองชั้นในมีความสูง 14 เมตร กว้าง 5 เมตร
กำแพงเมืองชั้น 3 หรือกำแพงพระราชวังมีความสูง 14 เมตรกว้าง 5 เมตรมีประตูใหญ่อยู่ทิศเดียวคือทิศตะวันออกนอกนั้นเป็ประตูเล็ก
ที่ซุ้มประตูของทุกกำแพงจะสร้างเป็แท่นยื่นออกไปทำให้ผู้ที่เข้ามาตีประตูนั้นจะถูกรุมกระหนาบจากทั้งสองทิศทาง
ประตูของเมืองจะสูง 5 เมตรเท่ากันทุกประตูทำจากเหล็กหนา 50 เิเนี่ถ้าไม่ใช่เพราะว่าทหารทุกคนในราชอาณาจักรแสงสว่างต้องมีระดับชั้นเป็นักสู้ขึ้นไปแล้วก็ใครมันจะเปิดปิดประตูนี้ได้ไป๋กุนหลางคิด
ถนนหลักของราชอาณาจักรนั้นมีความกว้างขนาดถนน 4 เลนและเป็รูปเครื่องหมายบวกส่วนกลางอยู่ที่พระราชวัง
ที่เห็นเนี่ยอลังการแล้วใช่ไหมแต่ในนิยายบรรยายไว้ว่าเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังอลังการได้ไม่เท่าเมืองเทพนักสู้ของสมาพันธ์เทพนักสู้สมาพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
เมื่อมาถึงกำแพงเมืองก็มีคนออกมาต้อนรับนั่นคือแม่ทัพประจำกำแพงทิศเหนือและหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงที่ดูร้อนรนแปลกๆ
"คารวะองค์ชายห้า" ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน
"คารวะท่านทั้งสองตามสบายเถอะ" ไป๋กุนหลางกล่าว
เมื่อทักทายกันเสร็จสิ้นไป๋กุนหลางก็เริ่มเดินตรวจตราการซ่อมแซมอุปกรณ์ป้องกันเมืองอย่างใกล้ชิดจริงจังจนแม่ทัพอดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่ทำงานจริงจังอย่างนี้ถูกหาว่าไร้ความสามารถได้อย่างไรส่วนหัวหน้าช่างที่ได้เห็นแบบนี้ก็ร้อนรนจนเหงื่อออกท่วมตัว
สำหรับไป๋กุนหลางการได้มาตรวจตราอุปกรณ์ป้องกันเมืองนี่คือโอกาสที่เขาจะได้ให้เ้าระบบวิเคราะห์การใช้งานอักขระอาคมที่ใช้ได้จริง
อุปกรณ์อาคมของโลกใบนี้ถ้าเป็ของชั้นสูงแบบอุปกรณ์ปกป้องเมืองส่วนใหญ่จะวาดอักขระใส่แผ่นเหล็กแล้วให้ช่างเอาไปแกะสลักตามรปูที่วาดให้ได้ความลึกตามสัดส่วนที่กำหนดแล้วใส่ผงสถิตเวทย์ที่ทำจากแร่โลหะมนตราที่หาได้จากพนาเร้นลับเท่านั้นแล้วทาทับด้วยสิ่งที่คล้ายกับแว๊กทาไม้ซึ่งถูกเรียกว่า 'กาวมนตรา'
การซ่อมบำรุงก็คือการล้างกาวมนตราออกแล้วค่อยๆลอกผงสถิตเวทย์ออกโดยไม่ให้กระทบกับลายอาคมแล้วค่อยใส่ผงสถิตเวทย์อันใหม่เข้าไปแล้วทาทับด้วยกาวมนตราเหมือนเดิม
ไป๋กุนหลางขึ้นไปบนกำแพงเพื่อดูการติดตั้งอุปกรณ์กลับเข้าที่ก็ได้หันกลับไปมองเมืองฝั่งทิศตะวันตกที่ที่ไป๋กุนหลางคนก่อนมักไปเป็ประจำแต่พอเขาได้มาอยู่ที่นี่เขาไม่เคยไปเหยียบที่นั่นเลยเห็นผลก็เพราะว่าเขา 'กลัว' กลัวว่าคนที่นั่นจะรู้ว่าเขาเป็ใคร
ในเมืองชั้นนอกฝั่งทิศตะวันตกมีสถานที่,ที่แปลกประหลาดที่สุดในเมืองศักดิ์สิทธิ์เริ่มจากถนนทั้งที่ไม่ใช่ถนนหลักแต่ถนนเส้นนี้ถูกสร้างใหญ่พอๆกับถนนหลักและสุดทางของถนนเส้นนี้เป็ที่โล่งกว้างขนาดหนึ่งสนามฟุตบอลตรงกลางมีประตูหินไม่สิต้องเรียกว่าวงกบประตูหินขนาดใหญ่ที่เหมือนกับสโตนเฮนจ์หนึ่งบานตั้งอยู่นั่นคือประตูมิติที่เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจะถูกส่งไปในสถานที่ลี้ลับที่สุดในโลกคือ หอคอยแห่งความรู้ หรือ หอคอย์ เป็โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ใครหลายคนอยากมาเรียนเพราะที่นี่ไม่จำเป็ต้องปวารณาตัวเป็สาวกเหมือนนิกายหรือสมาพันธ์อื่นๆแค่สอบได้มีเงินจ่ายค่าเทอมก็เข้าเรียนได้เลยและสถานที่นี้ยังเป็ที่อยู่อาศัยของ "เทียนจุน" คนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและเป็เทพยุทธ์คนแรกของโลก
เมื่องานวันนี้เสร็จสิ้นลงหัวหน้าช่างก็ได้มาหาไป๋กุนหลางแล้วถามอย่างกล้าๆกลัวๆว่า "องค์ชายห้าแล้วอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพวกนี้….."
"ทำเหมือนเดิมนั้นแหละ" ไป๋กุนหลางตัดบท
"พะยะค่ะ?" หัวหน้าช่างตอบอย่างงงๆ
"เคยทำยังไงก็ทำยังงั้นนั้นแหละ" ไป๋กุนหลางอธิบาย
"พะยะค่ะ!!!" หัวหน้าช่างเข้าใจแล้วจึงตอบเสียงดังฟังชัดอย่างยินดี
ไป๋กุนหลางมองหัวหน้าช่างเดินออกไปแล้วก็นึกถึงสิ่งที่พวกเขาทำประจำนั้นคือการเขียนรายงานว่าสิ่งของเปลี่ยนออกไปนั้นหมดคุณค่าแล้วจะเอาไปทำลายทิ้งแต่ความจริงพวกเขาได้เอาไปขายถ้าจะถามว่าโกงไหมก็โกงถ้าจะถามว่าเบื้องบนรู้ไหมก็ต้องตอบว่ารู้เกือบทุกคนแต่ที่ไม่มีใครป่าวประกาศก็เพราะว่าการที่กำหนดวันเปลี่ยนอุปกรณ์โดยไม่ตรวจสอบมันคือกุศโลบายั้แ่แรกเพื่อให้ช่างซ่อมบำรุงทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลรักษามันดุจลูกในไส้จนถึงวันที่เปลี่ยนออกเพื่อเอาไปขาย