เมื่อลุงอวิ๋นเห็นใบหน้าที่ขาวซีดของติงเหว่ยเขาก็โมโหจนอยากจะเตะผู้อาวุโสที่เป็นเสือที่ขวางทาง [2] ให้ลอยออกไป กว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ติงเหว่ยหวั่นไหวได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนึกไม่ถึงว่าจะถูกเขาทำให้ทุกอย่างยุ่งเหยิงไปหมด
แต่โกรธก็อยู่ส่วนโกรธอย่างไรเขาก็ต้องปกป้องสองแม่ลูกแทนเจ้านายของเขาเอาไว้จะขาดไปแม้แต่คนเดียวไม่ได้!
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็รีบก้มตัวลงแล้วพูดว่า“ท่านหมอเทวดาเหว่ย พี่เหว่ย ท่านเองก็ทำความดีมีเมตตาสักหน่อยอย่าก่อความวุ่นวายเลยข้าเองก็เชื่อว่าท่านสามารถปกป้องแม่นางติงและอันเกอเอ๋อร์ได้แต่ในสถานการณ์ภายนอกที่วุ่นวายเช่นนี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้ยิ่งไปกว่านั้นแม่นางติงยังมีครอบครัวใหญ่ ต่อให้ท่านหมอเทวดาจะแก่กล้าสักแค่ไหนเกรงว่าท่านก็ไม่อาจหาคนมาคอยดูแลครอบครัวสกุลติงได้เกินสิบกว่าคนใช่หรือไม่?”
ผู้อาวุโสเหว่ยกลับไม่ยืดอกและคุยโวอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเขาลูบหนวดเคราสีเทาของเขาและขมวดคิ้ว โดยไม่ตอบอะไรไปพักหนึ่ง
ติงเหว่ยเองก็ก้มศีรษะลงและครุ่นคิดอย่างระมัดระวัง ราวกับว่าในอำเภอชิงผิงจะไม่ปลอดภัยเท่าไรนักทว่าแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ที่ใดจะสามารถปกป้องครอบครัวของนางให้ปลอดภัยได้กันล่ะ?
ลุงอวิ๋นมองดูสีหน้าของอาจารย์ลูกศิษย์ทั้งสองคนในใจของเขาก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขารีบพูดออกมาว่า“อีกอย่างในสถานการณ์ที่กำลังวุ่นวายเช่นนี้ การลุกฮือจะเกิดขึ้นทุกหนแห่งจะมีขโมยมากมายเต็มไปหมด ถึงแม้ผู้อาวุโสจะมีวิชารักษาติดตัว เกรงว่าจะถูกบางใครคนฝังใจเอาไว้คนที่คิดไม่ดีก็วางแผนมาจัดการโดยไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือต่อให้สุดท้ายผู้อาวุโสเหว่ยจะปลอดภัยดีแต่ก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะไม่ทำให้ครอบครัวแม่นางติงทั้งครอบครัวพลอยติดร่างแหไปด้วย!”
ผู้อาวุโสเหว่ยจึงพูดตอบโต้ออกมา“อย่ามาพูดจาไร้สาระ! เจ้าเฒ่าน่ารังเกียจเกินไปแล้ว!ข้าเป็นถึงหมอปีศาจหัตถ์เทวดา ไหนเลยจะตกหลุมพรางของคนอื่นได้โดยง่ายดายขนาดนั้น?ใครกล้าคิดไม่ดีกับข้า แค่ยาถุงเดียวก็จะทำให้คนนั้น…”
คำพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยพลังแต่กลับไม่ได้ทำให้ลุงอวิ๋นกลัวเลยแม้แต่น้อย ผู้อาวุโสเหยียดยิ้มและพูดออกมาอย่างช้าๆ ว่า “เช่นนั้นหมอเทวดามาอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นของพวกเราได้ยังไงกัน?”
คำพูดเหล่านี้เรียกว่าแทงใจผู้อาวุโสเหว่ยเข้าอย่างจัง!
