โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นถี่ๆปลุกร่างแน่งน้อยที่นอนตะแคงข้าง หลบแสงไฟข้างถนนที่สาดส่องมาเป็ระยะด้วยการแนบใบหน้าไปกับกระเป๋าสะพายใบย่อมซึ่งขดตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางบนเบาะที่นั่งบนรถโดยสารประจำทางให้ทอดยาวไปด้านหลัง เพื่อจะได้เอนตัวนอนอย่างสบายที่สุดลืมตาตื่นด้วยความงุนงงระคนอ่อนเพลียเพราะร่างกายไม่ได้พักผ่อน หัวไม่ถึงหมอนมาเป็เวลาอาทิตย์หนึ่งแล้ว
โทรศัพท์เครื่องเล็กสั่นอีกระลอกทำให้ต้องรีบป่ายปัดมือควานหาว่าซ่อนอยู่ส่วนไหนของกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายที่เพียงเจอก็กดรับโดยที่หนังตายังหรี่ เพื่อหลบแสงไฟสีส้มสดที่ส่องมา
“แกอยู่ไหนแล้วลูกตาล”
เสียงแหลมเล็กที่ดังมาทำให้คนรับต้องรีบขยับตัวนั่งให้เรียบร้อยโดยไว
“แม่!”
“เออ...ใช่ ฉันเอง ฉันบอกให้แกมาั้แ่เช้าแล้วไม่ใช่หรือยายลูกตาลมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนฮ้า...ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ถึงบ้านฮึ!ยายตัวดี”
ปลายสายตวาดใส่มาจนคนรับต้องรีบยกหูโทรศัพท์ออกห่างพร้อมหรี่หนังตาจากเสียงอันทรงพลังชวนแก้วในหูลั่นเปรี๊ยะๆซึ่งช่วยขับไล่อาการง่วงงุนที่เป็อยู่ให้มลายหายไปจนเกือบจะหมดสิ้น
“ใจเย็นๆ ค่ะแม่ หนูยังอยู่บนรถ” โต้กลับด้วยเสียงเบาส่วนหนึ่งเพราะเกรงใจผู้โดยสารตัวใหญ่ใกล้ๆ กับอีกส่วนเพราะโหมทำงานหนักจนร่างกายอ่อนเพลียและน่าจะมีอาการไข้ร่วมด้วย ถึงได้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว
“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง จนป่านนี้น้องแกยังไม่กลับบ้านเลยนะส่วนแกก็มัวแต่ตะแล๊ดแต๊ดแต๋ป่านนี้ยังมาไม่ถึงบ้านไม่รู้หรือไงฉันกลุ้มจะตายอยู่แล้ว”
คนถูกโวยวายใส่ได้แต่แอบผ่อนลมหายใจออกจากปอด ด้วยรู้ดีถ้าหากหลุดเสียงพูดออกไปแม้เพียงนิดเดียวเท่านั้นจะหูชาจากเสียงก่นด่าและกระทบกระเทียบแดกดันที่รัวเร็วจนแทบไม่หายใจด้วยซ้ำ
“หนูรีบที่สุดแล้วนะแม่” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบเสียงไปอาจเป็เพราะกำลังหายใจเข้าออกแรงๆ เรียกกำลังวังชาไว้ด่าว่าเธอต่อละมั้ง
“ย่ะ เร็วที่สุดของแกน่ะฉันรอเกือบจะเป็ชาติหนึ่งแล้ว หวังว่ามาคราวนี้จะอยู่ได้หลายๆ วันไม่ใช่จัดการเื่ทางนี้ไม่ทันเสร็จก็รีบเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าหนีฉันเข้ากรุงเทพฯเหมือนครั้งก่อนๆ นะยะ บอกไว้ก่อนเลย คราวนี้ฉันจะตามไปเฉ่งแกถึงที่ทำงานเอาให้อายทั้งเพื่อนและเ้านายขี้งกของแกนั่นแหละ” เอ่ยกระแทกแดกดันเสียงเข้ม
“ไม่แล้วละค่ะ หนูคิดว่าจะมาหางานทำอยู่ที่นี่”แม้ต้องเหนื่อยใจบ้างในบางเื่ แต่อย่างน้อยก็ได้อยู่กับครอบครัว….ใกล้คนที่รัก...ที่เขาไม่เคยรัก