เขาเหมือนกับแมวที่โดนเหยียบหางไม่มีผิดขนทั้งตัวของเขาก็ลุกชันขึ้น! เขาจ้องมองลุงอวิ๋นด้วยความอับอายกลายโทสะ “เจ้า…”
ติงเหว่ยไม่อยากให้ผู้อาวุโสทั้งสองคนต้องมาทะเลาะกันเพราะนางจึงรีบเกลี้ยกล่อมออกไปว่า “ท่านอาจารย์ อย่าเพิ่งโมโหเลย มีอะไรก็ค่อยๆ พูดจากันคุยกันดีๆ เถอะนะ!”
ลุงอวิ๋นกลับยิ่งเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟ“พี่ชาย ต่อให้ท่านจะมีความสามารถขนาดไหน แต่ว่าไม่มีคนคอยเป็นมือเป็นเท้าให้และหากเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยมากจนยากที่จะป้องกัน! หากว่าแม่นางติงอยู่ข้างกายนายน้อยของพวกเราล่ะก็ประการแรกไม่มีปัญหาด้านความปลอดภัยประการที่สองในเวลาสงครามเช่นนี้ต่างก็ใช้มีดและปืนอย่างไร้ความปราณีมีคนบาดเจ็บจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นบาดแผลภายนอกทั้งหมดท่านผู้อาวุโสเองก็กำลังสนใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะรายงานให้นายน้อยของพวกเราอนุญาตให้ท่านไปที่สนามรบเพื่อจะได้ศึกษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บได้ตามใจชอบ ท่านเห็นว่ายังไง?”
ผู้อาวุโสเหว่ยที่หัวเราะเยาะในตอนแรกเขาจ้องจะหาโอกาสที่จะโต้กลับไป แต่หลังจากได้ยินคำพูดในตอนท้ายเขาเองก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา
เขาหมกมุ่นกับวิชาทางการแพทย์มาตลอดชีวิตไม่ว่าจะเป็นการรักษาภายในหรือการล้างพิษ เขาก็ทำได้อย่างง่ายดายโดยแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำทว่าการรักษาบาดแผลภายนอกกลับมีบางอย่างที่ยังขาดอยู่เล็กน้อย
ในช่วงก่อนที่ติงเหว่ยพูดให้เขาฟังเกี่ยวกับข้อควรระวังต่างๆในการรักษาบาดแผลภายนอก แล้วยังมีวิธีการเย็บผิวหนังเข้าด้วยกันเหมือนกับการเย็บซ่อมเสื้อผ้าเรื่องเหล่านี้สำหรับคนที่หมกมุ่นกับวิชาแพทย์เช่นเขาถือว่าเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างถึงที่สุด
อย่างไรก็ตามเนื่องจากเงื่อนไขที่จำกัด เขาจึงมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ฝึกฝนกับคนจริงๆถ้าเขาไปที่สนามรบจริงๆ อย่างที่ผู้อาวุโสอวิ๋นพูด หรือว่าเขาจะได้…
ผู้อาวุโสเหว่ยยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นเขาลูบมือและขยับตัวไปมา เขาเองก็ลืมเรื่องข้อพิพาทกับลุงอวิ๋นเมื่อครู่ไปเขาถามอย่างตื่นเต้นว่า “หากว่าข้าไปที่สนามรบเจ้าจะส่งทหารที่บาดเจ็บเหล่านั้นให้กับข้าได้จริงๆ หรือ?เจ้าหนุ่มกงจื้อหมิงก็จะเห็นด้วยอย่างนั้นหรือ? ข้าสามารถใช้ยารักษาบาดแผลภายนอกได้ตามต้องการด้วย?”
ท่านลุงอวิ๋นได้ฟังก็หัวเราะออกมาในใจของเขาพลันรู้สึกเคารพเพิ่มขึ้นมาสามส่วนไม่ว่านิสัยใจคอและพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นของผู้อาวุโสเหว่ยจะเป็นอย่างไรอย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์และจริงใจ
คนเช่นนี้บางทีอาจมีพฤติกรรมแปลกๆไปสักหน่อย แต่พวกเขามักจะทำให้ผู้คนต่างประหลาดใจในผลการค้นคว้าของเขาได้
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็ตอบไปว่า “ตราบใดที่เจ้ารับรองว่าจะไม่ทำร้ายทหารที่บาดเจ็บข้าก็จะรายงานนายน้อยเพื่ออนุญาตให้เจ้าไปที่สนามรบ!”
ต่อให้จะคุ้นเคยกันสักแค่ไหนลุงอวิ๋นก็รู้สึกว่าควรจะพูดสิ่งที่ไม่น่าฟังออกไปก่อน
ผู้อาวุโสเป็นคนที่มีนิสัยแปลกประหลาดและขี้หงุดหงิดหากเขาไปค่ายทหารไม่แน่ว่าบางทีจู่ๆ อาจคิดอะไรขึ้นมา อยากจะลองยาใหม่ๆ จึงใส่ยาลงไปหนึ่งซองแล้วกลับกลายเป็นว่าช่วยศัตรูได้อย่างมากเช่นนั้นก็เหมือนกับยกก้อนหินมาทุ่มใส่เท้าตนเองไม่มีผิด
ผู้อาวุโสเหว่ยไม่ใช่คนโง่เขลาทำไมจะไม่เข้าใจเจตนาที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขา ทำให้เขาเป่าเครา และถลึงตา พลางตะโกนออกมาว่า“เจ้าแก่ เจ้าพูดอะไรออกมาน่ะ? หมอทุกคนล้วนมีจิตใจของความเป็นพ่อแม่เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาขนาดนั้นเลยหรือ?”
ลุงอวิ๋นกลอกตาขึ้นและไม่สนใจเขาอีกเขาหันไปทางติงเหว่ย พูดขอร้องกึ่งบังคับว่า “แม่นางติง เจ้าลองคิดดูให้ถี่ถ้วนอีกทีเรื่องนี้รอจนกว่านายน้อยจะกลับมาแล้วค่อยหารือกัน!”
ติงเหว่ยไม่มีทางเลือกนอกจากพยักหน้า
ความจริงแล้วหากว่าไม่ใช่เพราะนางไม่มีทางเลือก นางเองก็ไม่อยากจะออกจากจวนสกุลอวิ๋นเหมือนกันไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนอื่น แค่มีกงจื้อหมิงอยู่ที่นี่พวกเขาทั้งสองคนตอนนี้ความรักกำลังเข้มข้น แล้วจะตัดใจแยกจากกันได้อย่างไร
อันเกอเอ๋อร์เองก็ชอบเขามากด้วย!
อย่างไรก็ตามหากว่าครอบครัวสกุลอวิ๋นติดตามกงจื้อหมิงขึ้นไปทางเหนือจริงๆแล้วหญิงสาวที่ไม่ได้ผ่านแม่สื่อหรือยังไม่ได้แต่งงานเช่นนางจะอยู่ข้างกายเขาได้อย่างไรกัน?นับว่าเป็นเรื่องน่าอับอายเช่นกัน
และยังมีพ่อแม่สกุลติงนางใช้ร่างกายของติงเหว่ย อย่างไรก็ต้องดูแลผู้อาวุโสทั้งสองอีกอย่างนางก็ถือว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงของนางไปแล้ว จะให้ตัดใจทิ้งพวกเขาเอาไว้ได้อย่างไร
ต่อให้เรื่องนี้จะยืดเยื้อออกไปอีกติงเหว่ยก็ไม่อยากให้พ่อแม่ของนางร้อนใจ ดังนั้นวันรุ่งขึ้นจึงให้คนไปส่งจดหมายว่ายังมีเรื่องติดพันอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นยังต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะกลับเข้าเมืองได้
……
หลังจากที่ได้รับข่าวนี้ทุกคนในครอบครัวสกุลติงต่างก็ร้อนใจขึ้นมา โดยเฉพาะผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์พวกเขามักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เมื่อก่อนลุงอวิ๋นเชิญติงเหว่ยไปทำงานที่จวนสกุลอวิ๋นและพูดออกมาอย่างชัดเจนว่าให้ไปดูแลเรื่องอาหารการกินของแม่ทัพกงจื้อทว่าวันนี้กงจื้อหมิงแทบจะไม่อยู่ในจวนเลยอีกอย่างกองทัพใหญ่ก็กำลังจะเคลื่อนพลแล้วด้วยนางที่เป็นแม่ครัวคนหนึ่งอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นต่อก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหตุใดถึงไม่สามารถกลับมาที่บ้านได้ล่ะ?