หญิงสาวยกมือขึ้นเสยผมยุ่งๆ ที่บางส่วนตกลงมาปรกหน้า ดวงตาฉายแววเศร้าหมองเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายเคยถามตัวเองเหมือนกันทนอยู่กับความรู้สึกเกลียดชังอย่างนี้มาั้แ่เป็เด็กได้ยังไง มีโอกาสไปแล้วทำไมถึงไม่ไปให้พ้นๆ ไม่ต้องหวนกลับมาเพื่อพบกับความเ็ป
น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า...จะปวดร้าวเพียงใด แต่ยังไงก็ครอบครัวเดียวกัน ทิ้งกันไม่ได้ถึงจะร้ายใส่กันยังไง...แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นเหยียบให้จมอยู่ใต้โคลนตมแต่คนนอก...ปากดีแต่คอยถือมีดทิ่มแทงตลอดเวลา เพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ก็หมายถึงต้องตกอยู่ในหุบเหวลึก ทนรับความทุกข์ตลอดไป ทนๆ อยู่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เท่านั้น
“ให้มันจริงเถอะ แต่...ถ้าเป็อย่างนั้นเงินที่แกให้ฉันใช้แต่ละเดือนก็ไม่ได้น่ะสิ”
“ยังได้เหมือนเดิมค่ะ แต่ลดน้อยไปนิดหน่อยเพราะหนูจะเป็คนรับผิดชอบหาซื้อของจำเป็อื่นๆ เข้าบ้านเอง” หญิงสาวดักคอไปก่อนด้วยทุกครั้งที่ต้องไปจับจ่ายข้าวของ ไม่ว่าจะเป็อาหารประจำวันหรือแม้กระทั่งของใช้ส่วนตัวมารดาจะโทรมาบ่นแล้วบ่นอีกเื่เงินที่ได้รับไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อจะขอเพิ่ม
“แม่มีอะไรอีกหรือเปล่าคะ ถ้าเกี่ยวกับเื่นั้น เอาไว้ให้หนูถึงบ้านก่อนแล้วค่อยคุยกัน”ให้แม่พูดมาในตอนนี้...หญิงสาวกลอกตาไปมา ไม่ใช่แค่เธอที่จะไม่ได้นอน แต่จะรวมไปถึงผู้โดยสารที่นั่งชิดซึ่งแสดงออกถึงความรำคาญที่มีเสียงคล้ายแมลงหวี่ดังใกล้หูแล้ว
“ฉันรู้หรอกย่ะ แค่จะเตือนแกเท่านั้นเอง เดินทางคนเดียวระมัดระวังตัวไว้บ้าง”
“เกิดเื่อะไรขึ้นคะแม่” จะไม่ให้เธอเอ่ยถามอย่างนี้ได้อย่างไรกัน ในเมื่อน้ำเสียงของมารดาบ่งบอกถึงความวิตกกังวลอย่างชัดเจน
“ไปสร้างเื่อะไรไว้อีกแล้วใช่ไหมคะ”ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็รู้แล้วว่าหมายถึงใคร ศีรษะทุยถึงกับส่ายไปมาอย่างระอาใจถึงขนาดเร่งรุดให้เธอรีบกลับบ้านโดยเร็วไว เื่ที่เกิดคงมิใช่เื่เล็กๆ แล้วละหวังว่าจะไม่ร้ายจนเกินรับมือแก้ไขได้หรอกนะ
“ไม่มีอะไรสักหน่อย แกขยันหาเื่น้องฉันแค่เป็ห่วงแกนั่นแหละ เป็ผู้หญิงยิงเรือ เดินทางกลับบ้านคนเดียวดึกๆ ดื่นๆ มันอันตรายแค่...อยากให้ดูแลตัวเองดีๆ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ถึงรู้จักกันก็อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายได้”
แม้กระแสเสียงที่เอ่ยมาจะแข็งกระด้างไปหน่อย แต่ก็เจือความห่วงใยทำให้คนได้ฟังถึงกับอุ่นวาบไปทั้งใจ จนมีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้าพร้อมปวารณาตัวว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เต็มความสามารถเพื่อให้มีอนาคตอันใส
วันนี้...อดีตที่ผ่านมา เขาไม่รัก ก็ใช่ว่าจะไม่รักตลอดไปต้องมีวันหนึ่งที่ก้อนน้ำแข็งหลอมละลาย กลายเป็ความอบอุ่นเติมใจที่ขาดพร่องให้เต็มแต่...ยังมีบางอย่างให้ฉุกใจ