ยิ่งสองสามีภรรยาสูงวัยคิดเรื่องนี้มากเท่าไรก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้นจะกินจะดื่มอะไรก็ไม่อร่อย พี่รองสกุลติงที่เห็นก็ร้อนใจเหมือนกันเขาจึงส่งข่าวไปบอกน้องหญิงว่าให้รีบกลับมาโดยเร็วที่สุด
ติงเหว่ยที่ได้รับข่าวก็ปวดหัวเช่นกันหลังจากครุ่นคิดอยู่สักพักนางก็ตัดสินใจว่าจะกลับไปด้วยตนเองสักครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ปรึกษาหารือกับครอบครัวดีๆ
ประกอบกับที่ลุงอวิ๋นเองก็เกรงว่าจะไม่สามารถรั้งติงเหว่ยสองแม่ลูกเอาไว้ได้เขาจึงอยากจะไปหานายน้อยเพื่อขอคำแนะนำดังนั้นในรถม้าคันหนึ่งก็มีคนแก่และหญิงสาวที่ต่างก็ทุกข์ใจเป็นอย่างมากวันรุ่งขึ้นในตอนเช้าก็เริ่มออกเดินทางส่วนผู้อาวุโสเหว่ยอยู่ในจวนเพื่อดูแลอันเกอเอ๋อร์ ถึงแม้ผู้อาวุโสจะมีนิสัยแปลกๆเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่สำหรับหลานศิษย์นั้นเขากลับรักและเอ็นดูเข้ากระดูก
อำเภอชิงผิงเป็นเพียงอำเภอเล็กๆที่มีพื้นที่ไม่กี่หมู่ เดิมทีก็ไม่ได้ถือว่าเจริญเท่าไร แต่ทุกวันนี้ผู้นำอำเภอสวี่ชางก็เป็นคนที่มากความสามารถผู้อพยพบนท้องถนนสายหลักลดลงไปมาก แต่ก็ยังไม่ถือว่าสถานการณ์สงบสุขที่ภายนอกของรถม้ามีหลินลิ่วกำลังควบม้า และอวิ๋นอิ่งนั่งอยู่ด้านหน้าที่ด้านหลังเกวียนก็ยังมีองครักษ์อีกสองคนด้วยพละกำลังของทั้งสี่คนนี้ต่อให้เป็นชายหนุ่มตัวโตสิบกว่าคนก็อย่าคิดว่าจะเข้าใกล้ได้
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่กงจื้อหมิงตั้งใจให้เฝ้าอยู่ที่นี่โดยเฉพาะส่วนซานอีและเฟิงจิ่วติดตามนายท่านออกไปด้วย
ตอนแรกติงเหว่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเมื่อนางเห็นว่าเข้าเมืองต้องทำเสียใหญ่โตขนาดนี้โชคดีที่ยังมีลุงอวิ๋นอยู่ข้างๆ นางเองก็ไม่แสร้งปฏิเสธออกไป
บ้านที่ครอบครัวสกุลติงอาศัยอยู่นั้นห่างไกลและเงียบสงบในเวลานี้ความปลอดภัยของอำเภอเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติแล้ว ดังนั้นการอยู่ที่นี่จึงปลอดภัยหายห่วง
แต่สำหรับครอบครัวสกุลติงนอกจากธุระสำคัญๆแล้วพวกเขาแทบจะไม่ออกไปเดินเล่นข้างนอกเลย ทุกวันนี้บนท้องถนนเงียบสงัดมากมีเพียงร้านขายข้าวและขายพืชผลไม่กี่ร้านเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ ร้านอื่นๆล้วนปิดกิจการกันหมด เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่เองก็ระมัดระวังตัวกันมาก