น้ำคำที่แทรกมาบ่งบอกถึงความหนักใจเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมในหัวถึงได้ฉุกคิดถึงเื่ร้ายหรือจะเป็เพราะทุกครั้งที่เกิดเื่ราวภายในบ้านมารดามักจะพูดกับเธอเช่นนี้เสมอละมั้ง กลีบปากอิ่มมีรอยยิ้มเล็กๆคล้ายหยามหยันตัวเอง
“คราวนี้ไปก่อเื่อะไรมาอีกล่ะคะ” เอ่ยถามอย่างระอา
เมื่อไหร่ที่เอ่ยถามถึงลูกรัก! มารดาจะคุยอย่างที่เรียกว่าน้ำลายแตกฟองลืมภารกิจที่จะต้องทำเป็ประจำเสมอ หากคราวนี้แปลก แม่เงียบ ไม่หลุดเสียงใดๆออกมาเลย
คิ้วโก่งได้รูปขมวดมุ่นเข้าหากันดูท่าเื่ในครั้งนี้คงจะร้ายแรงมิใช่น้อย คนช่างพูดถึงได้ไม่หลุดอะไรออกมา
“แม่คะ มีอะไร ทำไมถึงไม่บอกกันล่ะคะ”
“เปล่า ไม่มีเื่อะไรจริงๆ แกจะซักให้มันได้อะไรขึ้นมายะจะได้หาคำพูดไว้บ่นว่าน้องมันหรือไง”
“เปล่าค่ะ แค่คิดว่าถ้าหากเื่มันร้ายแรงอย่างที่แม่หวั่นวิตกการที่หนูได้รู้ล่วงหน้า อย่างน้อยจะได้คิดหาทางรับมือเอาไว้ก่อน ดีกว่าไม่ใช่หรือคะ”
“เออ...แล้วไป ฉันก็นึกว่าแกจะเตรียมคำพูดไว้ด่าน้องมัน แค่นี้มันก็ขวัญหนีดีฝ่อจะตายอยู่แล้วขืนโดนแกด่าอีก ได้ประสาทกลับกันละ”
“ว่าแต่เื่อะไรคะแม่”
“จะมีอะไรได้ล่ะ ก็ไอ้พวกเด็กเหลือขอ ศัตรูเก่าน้องแกนั่นแหละตามมาหาเื่ ข่มขู่ราวีเอาๆ อะไรนักหนาของมันก็ไม่รู้ ไอ้เด็กเวรพวกนี้”
คงไม่ใช่แค่ที่แม่พูดมาอย่างเดียวละมั้ง น่าจะมีเหตุอื่นร่วมผสมโรงด้วยจนเธออยากจะซัดไอ้ตัวขยันก่อเื่ให้รู้จักมีความคิดขึ้นมาบ้าง ทำให้ตัวเองเดือดร้อนถูกตามล่าคนเดียวไม่พอคนอื่นๆ ในครอบครัวก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย อยากรู้จริงๆคราวนี้ไปสร้างวีรกรรมอะไรเอาไว้อีก แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใด มารดาก็ชิงวางสายไปเสียก่อนคนจะถามเลยได้แต่ผ่อนลมหายใจออกจากปอดอย่างเหนื่อยหน่ายและเซ็งจับจิต
หญิงสาวยื่นมือไปคว้าผ้าห่มที่ร่วงหล่นไปกองอยู่ปลายเท้าขึ้นมาห่มพร้อมเอนกายนอนราบไปกับเก้าอี้โดยสารที่เอนปรับให้นอนสบายๆ ขณะทอดมองสายฝนที่โปรยปรายลงมาเห็นหยดน้ำเกาะกระจก อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นไปลากเป็รูปหนึ่งซึ่งคะนึงหาอยู่มิคลาย
มีหญิงร่างป้อมมือหนึ่งจับจูงเด็กหญิงร่างผอมโย่ง อีกมือจับจูงเด็กชายใบหน้าละม้ายคล้ายกันเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆจนถึงบ้านอันแสนจะอบอุ่น
หวังว่าวันหนึ่งภาพนี้จะเป็จริง แต่...คงเป็ได้แค่ความคิดเพ้อฝัน เธอทำได้เพียงแค่ยืนมองหญิงร่างผอมโย่งจูงมือเด็กน้อยก้าวเดินไปข้างหน้า…สองคน
ถ้าตั้งจิตมั่น ไม่นานสิ่งที่คิดเอาไว้จะเป็จริงเธอจึงเพียงสร้างภาพแห่งฝันให้แจ่มชัดในความรู้สึกเสมอที่จะต้องเป็จริงภายในไม่นาน
แม้จะอ่อนเพลีย แต่ก่อนหลับตาลง เธอก็ยิ้มอย่างเป็สุขก่อนจะต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญสั่นประสาท!