ติงเหว่ยลงมาจากรถม้าอวิ๋นอิ่งเองก็เรียกให้สกุลติงเปิดประตูเมื่อพี่ใหญ่สกุลติงเห็นว่าน้องหญิงกลับมาแล้ว เขาก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากเขาตั้งใจจะพูดทักทายและให้นางเข้าไปข้างในแต่เมื่อเห็นลุงอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างรถม้ารอยยิ้มนั้นของเขาก็ดูแข็งทื่อไปหลายส่วน
หลังจากได้ข่าวผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์ก็ออกมาต้อนรับเช่นกันเมื่อเห็นลูกสาวกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ในใจของแต่ละคนก็รู้สึกสงสัยและหวาดระแวงเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
ลุงอวิ๋นทำเหมือนไม่เห็นสีหน้าแปลกๆของคนสกุลติง เขายกมือขึ้นและพูดทักทายอย่างเป็นธรรมชาติว่า “แม่นางติงยืนกรานที่จะกลับมาบ้านสักรอบหนึ่งข้าเองก็กังวลว่าระหว่างทางจะไม่ค่อยปลอดภัยก็เลยพาคนมาสองสามคนไว้คอยคุ้มครองนางด้วย”
หลังจากที่ได้ฟังเช่นนี้คนในครอบครัวสกุลติงก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย ที่แท้ก็เป็นเจตนาดีของพวกเขานี่เอง!
แม่นางหลี่ว์รีบทักทายเขาด้วยรอยยิ้มสองพี่น้องสกุลติงเองก็คำนับและกล่าวขอบคุณด้วย
จะมีก็แต่ผู้อาวุโสติงที่พึมพำเล็กน้อยในใจลูกสาวของเขาไปที่จวนสกุลอวิ๋นเพื่อเป็นแม่ครัวหรือว่าเป็นภรรยากันแน่?การมาอย่างใหญ่โตเช่นนี้ทำให้เขาอดที่จะสงสัยไม่ได้
ในไม่ช้าทุกคนในสกุลติงก็ต้อนรับแขกและเชิญเข้าไปในห้องโถงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะเป็นเงินของสกุลอวิ๋นทว่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่ลุงอวิ๋นได้เข้ามาเขาเห็นว่าสถานที่อาจดูเล็กไปบ้างแต่ก็มีทุกอย่างที่จำเป็นครบครันและยังถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ในใจของเขาก็พึงพอใจมากขึ้นอีกสามส่วน
แม่นางหลิวชงชาและนำไปให้เป็นชาหรงจิ่งก่อนฤดูฝนซึ่งเป็นชาที่ดีที่สุดที่บ้านสกุลติงมีในตอนนี้มักเอาไว้ใช้รับแขกผู้มีเกียรติโดยเฉพาะ
แม่นางหวังยกของเตี่ยนซินออกไปสองจานนี่ก็เป็นสิ่งที่พี่รองสกุลติงรีบกำชับให้ลุงหูไปซื้อมาจากร้านน้ำชาฝั่งตรงข้ามเมื่อเห็นว่ามีแขกมามีขนมพุทรา ขนมถั่วเหลือง และยังมีขนมเปี๊ยะไส้เนื้อขนาดเท่าฝ่ามือหลายชิ้น และบนขนมเปี๊ยะยังโรยไว้ด้วยงาดำซึ่งทำให้ดูน่ากินตั้งแต่แรกเห็น
ดังคำกล่าวที่ว่าไว้ของขวัญแม้จะด้อยค่าแต่มากไปด้วยน้ำใจ ถึงแม้ครอบครัวสกุลติงจะยากจนแต่ของเหล่านี้พวกเขาก็เตรียมออกมาด้วยความตั้งใจและเห็นได้ชัดว่าลุงอวิ๋นเองก็เข้าใจในเจตนานั้นดีแววตาของเขาปรากฎรอยยิ้มอย่างจริงใจหลายส่วน
ผู้อาวุโสติงพูดอย่างเกรงใจว่า“ที่บ้านของเราไม่ได้มีของดีๆ ก็เลยให้ลุงอวิ๋นลองชิมเตี่ยนซินที่ร้านหน้าบ้านขอลุงอวิ๋นโปรดอย่าได้รังเกียจ”
คำพูดเหล่านี้ของเขาช่างสละสลวยไม่เหมือนกับชาวไร่ชาวนาทั่วไป
ลุงอวิ๋นยิ้มออกมาและโบกมือ“พี่ติงเกรงใจเกินไปแล้วเมื่อก่อนอาจจะมีเรื่องไม่เข้าใจกันถึงได้เรียกกันอย่างห่างเหินว่าท่านผู้อาวุโสอวิ๋นทว่าวันนี้ฐานะที่แท้จริงของนายท่านของข้าถูกเปิดเผยออกมาทั่วทั้งแผ่นดินแล้วข้าเองก็ไม่เหมาะที่จะปิดบังอีกต่อไป หากจะพูดกันขึ้นมาข้าเองก็เป็นแค่บ่าวรับใช้ของสกุลกงจื้อเป็นแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งก็เท่านั้นพี่ชายและพี่สะใภ้อย่าได้เกรงใจกันเกินไปเลย!”
ผู้อาวุโสติงวางปล้องยาสูบไว้บนโต๊ะแล้วก็หัวเราะออกมา“ท่านลุงอวิ๋นกล่าวเกินไปแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาอะไรกันข้าเองก็ได้ยินจากติงเหว่ยว่าท่านแม่ทัพกงจื้อให้ความไว้วางใจต่อพี่ชายเป็นอย่างมากราวกับท่านเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัวไม่มีผิดเช่นนั้นฐานะของท่านต้องสูงส่งอย่างแน่นอน!”
แม่นางหลี่ว์เองก็พยักหน้าซ้ำไปซ้ำมา“นั่นสิ! ครอบครัวของพวกเราก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติขนาดนั้น อีกอย่างตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ผู้อาวุโสอวิ๋นก็ดูแลติงเหว่ยของเราเป็นอย่างดีพวกเราเองก็ซาบซึ้งใจ ด้วยเหตุผลนี้เหตุผลเดียวท่านก็เป็นแขกผู้มีเกียรติของบ้านเราแล้ว”
คำพูดของสามีภรรยาคู่นี้ช่างทำให้อบอุ่นหัวใจจริงๆลุงอวิ๋นก็ยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้นไปอีก “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราต่างฝ่ายต่างก็อย่าได้มากพิธีกันเลยข้าเองก็ชอบแม่นางติงและอันเกอเอ๋อร์มากจะดูแลมากสักหน่อยก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วเพียงแต่พี่ชายและพี่สะใภ้ไม่ต้องเรียกข้าว่าผู้อาวุโสหรอกฟังแล้วรู้สึกห่างเหินกันไปหน่อย หากดูจากอายุแล้วพี่ชายน่าจะแก่กว่าข้าไม่กี่ปีมิสู้เรียกข้าว่าน้องอวิ๋นเถอะ!”
-----------------------------------------
[1] ซ้ายก็ไม่ดี ขวาก็ไม่ดี 左右为难หมายถึงตกอยู่ในสภาวะลำบากใจหรืออึดอัดใจ(ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ลำบากใจ ซ้ายก็ไม่ดีขวาก็ไม่ดี เลือกไม่ถูก)
[2]เสือที่ขวางทาง 拦路虎 หมายถึงอุปสรรค